พระอาจารย์
9/20 (551229A)
29 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ในชีวิตประจำวันน่ะ...ที่เรามีกิจวัตรซ้ำซาก
เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน กินข้าว พวกเนี้ย ...ให้ตั้งสัจจะไว้
อย่าเพิ่งรีบกิน
อย่าเพิ่งรีบทำ ขณะอาบน้ำ ขณะกินข้าวอย่างนี้ ...เราจะตั้งสติให้ดี
แล้วก็รู้ตัวให้ตลอด เพราะมันเป็นกิจวัตรซ้ำซากอยู่แล้ว...ทำประจำ
และมันก็เป็นเวลาส่วนตัวโดยธรรมดาอยู่แล้ว การกิน การเข้าห้องน้ำ การแต่งเนื้อแต่งตัว
อะไรพวกนี้ ...คืออะไรที่มันทำซ้ำๆ นี่
ก็พยายามรู้ตัวให้ดี อย่าให้ขาด อย่าให้เผลอ
ทีละเล็กทีละน้อย
ให้มันแข็งแกร่งขึ้น...สมาธิ แม้จะเป็นช่วงเวลาสัก 5 นาที 10 นาที แต่ให้ทำซ้ำๆ ...จิตมันก็จะเริ่มมีความคุ้นเคยในการอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นนิสัย ...เพื่อให้มันนิสัย
เพราะว่าไอ้นิสัยกิเลส นิสัยเผลอเพลินนี่
มันก็เป็นนิสัยอย่างนึง ...มันก็เป็นนิสัยความเคยชิน
แต่มันเป็นความเคยชินที่หลงลืม
แล้วก็เพลินไปกับภายนอก เพลินไปกับการคิด เพลินไปกับการค้นหา บางทีก็ไม่มีความอยากอะไรมันก็ลอยเลื่อน ...มันเป็นความเคยชิน
เพราะนั้นการที่เรามาตั้งสัจจะแล้วก็ทำความรู้ตัว
มันก็มาสร้างความเคยชินแบบใหม่ ...ให้มันเคยชินในการเจริญศีลสมาธิปัญญาในชีวิตประจำวัน
แล้วก็ทำต่อเนื่องให้เป็นนิสัย...จนเป็นนิสัย ...พยายามเชื่อมต่อให้มันยาวขึ้นในวันนึงๆ
มันก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
เมื่อมันแข็งแกร่งขึ้น
ศีลสมาธิปัญญามันเข้มแข็งขึ้น มันก็จะเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้น
ก็เห็นขันธ์นั่นแหละ เห็นกายเห็นใจชัดเจนขึ้น...ตามความเป็นจริง ...ไม่ได้ชัดตามกิเลส
ไม่ได้ชัดตามความเห็นหรือว่ามิจฉาทิฏฐิ
นี่ มันก็จะเห็นกาย ...เบื้องต้นมันต้องมาเห็นกายก่อน
เห็นกายตามความเป็นจริง ...คือถ้าไม่เห็นกายตามความเป็นจริงแล้ว มันจะไม่เห็นจิตตามความเป็นจริงได้ง่ายๆ
เพราะว่าจิตน่ะ เวลามันคิด เวลามันปรุง
มันจะมีรูปของกายอยู่ในจิต แล้วก็มีรูปของสัตว์บุคคล แล้วก็มีรูปของสถานที่ต่างๆ ...มันจะเป็นรูปติดอยู่ในจิตนี่
เพราะนั้นถ้าไม่เห็นกาย หรือเข้าใจเรื่องกายแล้ว การจะไปดูจิตมันก็จะมีรูปกายติดอยู่ในนั้น แล้วก็มีความหมายมั่นในกายติดอยู่ในนั้นด้วย...ทั้งกายเรา กายเขา กายข้างหน้า กายข้างหลัง มั่วกันไปหมด
แต่ถ้ามันเห็นกายชัดเจนแล้วนี่
มันก็เริ่มจางคลายจากความหมายมั่นในกาย ในความหมายของกายเรา กายเขา กายอดีต กายอนาคต
มันก็น้อยลง
เมื่อน้อยลง ความที่มันปรุงในจิต ที่เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้
