วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/17 (2)


พระอาจารย์
9/17 (551219B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/17  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เมื่อใดที่หวนคืนกลับมาตั้งมั่นอยู่ภายใน กายปัจจุบัน...รู้ปัจจุบัน นั่นแหละ เรียกว่าอยู่ในองค์ภาวนาแล้ว 

แล้วก็ต้องคอยสอบถามตัวเองว่า อยู่ในองค์ภาวนานี้บ่อยไหม ต่อเนื่องไหม ...ถ้าไม่ต่อเนื่อง ก็ทำซะให้มันต่อเนื่อง ...อย่าไปเอ้อระเหยลอยชาย 

อย่าไปเป็นยายฉิมเก็บเห็ดที่ไหน หรือไปนั่งรอเห็ดงอก เข้าใจไหม เพราะจิตมันมีอยู่อย่างนึงน่ะ มันว่าอันตัวกูนี่เคยไปเก็บเห็ด ณ ป่านี้ หย่อมนี้มา แล้วกูเคยได้กินเห็ด 

แล้วก็ไปนั่งจ่อมรออยู่นั้นว่าจะกินเห็ดอีก เพราะติดใจในรสชาติของเห็ด  ก็กลายเป็นยายฉิมเก็บเห็ด ...แต่พอดีตอนนั้นไม่มีเห็ด ก็เป็นยายฉิมรอเห็ด

จิตน่ะมันชอบอย่างนั้นน่ะ ...รอจนหนวดหงอกฟันหลุด แล้วก็ตายไป ก็ยังไม่ได้กินเห็ด เพราะว่าเคยกินเห็ดตรงนี้

อ้าว ก็เดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้วจะไปนั่งรอทำไม กลับบ้านกลับช่องเป็นรึเปล่า ยายฉิม ...บ้านมีไม่อยู่ ไปอยู่ในป่าในดง เดี๋ยวก็เสือคาบไปรับประทานหรอก

เพราะว่าในป่าในดงมีแต่สัตว์ร้าย มีแต่ทุกข์...ออกนอกนี้ไปมีแต่ทุกข์ เป็นทุกข์ ...มันเป็นป่าดงดิบ มันเป็นป่ารกชัฏ มันเป็นทางคดเคี้ยว มันเป็นทางเขาวงกต

ยิ่งไปไกลยิ่งหาทางกลับบ้านไม่ถูกอ่ะ ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งหาทางกลับบ้านไม่ถูก ...พอตั้งหน้าตั้งตาจะกลับบ้าน เอ้า บ้านกูอยู่ไหน กลับไม่ถูก กลับยากด้วย เพลินเลย

เพราะไปเจอเพื่อน...ยายแฉ่ง (หัวเราะกัน) ...ก็มาหาเห็ดด้วยกัน  เขาบอกว่าที่นั่นน่ะมี เอ้าชวนกันไป ...ก็ตามกันไป ยายฉิมกับยายแฉ่ง ไปกันใหญ่ บ้านช่องไม่กลับ

นู่น จะกลับตอนที่เขาเคาะประตูโลงน่ะ ใกล้จะตายแล้วอ่ะ รีบกลับบ้านเลย ...เพราะอะไร ...เพราะมันหนีไม่ได้แล้วอ่ะ จะหนีไปเก็บเห็ดก็ไม่ได้แล้ว

เพราะว่าเวทนามันดึง มันเผา ...มากลับตอนตาย ไอ้ตอนไม่ตายไม่กลับ ไปร่อนเร่พเนจรซะนี่

การภาวนาที่ออกนอกเหนือกายใจปัจจุบันนั่นแหละ ...มันมีแต่วนเวียน คดเคี้ยวเลี้ยวลด ซอกซอยเยอะแยะไปหมดเลย ปลีกย่อยมันมากมายมหาศาล

จะเดินทุกตรอกซอกซอยได้อย่างไร จะไปค้นหาความจริงในตรอกซอกซอยนั้นๆ จนหมดสิ้นทุกแง่ทุกมุมได้อย่างไร โลกนี้มันกว้างเหลือเกิน อนันตาจักรวาล สากลจักรวาล เฉพาะที่จับต้องมองเห็นได้ด้วยตา 

แล้วที่มันไม่สามารถมองเห็นด้วยตาอีก เรียกว่ารูปภพ  และก็มีที่มันไม่สามารถมองเห็นจับต้องได้ด้วยอาการใดๆ เรียกว่าอรูปภพอีก ...มันจะคดเคี้ยวขนาดไหน

