วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/22 (2)


พระอาจารย์
9/22 (551229C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  9/22  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นน่ะ...ถ้าไม่แก้ “เรา” ถ้าไม่แก้ที่นี้ ถ้าไม่แก้ที่กายนี้...มันแก้ “เรา” ไม่ได้ ...ถ้าแก้ “เรา” ไม่ได้นี่จบเลย จบเห่ ภาวนาไปก็จบเห่ ต่อให้ภาวนาไปจนวันตายก็จบเห่

เพราะเป็นเรื่องของ “เรา” ล้วนๆ ...เป็น “เรา...ผู้ภาวนาดี” เป็น “เรา...ผู้ภาวนาเก่ง” เป็น “เรา...ผู้ภาวนาแบบเอาเป็นเอาตาย” เป็น “เรา...ผู้ที่ภาวนาได้เก่งกว่าคนอื่น”

แล้วก็ผลที่ได้ก็เป็นผล “ของเรา” ทั้งหมดเลย ...แล้วก็ “เรา...เป็นพระอรหันต์” ซะเลย ...เอ้า มี “เรา” เป็นพระอรหันต์อีกนะ พระอรหันต์เป็น “ของเรา” นะ

อ้าว เฮ้ย พระอรหันต์เป็น “เรา” ได้ไงวะ ...เอ้า ไม่สนใจ กูเป็นน่ะ ก็กูเป็นน่ะ ใครอย่ามาว่ากูไม่เป็นนะ กูโกรธ...พระอรหันต์โกรธ อะไรอย่างเงี้ย

เพราะนั้นว่าถ้าแก้ “เรา” ไม่ได้นี่ การปฏิบัติทั้งหมดตลอดสาย จะคลาดเคลื่อนหมดเลย ...ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่บอกว่าสังโยชน์เบื้องต้นต้องละให้ได้...ต้องแจ้ง

การละคือการแจ้ง...ทำความแจ้ง ชัด ชัดเจน...อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็น “เรา” ... “เรา” อยู่ที่ไหน “เรา” คืออะไร

มองกายดูกายไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า “เรา” คืออะไร ...ก็จะเห็นว่า “เรา” คือกายสังขารหนึ่ง “เรา” คือจิตสังขารหนึ่ง

กายคือกาย กายคือมหาภูตรูป กายคือดินน้ำไฟลม กายคือการรวมตัวกันขึ้นของธาตุ ...ลักษณะของธาตุเป็นอย่างไร แข็ง หนัก เบา นิ่ม อ่อน ยืดหยุ่น

นี่ลักษณะของธาตุล้วนๆ เลย มหาภูตรูป ...นั่นน่ะกาย ...แล้ว “เรา” ล่ะ กายเราล่ะคืออะไร ...นี่ มันก็จะค่อยๆ จำแนกธรรมไปเรื่อยๆ ในขณะที่มันดู

แล้วมันก็จะเห็น...อ๋อ อย่างนี้เป็น “เรา”  ...อ๋อ อย่างนี้ไม่ใช่ “เรา” ...แล้ว “เรา” คืออะไร ...มันก็จะจำแนกออก จำแนก "กาย" กับ “เรา” ออก ...จำแนก “กายเรา” กับ "กายจริง" ออก

มันก็จะเห็นชัดเจนขึ้นว่า “กายเรา” คืออะไร กายจริงคืออะไร กายสักกายคืออะไร กายมหาภูตรูปคืออะไร กายปัจจุบันคืออะไร กายอดีตคืออะไร กายอนาคตคืออะไร กายสมมุติคืออะไร กายบัญญัติคืออะไร

มันจะจำแนกอยู่ในกายนี่ ...จิตที่เป็นหนึ่งตั้งมั่น มันยังตั้งมั่นไม่จริง ...ไอ้ตอนที่ตั้งมั่นไม่จริงนั่นแหละ มันจะเห็นอาการแตกตัวของจิต แล้วมันก็พยายามมาระงับให้เป็นหนึ่ง

แล้วมันก็จะเกิดการจำแนกอาการของจิตที่มันแตกตัวออกไปหมายอะไรขึ้นมา ไปสร้างอะไรขึ้นมา ...แล้วมันก็จะเห็นว่า อะไรเป็นความเป็นจริง อะไรเป็นสิ่งที่ไม่จริง

เมื่อมันเห็นชัดเจนแล้วว่า อันนี้จริง อันนี้ไม่จริง ...มันไม่เอาไอ้ที่ไม่จริงไว้หรอก เพราะว่ามันจะเห็นแล้วว่าไอ้ที่ไม่จริงนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่อเนื่อง หรือเป็นสมุทัย