คนนั้นคนนี้ ก็จะน้อยลงไปด้วย ...ตรงนั้นน่ะ การดูจิตจะเห็นได้ชัด
ว่าจิตมันเป็นแค่อาการเคลื่อน อาการไหวหนึ่งเท่านั้นเอง ในจิตก็ไม่มีอะไร ...เพราะว่ามันไม่มีความหมายมั่นในความเป็นบุคคล นี่ ลึกๆ มันมีปัญญา
เพราะนั้นถ้ามันเห็นกายแล้วนี่
ความหมายมั่นในความเป็นบุคคล ในความเป็นเรา เป็นเขา เป็นคนนั้น เป็นคนนี้ มันจะน้อยลงไป
เรื่องราวของคนนี่จะน้อยลง ทั้งเรื่องราวของเราเองก็จะน้อยลง ...จิตมันก็จะเริ่มราบคาบลง
แต่ถ้าไปดูจิตโดยตรงแล้วมันก็ปนเปกันไปหมด
อลหม่าน แยกไม่ออก ...แล้วก็มันจะหลงเข้าไป ไม่รู้ตัว มันหลงเข้าไปในอารมณ์
หลงเข้าไปในจิตโดยไม่รู้ตัว
อย่าไปวุ่นวายกับมันมาก แค่พอให้เห็น ...การดูจิต การเห็นจิตนี่ ให้เห็นจิตว่า...อ้อ คิด...เท่านี้ รู้ว่าคิด หลงคิดไป แค่นี้
อย่าไปสืบสาวเอาความกับมัน ว่าจะทำยังไงกับมันดี...ไม่ต้องเลย
แล้วก็ถอยออก ถอนออก ...เขาเรียกวางแล้วก็ถอยออก วางจิตซะ
แล้วก็กลับมาตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันรู้ปัจจุบันกาย เป็นหลัก ...กลับมาอยู่ที่หลักกาย
เป็นหลัก
เพราะอะไร ...เพราะว่า
ถ้าไม่กลับมาตั้งมั่นที่กายนี่ มันจะไม่มีสมาธิ จิตจะไม่ตั้งมั่น จิตไม่มีสมาธิ
ถ้าจิตไม่มีสมาธิหมายความว่าจิตมันไม่มีกำลัง ...ถ้าจิตไม่มีกำลังมันจะไม่เกิดปัญญา
มันจะไม่เห็นตามความเป็นจริง
มันก็จะเกิดการเห็นที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งซ้อนขึ้นมาอีก ...ความปรุงแต่งของจิตหรือความเห็นภายใน มันก็จะเข้ามาแทรกแซง ทำให้การเห็นสภาพธรรมนี่คลาดเคลื่อน
แต่ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งแล้วนี่
มันจะเห็นสภาพธรรมล้วนๆ ตามความเป็นจริง ปราศจากความคิดความจำ
มันก็เป็นญาณทัสสนะที่ตรง...เห็นตรง
เกิดภาวะที่เห็นตรงขึ้น ...ไม่ได้เห็นตามความคิด
ไม่ได้เห็นตามตำรา ไม่ได้เห็นตามที่คนอื่นเขาว่า หรือเห็นตามที่เราเชื่อ แต่มันเห็นตรงๆ ตามสภาพ ...จิตเป็นหนึ่งก็เห็น
เพราะนั้นถ้าไม่มีสมาธิ
ปัญญานี่มันคลาดเคลื่อน มันจะเกิดความคลาดเคลื่อน
เพราะนั้นสมาธิมันจะตั้งมั่นได้
ต้องตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันกาย มากๆ ...รู้ตัว คือความรู้ตัวนั่นแหละ รู้ตัว
ยืนเดินนั่งนอน
อิริยาบถนั่ง อย่างนี้
โดยรวมขณะแรกที่รู้ว่านั่ง ก็ดูรูปนั่งโดยรวม ว่ารูปนั่ง กายนั่ง
แล้วก็ในรูปนั่ง
ในการนั่งโดยรวม มันมีความรู้สึกในนั่งยังไง ก็ดู...หยั่งลงไปถึงความรู้สึกในการนั่ง
เช่นตึง เช่นนิ่ง เช่นไหว เช่นแข็ง อะไรอย่างนี้ มันเป็นความรู้สึกภายในนั่ง
และให้นั่งจริงๆ แล้วก็มีความรู้สึกว่านั่งจริงๆ ให้รู้เห็นความรู้สึกว่านั่งจริงๆ
เป็นยังไง เรียกว่านั่ง...นั่งจริง ไม่ใช่นั่งเล่นๆ เข้าใจมั้ย นั่งจริงๆ
