วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/16 (2)


พระอาจารย์
9/16 (551219A)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/16  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ยว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นี่...ดีก็ได้ ชั่วก็ได้  ถ้าไม่มีปัญญา...ส่วนมากก็ลงต่ำหมดน่ะ

ถึงว่าถ้ามันเห็นอย่างนี้แล้วนี่ อย่ามาเอ้อระเหยลอยชายอยู่ ...ขวนขวาย อย่ากลับมาอีก อย่าหาทางกลับมาอีก อย่ามาเกิดกันอีก

เกะกะ เลอะเทอะ ทำไปเรื่อย โง่เง่าเต่าตุ่นแล้วก็อวดหยิ่งผยองลำพอง ว่าเก่ง ว่าดี ว่าใช่ ว่าถูก ว่าเหนือกว่า แข่งกันเหนือกว่ากัน เพื่อศักดิ์ศรี บ้ารึเปล่า ...ดูความบ้าของจิตสิเนี่ย

แต่มันผูกเวรกันเท่าไหร่แล้ว ...เพราะไอ้คนตายนี่มันไม่อโหสิกรรมนะ ...ไม่มีใคร..ในระดับต่ำกว่าพระอรหันต์ไม่มีคำว่าอโหสิกรรมหรอก...ที่เป็นกรรมที่หายกันขาดกัน

มันก็มีความผูกโกรธ ความอาฆาต จองล้างจองเวรกันอยู่นั่น ทีใครทีมันล่ะคราวนี้ ...วนกันอย่างนี้เหมือนวงกลมเลย

นี่เฉพาะคนเดียวนะ ...แล้วเกิดมันไปก่อกับอีกกี่คนล่ะ มันพ่วงกรรมลูกพ่วงลูกช่วงนี่...ไม่รู้จักจบจักสิ้นเลย

การเกิดมาเป็นมนุษย์นี่...ถ้าไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญา ไม่เห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญาเมื่อไหร่  จิตมันก็จะตกต่ำ เหมือนกับน้ำที่ไหลลงที่ต่ำ

มันก็ตกคลั่กลงไปอยู่ในหม้อนรกน่ะ ...มีแต่ความเร่าร้อน ถูกแผดเผาด้วยกิเลส แล้วแต่ว่ามันจะแผดเผาให้ทำอะไร

กิเลสมันแผดเผา ความอยาก ความไม่อยาก ความโกรธ ความรัก ความชัง พวกนี้ ...มันแผดเผาให้เกิดความเร่าร้อน จนต้องทำตามอำนาจของมัน

คราวนี้ว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรม กำลังของสมาธิ ของศีลสติปัญญาแล้วนี่ ...มันทานทนต่ออำนาจของกิเลสไม่ไหวหรอก

ขนาดผู้ภาวนาเองน่ะ ยังทนไม่ค่อยจะได้เลย ยังเป็นเบ๊รับใช้ เป็นข้าทาสบริวารของจิตอวิชชาตัณหาอยู่เลย ...จะไปสาอะไรกับคนที่ไม่รู้ไม่ชี้เรื่องศีลสมาธิปัญญา

ที่ยังรู้สึกว่าศีลสมาธิปัญญา...อยู่ในตำรา อยู่ในบทเรียน อยู่ในวัด อยู่ในพระ อยู่ในคนปฏิบัติ อย่างนี้ มันไม่มีทางที่จะทัดทาน...หรือว่าเกิดมโนสำนึกหิริโอตตัปปะขึ้นมาได้

มันก็ทำไปด้วยอำนาจกิเลสที่แผดเผา เร่าร้อน ...โลกมันถึงร้อนรุ่มทุกหัวระแหง ไม่ว่าที่ไหนที่มีคนอยู่น่ะ ที่นั่นก็ร้อน ไม่ร่มเย็น หาความร่มเย็นสงบสันติไม่ได้