เพราะนั้นการดูอยู่ในที่อันเดียวนี่ มันจึงจะเข้าไปแจ้ง...ทั้งในมรรค คืออริยมรรคมีองค์ ๘ และก็จะแจ้งในองค์ของอริยสัจ ๔ ไปในตัว

เมื่อใดที่จิตแตกตัวออกไปอดีตอนาคต ออกไปที่อื่นที่เกินจากนี้ ล้วนเป็นสมุทัยทั้งสิ้น ...แล้วไอ้ที่อยู่ตรงที่นี้คืออะไร ไอ้ที่ตั้งอยู่ที่นี้คืออะไร

นี่คือทุกขสัจ กายนี้จึงเป็นทุกขสัจที่ปรากฏ ปัจจุบันจึงเป็นทุกขสัจที่ปรากฏ ...มันก็จะแยกอยู่สองส่วนนี้ อ๋อ สมุทัย และที่เนื่องจากสมุทัยคืออะไร นั่นคือทุกข์อุปาทาน

แต่เมื่อใดที่มันเหลือแค่ทุกข์เดียว ความจริงอันเดียว กายอันเดียว มหาภูตรูปเดียว ...ก็จะเหลือแต่ทุกข์อันเดียว แต่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริง เรียกว่าทุกขสัจ 

แล้วมันก็จะแจ้ง...จึงจะไปแจ้งตรงกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า กิจที่พึงกระทำต่อทุกขสัจคือกำหนดรู้...ไม่ใช่ละ ..ไม่ได้ให้ละ ไม่ได้ให้แก้ และไม่ได้ให้หนี...ท่านให้รู้ รู้เฉยๆ

อะไรล่ะให้ละ อะไรล่ะให้จาง อะไรล่ะให้วาง...สมุทัย คืออาการที่เคลื่อนออกไปจากปัจจุบันทุกข์นี้ต่างหาก 

มันก็จะชัดเจนอยู่ในสองตัวนี่...ทุกข์กับสมุทัย ...และผู้ที่กระทำในอาการอย่างนี้ ท่านเรียกว่า...เจริญมรรค 

เห็นมั้ย ถึงบอกว่าในขณะที่แค่รู้กาย รู้ตัว รู้อยู่ที่เดียวนี่ มันแจ้งหมดทั้งอริยสัจ ๔ แจ้งทั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ แจ้งทั้งศีลสมาธิและปัญญา ...มันรวมอยู่ในที่เดียวกัน รู้ที่เดียวนั้นเอง 

ไม่เห็นต้องไปหาความรู้อะไรเลย ไม่ต้องไปเปิดตำราหรือไปไล่ตามหาอริยสัจด้วยการคิดค้นหรือพิจารณา หยิบยกเปรียบเปรยโดยภาษาหรือบัญญัติหรือโดยสมมุติ ...มันไม่เข้าใจหรอก

แต่แค่รู้อย่างนี้ เดี๋ยวมันเข้าใจเองแหละ ...“อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ ไอ้ที่เคยได้ยินได้ฟังมา มันเป็นอย่างนี้จริงๆ แค่นี้เอง” ...นี่ แล้วมันก็จะทิ้งเลย

ทิ้งไอ้ที่เคยจำมาเลย และทิ้งไอ้ที่เคยเชื่อไปตามที่เคยจำมาด้วย ...ไอ้นั่นน่ะเป็นความรู้ที่ไม่จริง มันก็จะทิ้งไอ้ความรู้ที่ไม่จริงไป ...เหลือแค่รู้เดียวๆๆ

มันก็เป็นหมันหมดแล้ว ไอ้ความรู้ที่เกิดจากจิตสังขาร ...แล้วก็รู้สึกว่าเชื่อไม่ได้ หลอกลวง เป็นของหลอกลวง เป็นของที่จะเติมต่อภพและชาติให้ยืดยาวไม่จบสิ้น 

มันก็จะเห็นทุกข์เห็นโทษในตัวของมันเอง ...ทีนี้ล่ะ มันละโดยที่ไม่เสียดาย ไม่อาลัย ไม่กลัวโง่แล้ว ...ยิ่งโง่ยิ่งดี 