เพราะทุกครั้งน่ะ เรานั่ง เรายืน
เราเดิน เรานั่งไม่จริง เรายืนไม่จริง เราเดินไม่จริง
คือไม่รู้สึกเข้าไปในการเดินจริงๆ ไม่รู้สึกในการนั่ง ในการไหว ในการเคลื่อนของอวัยวะ
การเหยียด การคู้ การก้าว การเดิน การถอย มันทำแบบลวกๆ น่ะ มันรู้แบบลวกๆ
มันไม่ถี่ถ้วน ...มันรู้ไม่จริง
เขาเรียกมันยังรู้ไม่จริงถึงความรู้สึกในการยืนเดินนั่งนอนจริงๆ
เพราะนั้นไอ้สติหยาบๆ นี่
มันก็แค่รู้อาการ ยืนเดินนั่งนอน ลวกๆ เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้าจะพัฒนาสติให้มันอยู่
ต้องรู้สึกจริงๆ ในความรู้สึกยืนเดินนั่งนอนนั้น
มันมีความรู้สึก
เช่นการเดินก็มีการกระทบ รู้สึกถึงการกระทบ การเหยียด การตึง การแน่น
การเคลื่อนของข้อ ของเอว มันมีความรู้สึกนี่ อย่างนี้
ให้มันรู้สึกจริงๆ ว่าเดินยังไง
ความรู้สึกในการเดินเป็นยังไง ...สติที่มันแนบแน่นอยู่กับกายนี่
มันจะรู้ทั่ว รู้ตัวทั่วพร้อม เขาเรียกว่ารู้ทั่วพร้อม
ลักษณะนี้
จิตมันจะเป็นหนึ่งอยู่กับกาย แล้วขณะที่หนึ่งอยู่กับกาย หนึ่งกับความรู้สึกในกายนี่
ความคิด ความจำ มันก็เริ่มหายไป เริ่มไม่เกิดการปรุงขึ้นมา
เมื่อมันเริ่มรู้สึกว่าไม่เกิดการปรุง
จิตมันก็เป็นสมาธิ เริ่มตั้งมั่น เริ่มหนักแน่นอยู่ภายใน
เริ่มไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว ไม่สนใจรูป ไม่สนใจเสียง ไม่สนใจกลิ่น รส
ที่มันผ่านมาผ่านไป
ไม่สนใจความคิด อารมณ์ ไม่สนใจ ทั้งๆ ที่มันมีแต่มันไม่สนใจ ...มันสนใจความรู้สึกในกายนี่ โดยไม่หวั่นไหวไปตามอาการนอกเหนือจากกาย อย่างนี้
ถ้ามันตั้งมั่นอยู่กับกาย
มันก็จะเห็นกายชัดขึ้น ชัดตามความเป็นจริงของมัน ชัดในความที่ว่า...ไม่เป็นสัตว์บุคคล
ชัดในความที่ว่าเป็นแค่สิ่งหนึ่ง ชัดในแง่ที่ว่าเป็นก้อนธาตุ
มันเป็นก้อน
กายนี่เป็นก้อน เป็นก้อนมวลธาตุ ก้อนความรู้สึก ...ไม่เป็นก้อนธาตุก็เป็นก้อนความรู้สึก ตึง แน่น ร้อน อ่อน แข็ง อุ่น อย่างนี้
เป็นก้อนๆ
ไม่ได้เป็นตัวเราตัวเขาอะไร ไม่มีความเป็นเราในก้อน
ไม่มีความเป็นเขาในก้อน ไม่มีสมมุติด้วย ไม่มีชื่อด้วย ...นี่ มันก็เห็นชัด มันเห็นกายชัด
มันก็จะค่อยๆ เพิกถอนความเห็นผิดในกาย
เพิกถอนที่เห็นผิด...เห็นกายตามสมมุติ เชื่อกายตามสมมุติ เชื่อกายตามบัญญัติ
เชื่อว่ากายเป็นหญิง เป็นชาย เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ...เนี่ย มันเป็นความเชื่อผิดๆ
ไอ้ความที่มันเห็นกายจริงๆ ก็จะไปลบความเชื่อที่มันเคยเชื่อมานมนานกาเล
แล้วก็เชื่อแบบหัวปักหัวปำ เชื่อแบบเอาเป็นเอาตาย เชื่อแบบจริงๆ จังๆ
มันก็จะคลายออกไป
พอคลายออกไป ความหมายมั่นก็คลายพร้อมกัน ...แล้วพอคลายความหมายมั่นในความเป็นกายแล้วนี่