มีที่เดียวที่สันติ...นิพพานัง ปรมัง สันติ ... นิพพานัง ปรมัง สุขขัง  นั่นแหละ มีที่เดียวที่สันติ ...เพราะไม่มีรูปไม่มีนามปรากฏในนั้น ไม่มีเกิดไม่มีดับ

ตราบใดที่ยังมีรูปมีนามอยู่นี่ มันไม่มีความสันติหรอก ...มีแต่การเบียดเบียน อยู่ด้วยการเบียดเบียนกันไปมา กระทบกระแทกกระทั้นกระเทือนกันไปมา เป็นเรื่องของทุกข์ล้วนๆ

เพราะนั้นว่าหลักของการภาวนาก็คือศีลสมาธิปัญญานี่แหละ ...ให้ตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มีศีล...อยู่กับศีลไหม มีกาย...อยู่กับกายไหม นั่นแหละคือศีล

อย่าให้มันออกห่างไกลจากกายปัจจุบัน อย่าให้จิตมันเพลินหายไปจากกายปัจจุบัน ...ถือกายปัจจุบันน่ะเป็นขอบเขตของศีล

แล้วก็รักษากายของตัวเองไว้ ...กายคนอื่นช่างหัวมัน มันจะดี มันจะร้าย มันจะถูก มันจะผิด มันจะเป็นใคร ก็อย่าไปหมายมากเกินไป

เอาแค่ว่าพอเป็นสมมุติว่า นั่นเป็นลูก นั่นเป็นผัว นั่นเป็นพี่ นั่นเป็นน้อง นั่นเป็นเพื่อน ก็พอสมมุติให้เชื่อว่าแค่สมมุติก็พอแล้ว อย่าไปหลงสมมุติจนเกินไป จริงจังเกินไป

มันจะทำให้ละเลยจากงานที่ควรทำของตัวเอง คืองานที่จะต้องมาทำความรู้แจ้งภายในกองขันธ์ห้า มันทำให้เสียงาน เสียเวลา หมดเวลาไปกับสมมุติบัญญัติ

ไปจริงจังในบัญญัติสมมุตินั้นๆ ความเชื่อต่างๆ นานา ...กลายเป็นห่วง กลายเป็นอาลัย กลายเป็นกังวล กลายเป็นวิตก กลายเป็นฟุ้งซ่าน กระจัดกระจายไปมาจับทิศจับทางไม่ถูก

เมื่อใดที่จิตมันแตกกระสานซ่านเซ็นออกไปนี่ หมายความว่าไม่เป็นหนึ่ง ...เมื่อไม่เป็นหนึ่ง มันไม่มีกำลัง ...อยากได้กำลังก็ต้องรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ...หนึ่งไม่ใช่สงบ หนึ่งคือหนึ่งตั้งมั่น

เมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่ง จิตตั้งมั่น มีกำลัง แล้วก็เอากำลังที่เป็นหนึ่งของสมาธิ ...กำลังของสมาธินั้นน่ะ เอามาเพียรอยู่ในปัจจุบันกายปัจจุบันขันธ์ เพื่อทำความแจ้งชัด

อาศัยกำลังของจิตหนึ่งนั่นแหละ มันจึงจะเกิดความแจ้งชัดในขันธ์ห้า  ถ้าไม่มีกำลังของจิตหนึ่งแล้ว มันจะไม่แจ้งชัดในขันธ์ห้าปัจจุบันเลย ...ปัญญาจะไม่เกิดได้เลยถ้าไม่มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

แต่ถ้ายังคิดละเอียดยิบย่อยออกไป ไม่จบ ไม่สิ้น ...จิตมันก็อ่อนปวกเปียก อ่อนแอ ไม่มีกำลัง ไม่มีความรู้ความเข้าใจในตัวของขันธ์ห้าแต่ประการใด

