พระอาจารย์
9/17 (551219B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – กายนี่
หรือว่าศีลนี่ เป็นโจทย์แรก โจทย์ใหญ่เลย
ถ้าแก้โจทย์นี้ไม่ได้นี่
ไอ้สมการอื่นรองๆ ลงมา ไม่ว่าจะเป็นสมการที่ละเอียดลึกซึ้งขนาด E=mc2 หรืออะไรก็ตาม เหล่านี้ มันมาทีหลัง
ถ้าแก้โจทย์กายนี้ไม่ได้...ไม่ต้องไปพูดถึงสมการอื่นเลย ไม่มีทางเข้าใจหรอก …ไอ้สมการอื่นน่ะเคยได้ยินได้ฟังมา ละเอียดประณีตขนาดไหนก็ตาม
ตราบใดที่จิตยังโง่เขลาเบาปัญญา
ยังแก้โจทย์กระทั่งว่า ก.ไก่ ข.ไข่ ยังอ่านไม่ออกเลย จะไปอ่านสมการ E=mc2 ไม่มีทางหรอก ไม่ทันหรอก
ไม่มีทางแก้โจทย์ได้ ..ก็ได้แต่คิดกัน มึนตึ้บ
ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นด่านแรก ...ถ้าตีด่านนี้แตกก็หมายความว่า ใกล้ถึงพระราชวัง เอ้า มันเป็นประตูเมือง ...ถ้ามันทลายประตูเมืองนี้ไม่ได้ จะเข้าถึงพระราชาไหมนี่
พระราชาคืออวิชชาน่ะแหละ
ที่มันนั่งครองบัลลังก์ ...ถ้าตีหน้าด่านไม่แตกจะเข้าถึงตัวพระราชา...ไม่มีทาง
ประตูเมืองนี่มันแข็งแรงมาก ...เกิดกี่ครั้งๆ ก็มาติดอยู่แค่กายแค่นี้ ตายอยู่แค่กายแค่นี้...กายเรา ตัวเรานี่แหละ
ชายหญิง เป็นคน เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง
ถ้ายังแก้โจทย์นี้ไม่ได้
อย่าไปคิดล้มล้างบัลลังก์พระราชากำมะลอ ...แต่ถ้าด่านแรกพังทลายแล้ว หมดแล้ว
ไม่มีที่หลบซ่อนแล้ว ไม่มีที่คุ้มกะลาหัวแล้ว หนีไปไหนไม่ได้
อาศัยความพากเพียร อย่าย่อท้อ
อย่าเบื่อ อย่าทอดธุระ อย่าหยุดการเจริญสติ ...หมั่นขยันระลึกรู้ ยืน เดิน นั่ง นอน
ขยันรู้อิริยาบถ ขยันรู้ความรู้สึกในอิริยาบถ
เมื่อรู้อิริยาบถใหญ่...ก็ให้รู้ถึงความรู้สึกในอิริยาบถใหญ่นั้นๆ ...หยั่งรู้หยั่งเห็นลงไป ซ้ำซากๆๆ ในกาย
โยม – ทางกายคือกายวิญญาณหรือคะ
พระอาจารย์ – จิตมันก็ออกมาสื่อกับกายโดยวิญญาณนั่นแหละ
โยม – แต่รู้ไม่ใช่วิญญาณใช่ไหมคะ เอารู้ไปรู้เห็นวิญญาณ
พระอาจารย์ – รู้ เห็น นั่นแหละคือใจ กายที่ปรากฏนั่นแหละคือกายวิญญาณ ...เพราะนั้นใจน่ะเป็นตัวที่รู้เห็นความปรากฏขึ้นของกายวิญญาณ
ถ้ากายคนตายหรือกายที่มันตายแล้วนี่
มันไม่มีความรู้สึก ก็แปลว่ามันไม่มีวิญญาณ ...เพราะว่าใจมันออกจากร่างนั้นแล้ว
เพราะนั้นว่าการเชื่อมต่อระหว่างขันธ์กับใจ
โลกกับขันธ์ โลกกับใจนี่ ...จะเชื่อมต่อผ่านวิญญาณ...วิญญาณหก
โยม – วิญญาณหกต้องรวมเป็นหนึ่ง