ตราบใดที่ยังออกไปค้นหา หรือไปหมาย ไปหาความรู้หาความเข้าใจกับมัน ไม่มีทางจบเลย ...ต้องมาจบที่กายนี้ใจนี้เท่านั้น ต้องสร้างนิสัยนี้ขึ้นมา

นิสัยของจิตที่มันดื้อ มันชอบโลดแล่นไปมา ...แล้วมันก็เข้าใจว่าการโลดแล่นไปมานั้นน่ะเกิดประโยชน์เกิดความรู้เกิดความกระจ่างเกิดความรู้ยิ่ง ปัญญายิ่งยวด

สุดท้ายก็เป็นปัญญาแบบวกวนน่ะ ปัญญาที่มันหาต้นหาปลายไม่ถูก สับสน

แต่เมื่อใดที่มารวมอยู่เป็นหนึ่ง แล้วก็เห็นอันเดียวจนเข้าใจทะลุปรุโปร่งนี่ ...จึงจะเข้าใจธรรมทั้งหลายทั้งปวง ว่าเป็นธรรมเดียวกันอย่างไร

ขนาดว่าเห็นเป็นหนึ่งแล้ว ไม่หมายมั่นในหนึ่งแล้ว ...จิตที่มันยังมีสันดานอนุสัยเดิมที่ยังแลบแส่ส่ายไปมา ท่านยังเรียกว่าอุทธัจจะเลย แค่ขณะจิตเดียวท่านก็เรียกอุทธัจจะ

อุทธัจจะของพระอรหันตมรรค แค่จิตขณะหนึ่งน่ะ ท่านยังเรียกอุทธัจจะเลย...ยังละเลยอ่ะ  ยังไม่ทันได้เกิดภพเกิดชาติตรงไหน...ท่านก็ละแล้ว

ไอ้พวกเรานี่ ไปตั้งเต็นท์รอ สร้างบ้านรอเห็ดอยู่อย่างนั้นน่ะ ยังไม่ยอมเลิกยอมกลับเลย ...แล้วมันมีกี่หลัง มีกี่ป่าล่ะที่ออกไปหาเห็ด

ทั้งเห็ดนางฟ้า เห็ดขี้ควาย...เห็ดขี้ควายยิ่งดี ยิ่งกินยิ่งเมา ...มันมีหลายชนิดหลายรสชาตินะเห็ดน่ะ มันก็ติดใจกันไปมาในรสชาติของธรรมนั้นๆ

แต่ถ้าเห็นธรรมเดียวธรรมหนึ่ง แล้วก็เห็นรสชาติของธรรมหนึ่งนี่ ...รสชาติของธรรมนี้จืดสนิทเลย จะเห็นรสชาติจืดๆ ธรรมดา

นั่นน่ะคือรสชาติธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน ...เปรียบเสมือนเกลือที่เค็ม ไม่ว่าเกลือที่ไหนก็มีรสชาติเค็มเท่ากัน จะไม่ต่างกันเลย

แต่เมื่อใดที่มันไปกินธรรมนอกเหนือจากธรรมดาปกติ ...เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้นจากการค้นการหา มันจะมีรสชาติแตกต่างกันออกไป

มีทั้ง เค็มบ้าง เผ็ดบ้าง เปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง มันบ้าง เผ็ดร้อนแสบร้อนบ้าง ...ไม่เหมือนกัน

ก็รักษาไว้ กายเดียวใจเดียวนี่ ...ไม่ได้อะไรหรอก ไม่เคยสอนให้ได้อะไร ไม่เคยสอนให้เกิดความรู้อะไรที่นอกเหนือจากรู้กายรู้ใจปัจจุบัน

รู้ไปแบบไม่เอาอะไร รู้ว่านั่งก็รู้ว่านั่ง แล้วก็ดูในความรู้สึกนั่ง เห็นความรู้สึกในอาการนั่ง แล้วมันมีอะไรในความรู้สึกในอาการนั่ง แค่นั้นน่ะ ดูมันลงไป

ไม่ต้องไปค้นหาที่อื่นที่ไกลเลย ...ให้จิตมันหยุดอยู่ตรงนี้ นี่คือหลัก ...คนที่จะได้หลัก เข้าถึงหลักก็คืออยู่ที่หลักกายนี่แหละ ที่หลักปัจจุบันนี่แหละ

ถ้าโดยสันดานแล้วคือ...มันเปลี่ยนสันดานเดิมที่มันชอบไปหาอดีตอนาคต แล้วมามีสันดานใหม่ที่มันลงจดจ่ออยู่กับปัจจุบันนี่ ...เขาเรียกว่าได้หลัก ไม่ไปไหนไกลจากปัจจุบัน