มันรู้สึกเลย...รู้อันเดียวสบายดี ไปก็ดี อยู่ก็ดี ไม่ไปก็ดี ...นี่สุคโต เป็นสุคโต เห็นก็ได้ ไม่เห็นก็ได้ รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ไม่เดือดร้อน ...เพราะไม่ได้ตั้งเป้าน่ะว่าจะต้องรู้หรือจะต้องไม่รู้อะไร 

จิตมันก็จะหยุดๆๆ หยุดในตัวของมันเอง ...ยิ่งหยุดในตัวของมันเองเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเห็นชัดเจนในองค์ขันธ์ องค์ทุกข์โดยรวม โดยรอบ

แค่นั้นแหละ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการให้สัตว์มนุษย์ทุกคนน่ะ เห็นขันธ์ห้ามากๆ ...ขันธ์ห้าปัจจุบันนะ

แต่ส่วนมากมันไม่ค่อยเห็นขันธ์ห้าปัจจุบัน มันมักไปเห็นขันธ์ห้าอดีต ขันธ์ห้าอนาคต คือเห็นอุปาทานขันธ์ซะส่วนมาก แล้วก็ไปจดจ้องเอาจริงเอาจัง หาความถูก หาความผิดอยู่ในอุปาทานขันธ์ โดยไม่รู้ตัว

ทำไมถึงไม่รู้ตัว ...ก็เพราะมันไม่อยู่กับตัว มันเลยไม่รู้จักตัวจริง มันเลยไปอยู่กับอุปาทานขันธ์ โดยไม่รู้ว่าไอ้ตัวที่กำลังหา กำลังค้น กำลังพิจารณานั่น มันเป็นอุปาทานขันธ์...ไม่ใช่ตัวจริง เนี่ย

แต่ถ้ามันเห็นก้อนศีลก้อนธาตุก้อนปัจจุบันแล้วนี่ มันจะเห็นเลยว่า...ตัวนี้ตัวขันธ์ ขันธ์ห้าอยู่ที่นี้ ขันธ์ห้าอยู่ตรงนี้ ขันธ์ห้าอยู่เดี๋ยวนี้ 

นอกจากนั้นไปไม่ใช่ขันธ์ห้า เป็นอุปาทานขันธ์ทั้งสิ้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น ...จะไปแก้ทุกข์กับมันได้อย่างไร

เพราะนั้นตัวแก้ทุกข์ ก็คือการละอุปาทานขันธ์นั่นเอง ...คือไม่มีขันธ์อดีต ไม่มีขันธ์อนาคต ไม่เข้าไปมีอดีตอนาคตกับรูปเสียงกลิ่นรสก็ได้

ส่วนมากที่มันมีปัญหาเพราะเราไปมีอดีตอนาคตกับรูปเสียงกลิ่นรส ...แต่ถ้าเราไม่เข้าไปมีอดีตอนาคตกับรูปเสียงกลิ่นรส มันก็มีแค่นั้น มีอันเดียวที่มันกองอยู่ตรงนั้น...แล้วมันก็ดับไป

เห็นมั้ย มันไม่มีอุปาทานขันธ์กับทุกสิ่งเลย ไม่มีอดีตอนาคตกับทุกสิ่ง ...ถ้ามันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าทุกข์กูเริ่มน้อยลงว่ะ กูเริ่มไม่ค่อยแยแสกับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส 

แม้กระทั่งกับตัวกูเอง กับตัวขันธ์กูเอง กูยังไม่แยแสว่าเดี๋ยวข้างหน้ามันจะเป็นยังไง เดี๋ยวกูจะตายยังไง เดี๋ยวกูจะอยู่ยังไง ...มันไม่กลัว 

ก็อยู่ตรงนี้ มันปรากฏยังไงก็รู้แค่นี้ ...เนี่ย เรียกว่าอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันล้วนๆ ...แล้วมันก็จะขยายความเข้าใจโดยรอบโดยรวม แล้วก็จะเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน

คือตอนแรกมันเลิกเชื่อว่าเป็นกายเราก่อน แต่ยังมีเหลือเป็นกาย ...พอมันเพิกถอนความเป็นกายออก ความหมายมั่นว่านี่เป็นกาย เรียกว่ากาย ...มันไม่ได้เห็นแค่เป็นกายแล้ว 

พอมันออกจากความหมายของคำว่ากาย ออกจากความหมายมั่นว่าเป็นกาย ทุกสิ่งเป็นเรื่องเดียวกันหมด คือเป็นเหตุที่ปรากฏเดียวกันหมด ...เป็นธรรม เหลือเป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ

กายก็เป็นธรรม ทุกสิ่งทุกอย่าง...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ทั้งมีวิญญาณครอง ทั้งไม่มีวิญญาณครอง ...เป็นธรรมหนึ่ง เป็นเรื่องเดียวกันหมด แล้วก็ไม่มีค่า เสมอกัน เป็นกลาง

ถ้ามันเป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่มีใครสูงใครต่ำกว่ากันหรอก ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรน่ายินดี ไม่มีอะไรน่ายินร้าย

เพราะนั้นผู้ที่เห็นลักษณะที่เป็นธรรมเดียวกันนั่นน่ะคือพระอนาคามี จึงละราคะและปฏิฆะ ...เพราะว่ามันไม่มีตัวจิตผู้ไม่รู้เข้าไปเปรียบเทียบ ไปหมายว่า นี้และนี้ นี้ไม่เหมือนนี้ นี้เหมือนนี้

เมื่อไม่มีจิตเข้าไปหมายว่านี้เหมือนนี้ นี้ไม่เหมือนนี้ มันจะมีราคะมีปฏิฆะได้ยังไง ...มันไม่มีอดีตมันไม่มีอนาคต เข้าใจมั้ย ...มันมีแค่นี้ นี้ นี้ แล้วก็จบตรงนั้น 

เพราะนั้นราคะไม่เกิด ปฏิฆะก็ไม่เกิด ...จิตมันก็เป็นกลาง มากขึ้นๆๆๆ จนไม่กระดิกเลย ...คราวนี้มันจะไปกระดิกกับอะไรก็ดูเอา 

ตอนนั้นก็เป็นงานของท่านว่า สันดานของจิต สันดาน ...ไม่มีอะไร มันยังหาอีก ก็มันไม่มีอะไรแล้ว มันยังหาอีกล่ะ นั่นแหละ เขาเรียกว่าเข้าไปล้างขันธสันดาน อาสวะที่มันแนบแน่น โดยอยู่ในขันธสันดาน

ขนาดไม่เหลืออะไรเลย มันก็ยังอยู่กับผู้รู้ รู้ก็สว่างไสว ...จิตหยุดแล้ว ขนาดจิตหยุดแล้วนะ ยังไม่จบเลย ...กว่าจะ "เฮ้ย กูมาบ้าอะไรอยู่คนเดียววะนี่" ...นั่นน่ะก็ค่อยลบตัวรู้ทิ้ง ค่อยลบทิ้งไป

แต่เบื้องต้นนี่ต้องรวมตัวผู้รู้ก่อน แล้วอาศัยตัวผู้รู้ ...เหมือนกับเอายาพิษมาล้างยาพิษ เหมือนกับเอาของอย่างหนึ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าของอีกอย่างหนึ่งมาล้างกัน

ต้องอาศัยผู้รู้น่ะไปล้างผู้ไม่รู้ ...แล้วสุดท้ายเมื่อหมดผู้ไม่รู้แล้วนั่น จึงจะทำลายตัวผู้รู้ทีหลัง 

ซึ่งมันไม่ต้องกลัวหรอกเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ...เพราะมันไม่มีอะไรที่จะต้องรู้แล้ว มันหมดเรื่องที่จะต้องรู้แล้ว ...แล้วกูจะอยู่ทำซากทำไม ไม่มีอะไรจะต้องรู้แล้ว เพราะกูรู้หมดแล้ว ...นั่น จิตมันจะรู้เอง

ไม่ต้องวางหรอก ไม่ต้องไปหาวิธีวาง ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายผู้รู้หรอก ...เพราะมันหมดเรื่องจะรู้แล้ว มันไม่ต้องว่าไปตั้งรู้กับอะไรแล้ว หรือต้องไปทำความแจ้งกับอะไรแล้ว

มันแจ้งจนไม่มีที่ให้แจ้งแล้ว มันไม่มีอะไรเหลือแล้ว สามโลกนี่ราบเป็นหน้ากลองแล้ว 

หมายความว่าทะลุ เห็นถึงความเป็นอนัตตาหมดสิ้นแล้ว ...มันก็จะอยู่ด้วยความเคยชินของมันระยะหนึ่ง แล้วมันก็ไม่เห็นความสำคัญในตัวของมัน ...ก็หมดค่าในตัวของมัน

แต่พวกเราตอนนี้...ต้องรวมจิตให้เป็นหนึ่งให้ได้ก่อน จึงจะเป็นจิตที่สมควรแก่งาน


(ต่อแทร็ก 9/23)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น