พระอาจารย์ – ก็มันก็เกิดทีละหนึ่ง ...แต่ว่าเหตุของวิญญาณน่ะไม่เหมือนกัน
แต่วิญญาณนี่มีการรู้อย่างเดียวกัน
แล้วก็ดับไปพร้อมกัน ดับพร้อมกับเหตุของสิ่งนั้นๆ ของขันธ์นั้นๆ ...แต่ใจรู้ใจเห็นไม่ดับ
อาการรู้อาการเห็นก็ยังคงอยู่
แต่วิญญาณดับไปตามขันธ์
เช่น เดี๋ยวก็แน่น
แน่นแล้วก็เป็นลมหายใจ แน่นดับ ...คือหมายความว่าวิญญาณที่รู้แน่น ดับพร้อมกับแน่น
แล้วก็ไปรู้ที่ลม ลมปรากฏขึ้น หมายความว่าวิญญาณก็ไปเกิดกับลม
พอลมดับ มีความรู้สึกหนาวชัดเจนขึ้น
วิญญาณที่รู้ลมดับ ก็มารู้หนาว ...วิญญาณมันไปเกิดตามเหตุแห่งขันธ์
มันก็ดับไปพร้อมกับเหตุแห่งขันธ์
เพราะนั้นน่ะ
ขันธ์อาจจะยังไม่ดับก็ได้ แต่วิญญาณจะเปลี่ยนที่เกิดไป...แล้วแต่ว่าอายุขัย มันดับ
มันแตก มันตาย ขันธ์ยังอยู่ แต่ไม่มีวิญญาณเข้าไปรู้อาการของขันธ์
หนาวร้อนอ่อนแข็งไม่รู้สึกแล้ว เพราะไม่มีใจ
เพราะนั้นตัววิญญาณก็เป็นตัวที่เชื่อมประสานส่งมาผ่านใจ ...เพราะนั้นก่อนที่จะผ่านถึงใจนี่ มันจะผ่านวิญญาณก่อน ...แต่รายละเอียดเหล่านี้อย่าไปคิดมากเลย
โยม – วิญญาณแปลว่าอายตนะทั้ง ๖ หรือ
พระอาจารย์ – ไม่ใช่ วิญญาณคือการรู้ ...รู้ตามอายตนะ
โยม – ปัจจุบันนี้มีห้าอายตนะหรือเปล่า
พระอาจารย์ – เอากายเดียวนั่นแหละ จบ ...อย่าไปหลายเรื่อง
โยม – หมายความว่าเรายังไม่ละเอียด เรานึกว่ามันพร้อมกันห้าที่
พระอาจารย์ – ไม่ต้องนึกอะไรเลย
บอกแล้วว่า ทิ้งให้หมด ตำรงตำรา ความจำได้หมายรู้ ...เอาแค่ให้ปรากฏกายหนึ่ง ใจหนึ่ง
กายอันนึง รู้อันนึง...จบ
กายยังไงก็ได้ จะเป็นกายธาตุ กายขันธ์
... กายธาตุ กายทุกข์ หรือกายเวทนา มีอยู่ ๓ กายนี่แหละ มันเป็นก้อนธาตุ ก้อนทุกข์
ก้อนเวทนา มีอยู่ ๓ ก้อน
ลักษณะของกายมีอยู่ ๓ ลักษณะนี่
ไม่เป็นก้อนอื่นหรอก เอาแค่นี้ ให้มันเหลือสั้นที่สุด
โยม – ก้อนธาตุ แปลว่าอะไรคะ
พระอาจารย์ – แข็ง ไหว รู้สึกมั้ย อ่อน...ลม โบกไปพลิ้วมา นี่คืออาการของธาตุ ...แต่ถ้าหนาว เย็น
อุ่น เมื่อย คัน ปวด พวกนี้ลักษณะปรากฏเป็นก้อนเวทนา
แล้วก็ดูความเป็นก้อนของกายในแง่นี้
อย่างนี้ ...เป็นก้อนธาตุ ก้อนเวทนา ดูไป
แล้วมันจะเห็นเองว่าไอ้ก้อนธาตุก้อนเวทนานี่คือก้อนทุกข์
ทำไมถึงเป็นก้อนทุกข์ ...เพราะมันทนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง มันต้องอยู่ด้วยความแปรปรวน ใช่ป่าว มันไม่สามารถจะอยู่ได้ แบบ...ลมก็คือลมทั้งวันไม่เปลี่ยนเลยอย่างนี้
เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปตรงนู้น เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนตรงนี้ นี่คือสภาวะที่มันทนอยู่ในสภาพเดียวไม่ได้
เนี่ย
ก็จะเห็นว่าโดยรวมแล้วก้อนของกาย...ที่ไม่ว่าจะเป็นก้อนเวทนาหรือก้อนธาตุนี่
คือก้อนทุกข์ ที่มันบีบคั้นตัวมันเอง
เพราะนั้นเมื่อใดที่มันดูในแง่ของก้อนธาตุก้อนทุกข์ก้อนเวทนานี่
ดูเหมือนขณะที่มันดูตรงนี้ ดูความเป็นก้อนอย่างนี้ ...ดูเหมือนว่ามันจะลืมไปว่านี่เป็นก้อนเรา
มันจะไม่เห็นความเป็นก้อนเรา ขณะที่ดูในแง่ของก้อนธาตุ ก้อนเวทนา ก้อนทุกข์นี่
แล้วก็ดูจนไม่เห็นเลยว่ามันเป็นก้อนชายก้อนหญิง หรือว่าก้อนเราก้อนเขา
เพราะนั้นกายนี่เป็นก้อน
มองกายเป็นก้อน ก้อนทุกข์ก้อนธาตุ นี้ ...มันก็จะค่อยถอดถอนจากก้อนเราก้อนเขา
มันหาความเป็นก้อนเราก้อนเขาไม่เจอ
นี่มันก็ละความเป็นสักกายในกายไปในตัวของมันเอง ...เพราะว่าในแง่ของก้อนธาตุก้อนทุกข์ก้อนเวทนานี่ ในแง่นี้ของกายคือกายตามความเป็นจริง ...มันเป็นก้อนอย่างนี้จริงๆ ไม่เป็นอื่น
ไอ้ที่เป็นอื่นน่ะ จิตเข้าไปว่าเอาเอง
จิตผู้ไม่รู้ ...จิตผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่สู่รู้
จิตน่ะ มันเป็นอย่างนี้
มันไม่รู้ความจริงอะไรหรอก แต่มันสู่รู้ ...แล้วก็เชื่อในความรู้ของมันเองขึ้นมา โดยไม่มีเหตุผล
จิตมันเชื่อโดยที่มันไม่มีเหตุผลรองรับในตัวมันเลย
มันเอาเหตุผลอะไรมารองรับว่านี่เป็นชายนี่เป็นหญิง
แต่มันเชื่อจริงๆ จังๆ ว่านี่เป็นชาย ก้อนนี้เป็นของเรา
มันเอาอะไรมารองรับว่าก้อนนี้เป็นของเรา
มันไม่มีเหตุมีผลหรอก มันเชื่อ
มันเอาความเชื่อ ...ก็ทั้งๆ ที่มันเห็นอยู่ตำตานี่ว่ามันเป็นแค่ก้อนซื่อๆ กองอยู่
แต่มันมาบอกว่ามันเป็นก้อนเราแบบไม่มีเหตุไม่มีผลเลย
แล้วมันไม่ยอมด้วย
ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นแค่ก้อน แค่กอง สิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่านั้นเอง ...เนี่ย จิตที่มันโง่
จิตที่มันไม่รู้ แต่มันสร้างความเห็นผิดๆ ขึ้นมา แล้วก็ผูกไว้
ไอ้ที่ว่าเข้าไปผูกในความเชื่อนั้นน่ะ
เขาเรียกว่าความยึดมั่นถือมั่น ยึดหน้าถือตา ยึดตัวถือตน ยึดแบบเอาเป็นเอาตาย
มันไม่ยอมง่ายๆ หรอก
ในระดับของความพากเพียรระดับเท่าปลายเข็มนี่ ไม่มีทางยอมเลย...จิต
ใครว่าปฏิบัติสบายๆ ได้ง่ายๆ ...ไม่มีอ่ะ ...ไอ้รู้เห็นน่ะง่าย ใช่มั้ย