โดยมีกายนี่เป็นฐานของปัจจุบันจริงๆ ...ผัสสะปัจจุบันก็ได้ ...แต่ว่าโดยผัสสะปัจจุบันน่ะ มันเป็นรายละเอียด มันเป็นรายละเอียดของกาย มันเนื่องด้วยกายน่ะผัสสะ

เพราะนั้นถ้ากลับมาลงที่กายนี่ เขาเรียกว่ามันเป็นที่รวมของผัสสะแล้ว ...ไม่ต้องไปไล่รายละเอียดที่ตาหูจมูกหรอก

เมื่ออยู่ลงที่กายแล้วปั๊บนี่ มันจะเห็นเอง ว่ามีอาการรู้อาการเห็น อาการได้ยิน อาการฟัง อาการคิด อาการจำ ...มันจะมีอาการอยู่ในกายนี่แหละ ไม่ต้องกลัว

แต่ว่าไม่ออกจากหลักกายนี้ ...พอหลงไป เผลอไป เพลินไป ลืมไป ปุ๊บ ...ไม่ไปหาที่อื่น ไม่ไปไล่ตั้งแต่ปลายไผ่มาจนถึงกอไผ่

เอาที่กอไผ่จับที่ต้นไผ่เลยอ่ะ กิ่งก้านไม่ต้องไปไล่ดูมันหรอก ...นั่นแหละ กิ่งก้านใบอะไรมันก็เกิดขึ้นจากต้นไผ่ ต้นลำไผ่ทั้งนั้นแหละ

มันก็ลงมาที่กายก่อนเป็นที่แรก แตกแขนงออกไปก็ออกมาจากต้นไผ่นี่แหละ กายเนี่ยคือต้น...ต้นตอ เป็นที่รวมของขันธ์ ขันธ์ทั้งห้ามันก็อยู่ในกายนี่ ...มันไม่อยู่นอกกายหรอก

ไอ้โลกภายนอกที่มันปรากฏนี่ มันก็ปรากฏเพราะมีกายนี้ ...ถ้าไม่มีกายนี้ก็ไม่มีโลก  มันจะรู้ไหม มันจะเห็นไหม มันจะได้ยินไหม มันจะรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งได้ไหม

ถ้าไม่มีกาย มันก็จะไม่มีโลก ...เพราะนั้นถ้ารู้กายก็รู้โลก รู้เรื่องเดียวกัน ที่เดียวกัน ...เพราะกายนี่แหละมันเป็นที่รวม

ถ้าได้หลักแล้วก็จับหลักนี้ แล้วก็เชื่อในหลัก มั่นคงในหลักนี่ ก็เรียกว่าไม่หลุดออกจากมรรคง่ายๆ แล้ว ...การดำเนินไปในวิถีแห่งมรรคก็เกิดขึ้นที่ภายในนี้แหละ ภายในกาย ภายในรู้นี่ 

รู้ว่ากาย แล้วก็มีกายปรากฏ และระหว่างที่กายปรากฏ ระหว่างที่กายกับรู้มันอยู่ด้วยกันนี่ ...ตรงนี้อาการของนามผุดโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ อาการของผัสสะต่างๆ ก็จะมาผุดโผล่ขึ้นเป็นระยะๆ

ผุดโผล่มาแล้วเราไม่ตามมัน ไม่ไปเกิดกับมัน ไม่เอาจิตไปเกิดกับมันอีก ไม่เอา “เรา” ไปเกิดกับมันอีก
นั่นแหละ ก็เรียกว่าเป็นการชำระ หรือว่าเป็นมรรคประหารไปโดยปริยาย  

มันจึงจะเกิดความเบาบางขึ้น ...ไม่ใช่เกิดความหนาแน่น จริงจัง

หนาแน่น จริงจัง ที่เราพูดเป็นภาษานี่ เราพูดเป็นสมมุติทั้งนั้นนะ ...ถ้าเป็นภาษาจิตที่เข้าไปเห็นน่ะคือเป็นลักษณะจริงจัง หนาแน่น อะไรอย่างนี้

มันไม่รู้จะพูดยังไงดี พล้อบแพล้บๆ วูบๆ วาบๆ มันเป็นอาการลักษณะอย่างนี้ ที่มันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

แล้วมันยิ่งเห็นความไม่เป็นชิ้นเป็นอันในการไปการมาของขันธ์นี้มากเท่าไหร่นี่ ...มันยิ่งหาสาระแก่นสารไม่ได้ในขันธ์