มันก็สอดส่าย แส่ส่ายไปมา ...มีแต่ทุกข์ เป็นทุกข์ ...แล้วก็จะออกจากอาการนั้นก็ออกได้ยาก ไม่กล้าออก ไม่กล้าละ

จริงๆ บางทีก็รู้ว่ามันเป็นกิเลสนะ รู้ว่ามันไม่ดี ..แต่ไม่กล้าออก ไม่กล้าเลิก ไม่กล้าเลิกคิด กลัวอย่างนั้นกลัวอย่างนี้ไป

ต้องเอาให้มันตั้งมั่นให้เด็ดขาดในปัจจุบัน มีศีล เป็นผู้มีศีลเดียวใจเดียว มีกายเดียวใจเดียว ...อย่าไปหลายกาย ทั้งกายนอก แล้วก็กายข้างหน้ากายข้างหลังของเราเอง

เดี๋ยวมันก็แจ้ง เดี๋ยวมันก็จะชัด ...เมื่อใดที่กายชัด รู้ก็จะชัด ใจก็จะชัด ผู้รู้ก็จะชัดขึ้น ...เมื่อมันชัด ต่างคนต่างชัดเจนแล้วนั่นน่ะ ความเป็นจริงก็อยู่ต่อหน้ามันเอง

ไม่ต้องไปค้นหาความเป็นจริงที่ไหนเลย ...ความเป็นจริงก็อยู่เบื้องหน้ามันน่ะ เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่ตั้งอยู่ ซื่อๆ กองหนึ่ง

กายก็เป็นแค่กองหนึ่ง เวทนาก็เป็นแค่กองหนึ่ง ความคิดก็เป็นแค่กองหนึ่ง อารมณ์ก็เป็นแค่กองหนึ่ง ความรู้สึกก็เป็นแค่กองหนึ่ง ผัสสะก็เป็นแค่กองหนึ่ง

ทุกอย่างมันเป็นแค่กอง แค่ก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น ...ไอ้ที่เกินกว่านั้นมันเกินไม่ได้แล้ว

ทำไมมันเกินไม่ได้ ...เพราะจิตมันถูกสติกำกับไว้ให้เป็นหนึ่ง ให้เป็นแค่หนึ่งเดียว ...จิตมันก็รวมตัวเป็นหนึ่ง มันก็ไม่มีอะไรเกินนั้นแล้ว ความจริงก็มีเท่านั้น เท่าที่มันปรากฏ

เมื่อมันเห็นเท่าที่มันปรากฏอยู่เท่านั้นในปัจจุบัน คงความเป็นปัจจุบันจิต ปัจจุบันรู้ กับปัจจุบันเหตุที่ปรากฏเบื้องหน้ามัน

ไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งกาย เหตุแห่งผัสสะ เหตุแห่งอารมณ์ เหตุแห่งความรู้สึกอะไรก็ตาม ...เมื่อมันเห็นเหตุที่ปรากฏซ้ำๆๆๆ ต่อเนื่องไป มันก็เกิดความยอมรับเท่าที่มันปรากฏนี้

เรียกว่าเข้าใจความหมายของคำว่าเป็น ตถตา...มันเป็นเช่นนี้เอง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ เกิดขึ้น ตั้ง ดับเอง ทั้งหมด มันเป็นเช่นนี้เอง มันไม่เป็นอย่างอื่น

ไอ้ที่เป็นอย่างอื่นน่ะ...เพราะจิตเข้าไปว่า เข้าไปหมาย เข้าไปให้ค่า

แต่ถ้าเมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่งมันก็จะเห็นความเป็นตถตา มันเป็นเช่นนี้ คือเกิดขึ้นเองโดยธรรมดา ตั้งอยู่เองโดยความเป็นธรรมดา ดับไปเองด้วยความเป็นธรรมดา มันเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าอะไร