นั่งอยู่ก็รู้ว่ามันนั่ง รู้ที่ว่าแข็ง รู้น่ะง่าย รู้แบบง่ายๆ อย่างนั้นแหละ ...แต่ไอ้จิตจะยอมรับนี่ไม่ใช่ง่ายๆ บอกให้
แต่วิธีการรู้การเห็นนี่มันง่าย
แต่ว่าจะให้จนกว่าจิตมันจะยอมรับความจริงอันนี้ไม่ใช่ของง่าย ...นี่
มันต้องอาศัยความเพียรจริงๆ จังๆ ต่อเนื่อง
แล้วก็...หนึ่งก็คือหนึ่งจริงๆ หมายความว่าไม่มีสอง ...ไม่ทำหลายงาน ไม่ไอ้นู่นก็อยากได้ ไอ้นี่ก็อยากเห็น ไอ้นั้นก็อยากเข้าใจ
ไอ้นั่นก็อยากละได้
เขาเรียกว่ามันทำแบบซำเหมาอ่ะ มั่ว ...เกิดอาการมั่วซั่วแล้ว งานที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของกายเดียวนี่
มันไม่มีทางเข้าใจได้ง่ายๆ เลย ไม่มีทางเข้าใจแล้วยอมรับง่ายๆ
เพราะนั้นไอ้แค่รู้ว่าเย็นร้อนอ่อนแข็ง
นั่งนอนยืนเดินนี่ ใครมันก็รู้ได้ เด็กป. ๑ มันยังรู้เลย ใช่ป่าว จับเด็กมาถามว่าหนาวป่าว
หนาว รู้ไหมว่าหนาว รู้ รู้ไหมว่าพื้นนี่แข็ง รู้...รู้ได้น่ะ
มันไม่ใช่ว่าของยากหรอก ไอ้รู้น่ะ
สติน่ะ แล้วก็สติในกายปัจจุบันน่ะ ...แต่ว่ารู้แค่นี้...ไอ้จิตยึดมั่นถือมั่น
ไอ้จิตที่มีมิจฉาทิฏฐินี่มันบอกว่า ขี้ตีนกู ไม่เชื่อมึงหรอก บอกให้เลย
ทุกคนนี่ไม่ใช่ไม่รู้ รู้ทั้งนั้นน่ะ ...แต่ว่าลึกๆ จิตบอกไม่เชื่อ ก็ยังว่าเป็นของเรา วันยันค่ำคืนยันรุ่ง
เพราะนั้นภาวนา เรื่องของการภาวนานี่
มันไม่ใช่ภาวนาอะไรหรอก ...ภาวนาเรื่องกายใจแค่นั้นเอง
ไม่มีรู้นอกเหนือจากกายใจนี้เลย
เมื่อใดที่มันไปรู้อะไรที่มันนอกเหนือจากกายใจปัจจุบันนี่
ให้รู้เลยว่ามันหลุดออกจากภาวนาแล้ว จิตมันเริ่มส่ายแส่ไปมาแล้ว
ไม่ว่ามันจะเอ่ยอ้างขึ้นมาเป็นหลักธรรมใดหลักธรรมหนึ่งก็ตาม
บทธรรมใดบทธรรมหนึ่ง โศลกธรรมใดโศลกธรรมหนึ่งใดก็ตาม
ถ้ามันออกนอกเหนือกายใจปัจจุบัน หลง หลงไปแล้ว
รู้ว่าหลงแล้วรีบกลับ
...ไอ้รู้ว่าหลงแล้วยังไปต่อนี่...โง่ ...บ้านมีไม่กลับ ชอบเที่ยว ใช่มั้ย
เที่ยวไปเที่ยวมา เทียวไปเทียวมาอยู่นั่นน่ะ หัวบันไดไม่แห้ง
คือทางเข้าทางออกของอายตนะนี่หัวบันไดไม่แห้ง ...มันไปตามอายตนะ ตามร่องแตกของกายนี่
กายมีร่องแตกอยู่หกร่อง ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ มีหกร่อง เป็นทางออกทางเข้า หรือว่าเป็นบันไดเข้าบ้านออกจากบ้าน นี่ ประตูหน้าต่างนั่นแหละ
บันไดหลักน่ะคือจิต
นอกนั้นเป็นประตูกับหน้าต่าง ...มันก็เล็ดรอดไปหมดทุกช่องทางน่ะ ...เด็กหนีเที่ยว
(ต่อแทร็ก 9/17 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น