หาความเป็นสาระแก่นสารไม่ได้...ในอาการที่มันผุดโผล่ออกมาเป็นระยะๆ คือนาม คือจิต คือเวทนา คืออารมณ์ คือผัสสะ คือธรรมารมณ์ พวกนี้

แต่ยังไงต้องอยู่ในกรอบกายกับรู้ ไม่งั้นมันจะเข้าซอยเล็กซอยย่อยไปหมด ...รู้อิริยาบถ เห็นอิริยาบถนี่แหละ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีปัญญา

พูดก็พูดง่ายๆ สั้นๆ อย่างนี้แหละ ...ผู้ใดที่รู้อิริยาบถของตัวเองนั่น เป็นผู้ที่มีปัญญาแล้ว แล้วจะมีปัญญายิ่งต่อไปเอง

เวลาที่ฟังแล้วเราจะสงสัยว่า เอ ปัญญามันเกิดยังไงวะ ผู้รู้อิริยาบถแล้วเป็นผู้มีปัญญา ปัญญาตรงไหน ...ปัญญาไม่ใช่อย่างที่เราคิดหรอก เพราะปัญญาแปลว่าเห็นตามความเป็นจริง

เมื่อใดที่จิตมันรู้จริง เห็นจริง กับสิ่งที่ปรากฏจริง นั่นเรียกว่าปัญญา  มันเห็นความจริงแล้ว มันเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่จริงแล้ว นั่นแหละว่าปัญญา

จึงเรียกว่าผู้ที่รู้อิริยาบถ ผู้ที่เห็นอิริยาบถปัจจุบัน จึงเป็นผู้มีปัญญา ...เพราะเป็นผู้ที่รู้จริง รู้อยู่กับสิ่งที่มีอยู่จริง ปัญญาก็เกิดตรงที่รู้แล้ว เห็นแล้วนั่น

มันไม่ใช่ปัญญาตามตำราหรือตามภาษาที่เป็นภาษาบัญญัติ เป็นสมมุติเป็นข้อความอะไร ...ถ้าเห็นอาการที่ปรากฏตามจริงขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เรียกว่าปัญญาก็เกิดตรงนี้แล้ว

ให้เชื่อมั่นลงในปัญญาเช่นนี้ และวิถีแห่งการเกิดปัญญาอย่างนี้ คือการดำรงด้วยสติ อยู่ด้วยสติ อยู่กับศีล เอาสติมาระลึกตั้งมั่นอยู่กับกายคือศีล อยู่ในแวดวงของศีลสมาธิปัญญาโดยปริยาย 

มันไม่แตกออกนอกกรอบของศีลสมาธิปัญญาเลย ...มรรคมันก็อยู่ตรงนี้

ดูกาย...แล้วจะเห็นจิต แต่ดูจิตน่ะมันจะไม่เห็นกาย...มันไม่เหมือนกัน ...ดูกายเห็นจิต ดูกายเห็นธรรม ดูกายเห็นความรู้สึก ดูกายเห็นอารมณ์ ดูกายเห็นกิเลส เห็นหมดแหละ

แต่ถ้าไปดูส่วนอื่นที่ไม่ใช่กาย จะไม่เห็นกายเลย มันขาดไป กายจะขาดไป ...ถ้าขาดกายก็ขาดความรู้ตัว ถ้าขาดความรู้ตัวหมายความว่าหลง โมหะ

เพราะอาการนามนี่ เข้าไปจับแล้วไปจดไปจ้องมันนานๆ นี่จะเกิดโมหะแทรกโดยตลอดเลย

แล้วโมหะคืออะไร เบื้องต้นง่ายๆ ถ้าเราพูดอธิบายว่าโมหะคืออะไร หลงใช่มั้ย หลง ...แล้วหลงแปลว่าอะไร แปลว่ามันไม่รู้ตัว หลงก็คือไม่รู้ตัว นั่นแหละโมหะ

เมื่อใดที่ดูอาการใดอาการหนึ่งด้วยความเมามัน เผลอเพลินน่ะ คือมันไม่รู้ตัว ...นั่นน่ะโมหะแทรกซึมเข้าไปแล้ว ครอบงำแล้ว

แต่ถ้ารู้ตัวอยู่แล้วเห็นทุกอย่าง จะเห็นเองน่ะ ...แล้วก็เห็นความไม่มีสาระด้วย พร้อมกับอาการที่มันปรากฏน่ะ เพราะสาระมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ตัว