จิตที่มันจะเข้าไปปรุงแต่งกายในอดีต กายในอนาคต มันก็จะลดกำลังลงไป อ่อนตัวลงไป
จิตมันก็ยิ่งรวมเป็นหนึ่งได้นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตแล้ว ...เริ่มหมดแล้ว อดีต อนาคตจะเริ่มสั้นลง
ไอ้ที่อดีตอนาคตมันยืดยาวหรือว่าไม่จบสิ้น
เพราะว่ามีตัวเรานี่ เรื่องของเราน่ะ ข้างหน้าข้างหลัง มันยังมี
จิตมันปรุงแต่งขึ้นมา
อย่าทิ้งกาย อย่าห่างกาย อย่าลืมกาย
แค่นั้นเอง จำหลักไว้ให้แม่น จิตไว้ทีหลัง ...จิตน่ะ ถ้าเห็นกาย
ถ้าแจ้งกายแล้วจิตน่ะเรื่องเล็กน้อยมาก สบาย เป็นเรื่องง่ายๆ
ต่อเมื่อมันคลายออกจากความหมายมั่นในกายแล้วนี่ เรื่องจิตเรื่องธรรมนี่
ไม่ใช่เรื่องยากหรอก เพราะว่าจิตมันจะตั้งมั่นรวมอยู่ภายในนี่
การไปการมาของจิต
การไปการมาของอารมณ์นี่ เหมือนลมพัดผ่านเลยน่ะ มันเบาๆ แค่นั้นเอง
ไม่มีความซีเรียสจริงจัง ก็จะเห็นอาการเกิดดับของมันชัดเจน
แต่ถ้ายังทำลายความหมายมั่นในกายไม่ได้นี่
มันให้ค่าเรื่องราวในจิตนี่สูง ที่มันยังให้ค่า มีอารมณ์ ยินดียินร้าย
เพราะนั้นน่ะเวลาที่เราทำงาน
เรายังข้องแวะกับการงาน ข้องแวะกับผู้คน ...เหมือนกับเราเหยียบเรือสองแคม
ก่อนปฏิบัติน่ะ ไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญาเลยเนี่ย เรีียกว่าสองตีนนี่เหยียบอยู่ฝั่งโน้นเลย ...หมายความว่าโลกเต็มๆ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ อดีต อนาคตน่ะ
มันเข้าไปแบบสองตีนเลย
แต่พอเรียนรู้เรื่องศีลสมาธิปัญญาแล้ว
มันก็จะมีตีนนึงคอยหยั่งอยู่ข้างใน...หยั่งอยู่ที่ปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้
ปัจจุบันจิต ปัจจุบันขันธ์
แต่ว่าส่วนมากไอ้ตีนที่หยั่งนี่...มันลอย
(หัวเราะ) ลอยแล้วก็จะไปตรงนั้นหนักหน่อย ดีไม่ดีก็สองตีนเข้าไปอีก เข้าใจป่าว ...นี่ พอรู้ตัวทีก็ถอยออกมา
คราวนี้ว่ามันก็อยู่ที่ความเพียร ...พอความเพียรมากๆ ปุ๊บ
ไอ้ตีนตรงนี้มันจะหยั่งมากขึ้น ...พอตีนตรงนี้หยั่งมากขึ้น
ไอ้ตีนข้างนอกนี่จะลอยขึ้นแล้ว
พอลอยขึ้น ลอยมากๆ มันกระโดดเข้ามาตรงนี้สองตีนเลย ...เนี่ย มรรคเต็มตัว
ถ้ามรรคเต็มตัวนี่หมายความว่า...ใครล่ะมรรคเต็มตัว ...นั่น พระอนาคามีนะ
ถ้าโสดาบันนี่...ยังสองตีนสองมือยังวู่วี่วู่วายอยู่
แต่ถ้าเต็มตัวสองตีน หมายความว่า ไม่ถอยกลับแล้ว ไม่หวนคืนแล้ว ไม่เอาทางโลกแล้ว
ทิ้งแล้วๆ ...นี่เรียกว่าทิ้งโลกแล้ว เริ่มทิ้งโลกทิ้งขันธ์แล้ว
แต่โสดาบัน สกิทาคา
ถ้าระดับนี้นะ ยังละล้าละลัง ...แต่ว่าตีนนี้ไม่ถอยเลยนะ เหยียบอยู่ตลอด ...คือยังละล้าละลัง ยกบ้างเบาบ้างหนักบ้าง แต่ตีนนี้ยังหยั่งอยู่
(ต่อแทร็ก 9/20 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น