จิตก็เกิดความเข้าใจในธรรม สภาพธรรมที่แท้ ว่าเป็นเช่นนี้เอง ไม่เป็นอื่น ...มันก็คลายออกจากความเห็น ที่ผิด ที่เพี้ยน ที่คลาด ที่เคลื่อน ไปจากธรรมนี้ 

ไม่มีธรรมโน้น ไม่มีธรรมที่นู้น ไม่มีธรรมข้างหน้า ไม่มีธรรมรายละเอียดอื่นๆ ไม่มีธรรมที่อื่น มีแต่ธรรมนี้ธรรมเดียว และก็เท่านี้ 

มีแต่ธรรมนี้และก็เท่านี้ ไม่มีคำว่าเท่าไหน อะไร เท่าไหร่ดี ...ไม่มีจิตออกไปว่า

สมาธิก็ตั้งมากขึ้นๆ มั่นขึ้นๆ รวมขึ้นไป ชัดเจน กระจ่างแจ้งในธรรม มันชัด ...ท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนไปยืนแบมือกลางแดดแล้วก็ดูเห็นเส้นลายมือชัดเจนปานนั้น ความสว่างของจิตตั้งมั่น เป็นหนึ่ง

เพราะนั้นถ้าทุกคนนี่ตั้งใจดำรงองค์มรรคในศีลสมาธิปัญญาอยู่เช่นนี้ ความหลุดพ้นก็บังเกิดขึ้นได้เอง ไม่มาวนเวียนซ้ำซาก เกิดตายไม่จบไม่สิ้น

วันเกิดก็เป็นวันเกิดครั้งสุดท้าย วันตายก็เป็นวันตายครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่มาเกิดใหม่ ไม่มีวันเกิดหลายวัน ...ไอ้นี่พวกเราเกิดกันมานี่ครบ 365 วันแล้วแหละ ไม่ใช่แค่วันนี้วันเดียว

เดี๋ยวก็เกิดมาวันนั้น เดี๋ยวก็เกิดมาอีกวันนี้ มันไม่ได้เกิดวันเดียวหรอก  365 วันนี่มันเกิดมาครบหมดแล้ว ทุกวันน่ะ ไม่รู้ชาติไหนก็ชาติหนึ่ง ...มันสมมุติเอาขึ้นมา

แต่ถ้าจะให้ดีน่ะ ...อย่ามาเกิด  จะได้ไม่ต้องไปจัดงานวันเกิด เปลืองแรงเปลืองเงินเปลืองธุระ ...ตายทีเดียวมันจบไปเลย

นี่ ต้องเด็ดเดี่ยวในองค์มรรค เด็ดเดี่ยวกับศีล เอาศีลเป็นที่พึ่ง เอาศีลเป็นหลัก  ถ้าไม่เอาศีลเอามรรคเป็นหลัก มันก็ล้ม ...เรียกว่านอกจากศีลไปนี่ จะไม่ไปอิงแอบอาศัยมันเลย

ไม่อิงแอบอาศัยความคิด ไม่อิงแอบอาศัยความเห็น ไม่อิงแอบอาศัยอดีตอนาคต ไม่อิงแอบอาศัยตำรา หรือความสุขความทุกข์ใดๆ ที่นอกเหนือจากองค์ศีล

ถ้าเด็ดเดี่ยวในองค์ศีลมากเท่าไหร่...จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมากเท่านั้นแหละ  สัมมาสมาธิก็เกิดขึ้นเหมือน...เงากับตัว มีตัวก็มีเงา มีเงาก็มีตัว ...ศีลสมาธิเป็นเหมือนตัวกับเงา

ให้มันเป็นหนึ่งกันจริงๆ กับปัจจุบันกาย ...อย่าไปอิดออด อย่าไปย่อท้อ อย่าไปอ่อนแอ อย่าไปควาน อย่าไปค้น อย่าไปหาอะไร อย่าไปอิง อย่าไปเอื้อนเอ่ยแอบอ้างอะไร