เพราะนั้นให้อยู่กับความรู้ตัว มากๆ ทำอะไรก็ให้รู้ตัว รู้อยู่กับตัว แล้วไม่ต้องกลัวหลง ...ถ้ารู้ตัวแล้วไม่หลง ไม่หลงทาง

ไอ้หลงทางน่ะ คือไปเข้าซอย ซอยเล็ก ซอยตัน ซอยย่อย นั่นเขาเรียกว่าหลงทาง หลงจากทางมรรค ...แต่ถ้ารู้ตัวแล้วมันไม่หลงทาง คือมันอยู่ในมรรค

มรรคก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น ศีลก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น สมาธิก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น ปัญญาก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น 

เมื่อมันเจริญงอกงามขึ้นเดี๋ยวมันก็ผลิดอกออกผลเองน่ะ ...ไม่ต้องไปถามว่าเมื่อไหร่จะได้ผล 

มันเกิดความบางเบา เกิดความจางคลาย เกิดความคลี่คลายไปในตัวของมันเอง


(ต่อแทร็ก 9/18)




วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/17 (1)


พระอาจารย์
9/17 (551219B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  กายนี่ หรือว่าศีลนี่ เป็นโจทย์แรก โจทย์ใหญ่เลย

ถ้าแก้โจทย์นี้ไม่ได้นี่ ไอ้สมการอื่นรองๆ ลงมา ไม่ว่าจะเป็นสมการที่ละเอียดลึกซึ้งขนาด E=mc2 หรืออะไรก็ตาม เหล่านี้ มันมาทีหลัง

ถ้าแก้โจทย์กายนี้ไม่ได้...ไม่ต้องไปพูดถึงสมการอื่นเลย ไม่มีทางเข้าใจหรอก …ไอ้สมการอื่นน่ะเคยได้ยินได้ฟังมา ละเอียดประณีตขนาดไหนก็ตาม

ตราบใดที่จิตยังโง่เขลาเบาปัญญา ยังแก้โจทย์กระทั่งว่า ก.ไก่ ข.ไข่ ยังอ่านไม่ออกเลย  จะไปอ่านสมการ E=mc2 ไม่มีทางหรอก ไม่ทันหรอก ไม่มีทางแก้โจทย์ได้ ..ก็ได้แต่คิดกัน มึนตึ้บ

ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นด่านแรก ...ถ้าตีด่านนี้แตกก็หมายความว่า ใกล้ถึงพระราชวัง เอ้า มันเป็นประตูเมือง ...ถ้ามันทลายประตูเมืองนี้ไม่ได้ จะเข้าถึงพระราชาไหมนี่

พระราชาคืออวิชชาน่ะแหละ ที่มันนั่งครองบัลลังก์ ...ถ้าตีหน้าด่านไม่แตกจะเข้าถึงตัวพระราชา...ไม่มีทาง

ประตูเมืองนี่มันแข็งแรงมาก ...เกิดกี่ครั้งๆ ก็มาติดอยู่แค่กายแค่นี้ ตายอยู่แค่กายแค่นี้...กายเรา ตัวเรานี่แหละ ชายหญิง เป็นคน เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง

ถ้ายังแก้โจทย์นี้ไม่ได้ อย่าไปคิดล้มล้างบัลลังก์พระราชากำมะลอ ...แต่ถ้าด่านแรกพังทลายแล้ว หมดแล้ว ไม่มีที่หลบซ่อนแล้ว ไม่มีที่คุ้มกะลาหัวแล้ว หนีไปไหนไม่ได้

อาศัยความพากเพียร อย่าย่อท้อ อย่าเบื่อ อย่าทอดธุระ อย่าหยุดการเจริญสติ ...หมั่นขยันระลึกรู้ ยืน เดิน นั่ง นอน ขยันรู้อิริยาบถ ขยันรู้ความรู้สึกในอิริยาบถ

เมื่อรู้อิริยาบถใหญ่...ก็ให้รู้ถึงความรู้สึกในอิริยาบถใหญ่นั้นๆ ...หยั่งรู้หยั่งเห็นลงไป ซ้ำซากๆๆ ในกาย


โยม –  ทางกายคือกายวิญญาณหรือคะ

พระอาจารย์ –  จิตมันก็ออกมาสื่อกับกายโดยวิญญาณนั่นแหละ


โยม –  แต่รู้ไม่ใช่วิญญาณใช่ไหมคะ เอารู้ไปรู้เห็นวิญญาณ

พระอาจารย์ –  รู้ เห็น นั่นแหละคือใจ  กายที่ปรากฏนั่นแหละคือกายวิญญาณ ...เพราะนั้นใจน่ะเป็นตัวที่รู้เห็นความปรากฏขึ้นของกายวิญญาณ

ถ้ากายคนตายหรือกายที่มันตายแล้วนี่ มันไม่มีความรู้สึก ก็แปลว่ามันไม่มีวิญญาณ ...เพราะว่าใจมันออกจากร่างนั้นแล้ว

เพราะนั้นว่าการเชื่อมต่อระหว่างขันธ์กับใจ โลกกับขันธ์ โลกกับใจนี่ ...จะเชื่อมต่อผ่านวิญญาณ...วิญญาณหก


โยม –  วิญญาณหกต้องรวมเป็นหนึ่ง

พระอาจารย์ –  ก็มันก็เกิดทีละหนึ่ง ...แต่ว่าเหตุของวิญญาณน่ะไม่เหมือนกัน

แต่วิญญาณนี่มีการรู้อย่างเดียวกัน แล้วก็ดับไปพร้อมกัน ดับพร้อมกับเหตุของสิ่งนั้นๆ ของขันธ์นั้นๆ ...แต่ใจรู้ใจเห็นไม่ดับ อาการรู้อาการเห็นก็ยังคงอยู่  แต่วิญญาณดับไปตามขันธ์

เช่น เดี๋ยวก็แน่น แน่นแล้วก็เป็นลมหายใจ แน่นดับ ...คือหมายความว่าวิญญาณที่รู้แน่น ดับพร้อมกับแน่น แล้วก็ไปรู้ที่ลม ลมปรากฏขึ้น หมายความว่าวิญญาณก็ไปเกิดกับลม

พอลมดับ มีความรู้สึกหนาวชัดเจนขึ้น วิญญาณที่รู้ลมดับ ก็มารู้หนาว ...วิญญาณมันไปเกิดตามเหตุแห่งขันธ์ มันก็ดับไปพร้อมกับเหตุแห่งขันธ์

เพราะนั้นน่ะ ขันธ์อาจจะยังไม่ดับก็ได้ แต่วิญญาณจะเปลี่ยนที่เกิดไป...แล้วแต่ว่าอายุขัย มันดับ มันแตก มันตาย ขันธ์ยังอยู่ แต่ไม่มีวิญญาณเข้าไปรู้อาการของขันธ์ หนาวร้อนอ่อนแข็งไม่รู้สึกแล้ว เพราะไม่มีใจ

เพราะนั้นตัววิญญาณก็เป็นตัวที่เชื่อมประสานส่งมาผ่านใจ ...เพราะนั้นก่อนที่จะผ่านถึงใจนี่ มันจะผ่านวิญญาณก่อน ...แต่รายละเอียดเหล่านี้อย่าไปคิดมากเลย


โยม –  วิญญาณแปลว่าอายตนะทั้ง ๖ หรือ

พระอาจารย์ –  ไม่ใช่ วิญญาณคือการรู้ ...รู้ตามอายตนะ


โยม –  ปัจจุบันนี้มีห้าอายตนะหรือเปล่า

พระอาจารย์ –  เอากายเดียวนั่นแหละ จบ ...อย่าไปหลายเรื่อง


โยม –  หมายความว่าเรายังไม่ละเอียด เรานึกว่ามันพร้อมกันห้าที่

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องนึกอะไรเลย บอกแล้วว่า ทิ้งให้หมด ตำรงตำรา ความจำได้หมายรู้ ...เอาแค่ให้ปรากฏกายหนึ่ง ใจหนึ่ง กายอันนึง รู้อันนึง...จบ

กายยังไงก็ได้ จะเป็นกายธาตุ กายขันธ์ ... กายธาตุ กายทุกข์ หรือกายเวทนา มีอยู่ ๓ กายนี่แหละ มันเป็นก้อนธาตุ ก้อนทุกข์ ก้อนเวทนา มีอยู่ ๓ ก้อน

ลักษณะของกายมีอยู่ ๓ ลักษณะนี่ ไม่เป็นก้อนอื่นหรอก เอาแค่นี้ ให้มันเหลือสั้นที่สุด


โยม –  ก้อนธาตุ แปลว่าอะไรคะ

พระอาจารย์ –  แข็ง ไหว รู้สึกมั้ย อ่อน...ลม โบกไปพลิ้วมา นี่คืออาการของธาตุ ...แต่ถ้าหนาว เย็น อุ่น เมื่อย คัน ปวด พวกนี้ลักษณะปรากฏเป็นก้อนเวทนา