ทั้งหมดน่ะเป็นอาการของจิตทั้งนั้นแหละ ทางนู้นดี ทางนี้ดี อันนั้นใช่ อันนี้ถูก ไอ้นั่นก็ช่วย ...ไม่เอา 

ศีลก็คือศีล รักษาให้มันจริงๆ จังๆ กายเดียว ศีลหนึ่ง ใจหนึ่ง ...แล้วตัวศีลนั่นแหละมันจะบ่งบอกถึงสภาพความเป็นธรรมที่ปรากฏตามจริง


(ต่อแทร็ก 9/17)




วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/16 (1)



พระอาจารย์
9/16 (551219A)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  การมาเกิดน่ะ มันไม่ดีทั้งนั้นแหละ ...เมื่อไหร่ที่มันไม่เกิดน่ะดี

คือมาเกิดแล้วมันหาความแน่นอนไม่ได้ ...มันไม่รู้ว่าจะมาเกิดยังไง เมื่อไหร่ ที่ไหน ภพชาติมันหาความแน่นอนไม่ได้  เพราะว่ากรรมเป็นตัวปรุงแต่งหลัก

แล้วมันทำอะไรมามั่งแต่ละคนนี่ มันทบทวนไม่ได้หรอกว่าทำผิดทำถูกอะไรมากกว่ากัน  แล้วก็เจตนาร้ายเจตนาดีที่ผ่านมา มันลืมๆ กันหมดแล้ว

พวกนี้มันไม่หายไปไหนหรอก ...มันประมวลผล ส่งผล มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้เกิด ก่อกำเนิดรูปลักษณ์ ขันธ์ นามขันธ์ขึ้นมา ..หาความแน่นอนไม่ได้หรอก ความปรุงแต่งสัพเพเหระ

กรรมเป็นเรื่องที่อจินไตย มากมายมหาศาล ...ตราบใดที่ยังไม่หยุดทำกรรมน่ะ มันก็สะสมเพิ่มไปเรื่อยๆ น่ะ จนกว่าจิตมันจะหยุด...มโนกรรมนี่ เป็นตัวหลัก

มโนกรรม...หยุด หยุดสร้างกรรมใหม่ ..ที่เหลือไปก็อยู่ด้วยกรรม วิบากกรรม ในอดีต กับกรรมในปัจจุบันส่งผล ...มันก็มีวันหมด มีวันจบ

แต่มือหนึ่งรับ...มือหนึ่งทำ ...ไอ้มือทำกับมือรับนี่ มือทำมันมากกว่ารับ  เพราะนั้นภพชาตินี่มันหาจุดสิ้นสุดไม่ได้เลย

ตราบใดถ้ายังไม่มีปัญญา ไม่อยู่ในองค์มรรค ไม่เข้าใจเรื่องราวของมรรคแล้วนี่ ...จิตมันไม่ยอมหยุดหรอก...ด้วยตัวของมันเองน่ะ ด้วยความไม่รู้น่ะ

เพราะความไม่รู้...มันจึงแสวงหา  เพราะความไม่รู้...มันจึงไม่รู้จักคำว่าที่สุด อยู่ที่ไหน ...มันก็หาไปจนกว่าจะเจออะไรที่มันต้องการน่ะ

พอมันไม่ได้แล้วมันก็ไม่พอ ไม่พอมันก็เข้าใจว่ามีที่สุดอีก มันก็ไปเรื่อยไป ...หยุดเมื่อไหร่ก็พอเมื่อนั้นน่ะ

เพราะนั้นการที่จะสอนจิตให้หยุดให้อยู่นี่ มันต้องอบรมด้วยศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น  วิธีการอื่นมันไม่หยุดหรอกจิต ร่อนเร่ไปเรื่อย ไม่มีหัวไม่มีท้าย