แล้วก็ดูความเป็นก้อนของกายในแง่นี้ อย่างนี้ ...เป็นก้อนธาตุ ก้อนเวทนา ดูไป แล้วมันจะเห็นเองว่าไอ้ก้อนธาตุก้อนเวทนานี่คือก้อนทุกข์ 

ทำไมถึงเป็นก้อนทุกข์ ...เพราะมันทนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง มันต้องอยู่ด้วยความแปรปรวน ใช่ป่าว มันไม่สามารถจะอยู่ได้ แบบ...ลมก็คือลมทั้งวันไม่เปลี่ยนเลยอย่างนี้ 

เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปตรงนู้น เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนตรงนี้ นี่คือสภาวะที่มันทนอยู่ในสภาพเดียวไม่ได้ 

เนี่ย ก็จะเห็นว่าโดยรวมแล้วก้อนของกาย...ที่ไม่ว่าจะเป็นก้อนเวทนาหรือก้อนธาตุนี่ คือก้อนทุกข์ ที่มันบีบคั้นตัวมันเอง

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันดูในแง่ของก้อนธาตุก้อนทุกข์ก้อนเวทนานี่ ดูเหมือนขณะที่มันดูตรงนี้ ดูความเป็นก้อนอย่างนี้ ...ดูเหมือนว่ามันจะลืมไปว่านี่เป็นก้อนเรา 

มันจะไม่เห็นความเป็นก้อนเรา ขณะที่ดูในแง่ของก้อนธาตุ ก้อนเวทนา ก้อนทุกข์นี่ แล้วก็ดูจนไม่เห็นเลยว่ามันเป็นก้อนชายก้อนหญิง หรือว่าก้อนเราก้อนเขา

เพราะนั้นกายนี่เป็นก้อน มองกายเป็นก้อน ก้อนทุกข์ก้อนธาตุ นี้ ...มันก็จะค่อยถอดถอนจากก้อนเราก้อนเขา มันหาความเป็นก้อนเราก้อนเขาไม่เจอ

นี่มันก็ละความเป็นสักกายในกายไปในตัวของมันเอง ...เพราะว่าในแง่ของก้อนธาตุก้อนทุกข์ก้อนเวทนานี่ ในแง่นี้ของกายคือกายตามความเป็นจริง ...มันเป็นก้อนอย่างนี้จริงๆ ไม่เป็นอื่น

ไอ้ที่เป็นอื่นน่ะ จิตเข้าไปว่าเอาเอง จิตผู้ไม่รู้ ...จิตผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่สู่รู้

จิตน่ะ มันเป็นอย่างนี้ มันไม่รู้ความจริงอะไรหรอก แต่มันสู่รู้ ...แล้วก็เชื่อในความรู้ของมันเองขึ้นมา โดยไม่มีเหตุผล จิตมันเชื่อโดยที่มันไม่มีเหตุผลรองรับในตัวมันเลย 

มันเอาเหตุผลอะไรมารองรับว่านี่เป็นชายนี่เป็นหญิง แต่มันเชื่อจริงๆ จังๆ ว่านี่เป็นชาย ก้อนนี้เป็นของเรา มันเอาอะไรมารองรับว่าก้อนนี้เป็นของเรา

มันไม่มีเหตุมีผลหรอก มันเชื่อ มันเอาความเชื่อ ...ก็ทั้งๆ ที่มันเห็นอยู่ตำตานี่ว่ามันเป็นแค่ก้อนซื่อๆ กองอยู่ แต่มันมาบอกว่ามันเป็นก้อนเราแบบไม่มีเหตุไม่มีผลเลย

แล้วมันไม่ยอมด้วย ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นแค่ก้อน แค่กอง สิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่านั้นเอง ...เนี่ย จิตที่มันโง่ จิตที่มันไม่รู้ แต่มันสร้างความเห็นผิดๆ ขึ้นมา แล้วก็ผูกไว้

ไอ้ที่ว่าเข้าไปผูกในความเชื่อนั้นน่ะ เขาเรียกว่าความยึดมั่นถือมั่น ยึดหน้าถือตา ยึดตัวถือตน ยึดแบบเอาเป็นเอาตาย

มันไม่ยอมง่ายๆ หรอก ในระดับของความพากเพียรระดับเท่าปลายเข็มนี่ ไม่มีทางยอมเลย...จิต 

ใครว่าปฏิบัติสบายๆ ได้ง่ายๆ ...ไม่มีอ่ะ ...ไอ้รู้เห็นน่ะง่าย ใช่มั้ย นั่งอยู่ก็รู้ว่ามันนั่ง รู้ที่ว่าแข็ง รู้น่ะง่าย รู้แบบง่ายๆ อย่างนั้นแหละ ...แต่ไอ้จิตจะยอมรับนี่ไม่ใช่ง่ายๆ บอกให้

แต่วิธีการรู้การเห็นนี่มันง่าย แต่ว่าจะให้จนกว่าจิตมันจะยอมรับความจริงอันนี้ไม่ใช่ของง่าย ...นี่ มันต้องอาศัยความเพียรจริงๆ จังๆ ต่อเนื่อง

แล้วก็...หนึ่งก็คือหนึ่งจริงๆ หมายความว่าไม่มีสอง ...ไม่ทำหลายงาน ไม่ไอ้นู่นก็อยากได้ ไอ้นี่ก็อยากเห็น ไอ้นั้นก็อยากเข้าใจ ไอ้นั่นก็อยากละได้

เขาเรียกว่ามันทำแบบซำเหมาอ่ะ มั่ว ...เกิดอาการมั่วซั่วแล้ว งานที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของกายเดียวนี่ มันไม่มีทางเข้าใจได้ง่ายๆ เลย ไม่มีทางเข้าใจแล้วยอมรับง่ายๆ 

เพราะนั้นไอ้แค่รู้ว่าเย็นร้อนอ่อนแข็ง นั่งนอนยืนเดินนี่ ใครมันก็รู้ได้ เด็กป. ๑ มันยังรู้เลย ใช่ป่าว จับเด็กมาถามว่าหนาวป่าว หนาว รู้ไหมว่าหนาว รู้ รู้ไหมว่าพื้นนี่แข็ง รู้...รู้ได้น่ะ

มันไม่ใช่ว่าของยากหรอก ไอ้รู้น่ะ สติน่ะ แล้วก็สติในกายปัจจุบันน่ะ ...แต่ว่ารู้แค่นี้...ไอ้จิตยึดมั่นถือมั่น ไอ้จิตที่มีมิจฉาทิฏฐินี่มันบอกว่า ขี้ตีนกู ไม่เชื่อมึงหรอก บอกให้เลย

ทุกคนนี่ไม่ใช่ไม่รู้ รู้ทั้งนั้นน่ะ ...แต่ว่าลึกๆ จิตบอกไม่เชื่อ ก็ยังว่าเป็นของเรา วันยันค่ำคืนยันรุ่ง

เพราะนั้นภาวนา เรื่องของการภาวนานี่ มันไม่ใช่ภาวนาอะไรหรอก ...ภาวนาเรื่องกายใจแค่นั้นเอง ไม่มีรู้นอกเหนือจากกายใจนี้เลย

เมื่อใดที่มันไปรู้อะไรที่มันนอกเหนือจากกายใจปัจจุบันนี่ ให้รู้เลยว่ามันหลุดออกจากภาวนาแล้ว จิตมันเริ่มส่ายแส่ไปมาแล้ว

ไม่ว่ามันจะเอ่ยอ้างขึ้นมาเป็นหลักธรรมใดหลักธรรมหนึ่งก็ตาม บทธรรมใดบทธรรมหนึ่ง โศลกธรรมใดโศลกธรรมหนึ่งใดก็ตาม ถ้ามันออกนอกเหนือกายใจปัจจุบัน หลง หลงไปแล้ว

รู้ว่าหลงแล้วรีบกลับ ...ไอ้รู้ว่าหลงแล้วยังไปต่อนี่...โง่ ...บ้านมีไม่กลับ ชอบเที่ยว ใช่มั้ย เที่ยวไปเที่ยวมา เทียวไปเทียวมาอยู่นั่นน่ะ หัวบันไดไม่แห้ง

คือทางเข้าทางออกของอายตนะนี่หัวบันไดไม่แห้ง ...มันไปตามอายตนะ ตามร่องแตกของกายนี่

กายมีร่องแตกอยู่หกร่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีหกร่อง เป็นทางออกทางเข้า หรือว่าเป็นบันไดเข้าบ้านออกจากบ้าน นี่ ประตูหน้าต่างนั่นแหละ

บันไดหลักน่ะคือจิต นอกนั้นเป็นประตูกับหน้าต่าง ...มันก็เล็ดรอดไปหมดทุกช่องทางน่ะ ...เด็กหนีเที่ยว


(ต่อแทร็ก 9/17  ช่วง 2)