เพราะนั้นน่ะ หลักศีลสมาธิปัญญานี่ต้องจำ ต้องอยู่ด้วยศีล อยู่ด้วยสมาธิ อยู่ด้วยปัญญา ในการดำรงชีวิต  มันถึงจะลดน้อยถอยลง...ภพชาติที่จะมีหรือเป็นข้างหน้านี่มันจะน้อยลง

พอมันน้อยลงถึงขีดระดับที่มองเห็นด้วยตัวของจิตเองแล้วนี่ มันก็จะรู้เองว่าอริยมรรคบังเกิดแล้ว 

แต่ตราบใดที่ตัวจิตนี่ มันยังมองไม่เห็นถึงที่สุดของการเกิดนี่ แปลว่า มันก็ทำความเบาบางไปเรื่อยๆ ...รับมากกว่าหาใหม่

เพราะนั้นว่าเวลาประสบพบพานอะไร ภายในก็ตาม...จากอดีต ในความคิด สัญญาอารมณ์ก็ตาม ...นี่ พยายามอดทน 

อดทนที่จะไม่ไปร่วมด้วยกับมัน อดทนที่จะยอมรับมัน เป็นกลางกับมัน ตั้งมั่นอยู่ให้ได้...อยู่ด้วยสมาธิ

เมื่อมีเหตุอะไรประสบพบพานขึ้นมานี่ จะดีใจ จะเสียใจ จะพอใจ จะไม่พอใจ ...ตั้งมั่น แล้วเป็นกลางให้ได้มากที่สุด ไม่เข้าไปแตะต้องข้องเกี่ยว ...ยอมรับ แล้วก็วาง อยู่อย่างนี้

มันก็จะไม่ก่อกรรมใหม่ มันก็จะไม่ผูกกับกรรมเก่า ...มันก็จะค่อยๆ ผ่อนคลาย ชดใช้หมดไป พร้อมกับเกิดปัญญาญาณไปในตัวด้วย ปัญญาก็เกิดด้วย...ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับทุกสิ่ง

เพราะนั้นถ้าดำรงชีวิตอยู่ในหลักเกณฑ์นี้ มันก็มีวันจบ ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง ...แล้วมันก็จะมองเห็น จิตผู้ไม่รู้มันก็จะเห็นทิศทางที่ชัดเจน ...นั่นแหละ คำว่าทิศทางที่ชัดเจนคือมรรค

แล้วมันก็จะเห็นปลายทางของมรรคอยู่ที่ไหน ...จากที่มันมองไม่เห็นเลย เพราะว่ามันกว้างไกลเหลือเกิน...การเกิด การตาย การไม่จบสิ้นของจิต

แต่มันเริ่มเห็นปลายจิตต้นจิต...เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นน่ะ ภพชาติจะเหลือเท่านั้นน่ะ เท่าที่ต้นกับปลายจิตอยู่ มันก็จะวนเวียนอยู่ตรงนั้น ...แล้วก็ค่อยๆ หดตัวลงมา

ด้วยญาณปัญญาที่ไม่เข้าไปแตะต้องข้องแวะ ครอบครอง หมายมั่น ในสิ่งที่มี ที่จะมีข้างหน้า หรือที่มีไปแล้วข้างหลังนี่ ...มันเป็นอุปาทานภพ มันเป็นอุปาทานขันธ์ทั้งหมด

มันก็ยังคงเหลือแค่ขันธ์ปัจจุบันเท่าที่จะสำแดงอาการ ...แล้วก็มาสืบค้นทบทวนอยู่ในขันธ์ปัจจุบัน เหมือนกับตีมันให้แตกน่ะ ตีโจทย์ที่มันขมวดปมอยู่

มีห้าเชือก เชือกห้าเส้นมัดรวมกัน ตีให้แตก คลี่ออก เป็นเส้นๆๆๆ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แตกออกเป็นห้ากองห้าส่วนในปัจจุบัน ...มันก็จะเห็นความจริงในปัจจุบันของขันธ์

เพราะนั้นว่างานของจิต...มันก็แทนที่มันจะมุ่งไปข้างหน้า มุ่งไปข้างหลัง หานู่นหานี่ ทำนู่นทำนี่ ...มันก็มุ่งอยู่ในปัจจุบัน

มันเปลี่ยนจากงานที่มันก่อร่างสร้างภพ เป็นงานที่ทำความรู้แจ้งกับปัจจุบัน แยกแยะจำแนกขันธ์ห้า ผัสสะหก อายตนะหก ธาตุสี่ พวกนี้ แยกหมด ...เป็นงานหลักๆ

แก้ปมของขันธ์ห้า ที่มันมาขมวดรวมกัน แล้วก็ด้วยความไม่รู้มันก็เอาขันธ์ห้ามาเป็นเราซะอย่างงั้น ...เมื่อใดที่มันขมวด มันก็จะไม่เห็นความเป็นขันธ์แต่ละกองๆ

แต่เมื่อมาจดจ้องจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เพียรเพ่ง สังเกต แยบคาย ถี่ถ้วน มันก็จะเห็นความแยกออกจากกันในแต่ละส่วนๆ เป็นกองๆๆ ห้ากอง

แล้วก็มีความเกิด..ตั้ง..ดับเอง เป็นปกติวิสัยของขันธ์นั้นๆ ไม่ได้มีความหมายใดความหมายหนึ่งในการเกิด ในการตั้ง ในการดับไปนั้นๆ

ไม่มีความเป็นเจ้าของ ไม่มีความเป็นสิ่งที่จับต้องครอบครองได้โดยสัตว์และบุคคลใดก็ตาม ...มันจะเห็นความจริงในขันธ์ห้าอย่างนี้

ตรงนี้แก้ปมการก่อเกิดขันธ์ใหม่ ด้วยความไม่รู้ ...เพราะจิตมันไม่รู้ขันธ์ตามสภาพตามความเป็นจริงอย่างนี้ เหล่านี้ มันจึงไปก่อร่างสร้างขันธ์ใหม่ล่วงหน้าไว้รองรับอนาคต

มันก็หา...โดยจะใช้ขันธ์ห้าของเราในอนาคตนั้นน่ะ...เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอะไรที่มันยิ่งกว่าๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยความไม่รู้

เพราะนั้นงานของโลก งานของคนในโลก งานของจิตของคนในโลกเนี่ย ...มันไปอยู่ที่มุ่งไปในอดีตอนาคตตลอดเวลา แล้วก็มุ่งออกไปที่เรื่องราวของสัตว์บุคคลวัตถุข้าวของภายนอกตลอดเวลา

มันจึงแก้ปม..ที่มันค้าง ที่มันคา ที่มันข้อง ที่มันยึด ที่มันหมายแบบผิดๆ คือขันธ์ห้านี่...ไม่ได้

เมื่อมันแก้ตรงเหตุแห่งขันธ์ห้า...ที่มันมองไม่เห็นความเป็นจริงของขันธ์ห้านี่ไม่ได้เมื่อไหร่นี่...

การก่อเกิดไปแบบไม่จบไม่สิ้นในการที่จิตมันไปสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาใหม่ เมื่อขันธ์ห้านี่ดับ แตกสลายหรือตายไปนี่ ...ไม่มีคำว่าพอเลย ไม่มีคำว่าหยุดได้

เพราะนั้นการเกิดมาก็ต้องเพียรพยายาม ภาวนาให้มาก...มากขนาดไหน พระพุทธเจ้าว่ามากขนาดลมหายใจเข้าลมหายใจออกน่ะ มันมากขนาดนั้น ...คือตลอดเวลา

สร้างความเคยชิน สร้างอุปนิสัย อุปวาสนา อุปบารมีขึ้นมา จนมันเป็นนิจ จนมันช่ำชอง จนมันชำนาญ จนมันเชี่ยวชาญ จนมันแจ้ง จนมันชัด จนมันเข้าใจ จนมันวาง จนมันปล่อย ความหมายมั่นในที่ทั้งปวง

เรียกว่าที่ใดที่หนึ่งก็ไม่มีความหมายมั่นเลย ที่ไหนก็ที่นั้น...มีความเกิดแล้วก็มีความดับ แค่นั้นเอง ...ในการเกิดในการดับไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่สมบัติของใคร

จิตมันเห็น จิตมันก็จะไม่มีความเข้าไปหมายมั่นในที่ใดที่หนึ่ง ...แม้แต่ปัจจุบันก็หมดจด ก็เกิดความหมดจดขึ้นภายใน

หมดความค้างคา ข้องแวะเกาะเกี่ยว กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือว่ากับธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง ...หมดการเกาะเกี่ยวในธรรมทั้งหลายทั้งปวง

แล้วก็ปล่อยให้ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามหลักของกฎอนัตตา กฎอนิจจัง กฎทุกขัง  นั่นแหละธรรมในโลกสามโลกนี้ อยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์...เป็นลักษณะอาการของไตรลักษณ์เดียวกัน

ไม่มีใครเข้าไปแก้ได้ ไม่มีใครเข้าไปเหนือมันได้ ...แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านยังแก้ไม่ได้เลย ท่านก็ยอมรับความเป็นสภาพของไตรลักษณ์ มีการเกิดมีการดับ มีการแก่มีการเจ็บมีการตาย

ท่านถือเป็นเรื่องธรรมดา ...ไม่ใช่เรื่องประหลาด ไม่ใช่เรื่องดี ไม่ใช่เรื่องร้าย ไม่ใช่เรื่องถูกเรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องที่ควรหรือไม่ควร

แต่เป็นเรื่องจริง เป็นความจริง เป็นสัจจะของโลก เป็นสัจจะของสรรพสิ่งภายในสากลจักรวาล  นี่คือโลก โลกก็คือสากลจักรวาล ในสากลจักรวาลก็ยังมีอรูป อรูปภพ รูปภพอีก ...ก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน

ตราบใดที่จิตมันยังไม่ยอมรับสภาพความเป็นไตรลักษณ์นี่ ...มันก็ยังไม่ยอมปล่อยหรอก

มันก็เกิดความถือครองครอบครองสิ่งต่างๆ ทั้งที่จับต้องได้ ทั้งที่จับต้องไม่ได้ ...จับต้องได้คือธาตุหรือรูป ...จับต้องไม่ได้ก็คือนาม

เมื่อวานดูข่าวเด็กอายุ 13 มันแทงเพื่อนมันอายุ 14  ตำรวจถามว่าแทงกันทำไม มันว่า “เพื่อศักดิ์ศรี” ...เห็นมั้ย อะไรก็ไม่รู้...เพื่อศักดิ์ศรี

แค่สิ่งที่มันจับต้องอะไรไม่ได้เลยนะนั่น ...แต่มันสามารถทำให้เกิดอกุศลกรรมที่เป็นครุกรรม

เห็นความถือครองของสัตว์โลกด้วยความไม่รู้ไหม มันโง่ แต่มันก็อวดดี ...จิตมันเกิดความอวดดี เกิดมานะว่าถูก ว่าควร ว่าใช่ ว่ามีค่ามีคุณ เป็นที่น่ายกย่องจดจำ

แต่มันหารู้ไม่ว่า แค่เหตุแห่งการกระทำเหล่านี้ ...การเกิดมาชดใช้วิบากกรรม ผลแห่งกรรมนี่ นับภพไม่ถ้วนเลย นับชาติไม่ถ้วนเลย


และไหนถ้าเกิดมาด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา แล้วมาซ้ำๆๆๆ ลงในกรรมเดิม เป็นอาจิณกรรม นี่ ...ไม่ต้องถามเลยว่ามรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน


(ต่อแทร็ก 9/16  ช่วง 2)