พระอาจารย์
9/21 (551229B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 9/21 ช่วง 1
เพราะนั้นพอจิตเป็นหนึ่ง
รู้แค่อันเดียว...คือกายตามความเป็นจริง คือกายมหาภูตรูปนี่ ...ไอ้กายสังขารก็ไม่มี
จิตสังขารก็พยายามจะออกหรือว่าสร้างกายสังขารใหม่ๆ ไม่ได้
กายเราข้างหน้าที่ดีกว่า
กายเราที่ละเอียดกว่า กายเราที่ประณีตกว่า กายเราที่มีเวทนาในตรงนั้นตรงนี้เป็นสุขกว่า
เป็นธรรมที่สูงกว่า ...มันก็ไม่มีกายพวกนี้
มันก็มีกายเดียว ...กายสังขารจิตสังขารก็ระงับ ด้วยอำนาจของศีลกับสมาธิ
เมื่อมันระงับดีแล้ว จิตรวมดีแล้ว
ตั้งมั่นดีแล้วในระดับนึง หมายความว่าระงับกายสังขารจิตสังขาร คือระงับสัญญา ระงับสังขาร
คืออนาคต ความปรุงแต่งไปข้างหน้า ระงับความจำด้วย
ตรงนี้มันจึงเป็นเหตุให้เกิดญาณทัสสนะ ...มันก็จะเห็นกายแบบด้านๆ ดื้อๆ ซื่อๆ เป็นก้อน ...คราวนี้ก็เหลือแต่ก้อนอะไรก็ไม่รู้
เพราะว่าเหมือนลืมสมมุติไป ลืมภาษาไป
เพราะกายจริงมันเงียบ ใช่มั้ย
มันไม่มีภาษา มันไม่มีสมมุติ มันไม่มีบัญญัติ
มันไม่มีสัญลักษณ์ใดบ่งบอกว่ามันเป็นอะไร ...นี่คือกายตามความเป็นจริง
พอจิตมันเป็นหนึ่ง มันระงับหมดแล้ว
มันก็จะเห็นกายตามสภาพที่แท้...ตรงนี้เรียกว่าญาณ ...ญาณก็เกิดขึ้นเพราะจิตเป็นสมาธิ หรือจิตหนึ่ง
เหลือจิตหนึ่งคือจิตรู้
จิตที่รู้ ...มีแค่รู้กับเห็นๆ
โดยที่ไม่มีความคิดไม่มีความจำ นั่นแหละคือญาณ...ญาณจะเกิด ...พอญาณเกิดมันก็จะ "อ๋อ" ...อ๋อ แบบไม่มีคำพูดนะ มันอ๋อ เออเป็นแค่นี้เองเหรอ คล้ายๆ อย่างนั้น...อ๋อ
แค่นี้เองเหรอ
นั่นแหละมันก็จะอ๋ออย่างนี้ไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ ...ไอ้ "อ๋อ" นี่เรียกว่า...ปัจจัตตัง...อ๋อ มันเป็นแค่นี้เอง ไม่เห็นต้องคิดอะไรเลย
ไม่เห็นต้องพิจารณาอะไรเลย ไม่เห็นต้องไปเปรียบเทียบอะไร
มันก็เป็นแค่เนี้ย
อะไรปรากฏเป็นธรรมจำเพาะหน้าที่ปรากฏอยู่เท่าเนี้ย ...มันเท่านี้จริงๆ นี่
กายเป็นแค่นี้จริงๆ ...ปัจจัตตังตัวนี้ สะสมไปเรื่อยๆ
ไอ้ปัจจัตตังตัวนี้...มันจะไปล้างความจำ
มันจะไปล้างความเชื่อตามความจำ แล้วก็ล้างความเชื่อตามความคิดปรุงแต่ง ให้มันค่อยๆ
คลี่คลายลง
มันก็เริ่มไม่เข้าไปจริงจังกับความจำกับความคิดแล้ว ...มันจะถอยออก หรือเรียกว่ามันถอนความยึดมั่นถือมั่นในความคิดและความจำ
เพราะในความคิดและความจำมันมีกายสังขารอยู่...ซึ่งเป็นกายที่ไม่จริง ...ตอนนี้มันจะเชื่อแต่กายจริงแล้ว จิตผู้ไม่รู้มันก็จะกลายเป็นจิตผู้รู้ผู้เข้าใจ...ว่ากายตามความเป็นจริงคืออันนี้...ไม่ใช่อันนั้น
ไม่ใช่ในกายสังขาร ไม่ใช่ในจิต
ไม่ใช่กายในอดีต ไม่ใช่กายในอนาคต ไม่ใช่กายที่นู้น ที่นั้น ที่โน้น ไม่ใช่กายที่ปรุงแต่งไปมา ...มันจะเชื่ออย่างเดียว...เชื่อกายตามความเป็นจริง
แล้วเอาอะไรมารับรอง ...ไม่มีอะไรรับรอง
ตัวมันเองรับรองตัวมันเอง ...เพราะอะไร ...เพราะเมื่อใดที่มันอยู่กับกายตามความเป็นจริง...ทุกข์น้อยลง
ไม่ค่อยมีทุกข์ ไม่ค่อยรู้สึกเป็นทุกข์
แต่เมื่อใดที่มันรู้สึกว่าเข้าไปวุ่นวี่วุ่นวายกับกายสังขาร
กายเราในอดีต กายเราในอนาคต หรือกายคนอื่นนี่ มันรู้สึกเดือดร้อน รู้สึกอึดอัด
รู้สึกเป็นภาระ รู้สึกเป็นทุกข์
ตัวมันก็จะรับรองตัวมันเองได้ว่า...อ้อ
นี่ใช่แล้ว วิถีนี้ใช่แล้ว ทำอย่างนี้แหละถูกแล้ว ทำอย่างนี้แหละคือมรรคล่ะ ...มันก็เกิดความชัดเจนในองค์มรรคในตัวของมันเองอีกว่า...นี่ วิถีนี้ ...ไม่สงสัยแล้ว
มันก็เริ่มหยุดการกระทำวิธีการอื่นแล้ว
ที่เคยทำมา ที่เคยเชื่อมา และก็ต่อให้คนอื่นมาเสนอวิธีการใหม่...กูก็ไม่ทำ ...มันเชื่อด้วยตัวของมันเอง รับรองด้วยตัวของมันเอง
นี่ไม่ได้รับรองด้วยทิฏฐิหรือมานะนะ
ไม่ได้รับรองด้วยความถือตัว หรือว่าความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราเอง ...แต่มันรับรองด้วยการเข้าใจ
ว่า เนี่ย ทำอย่างนี้
แล้วอยู่กับกายตามความเป็นจริงอย่างนี้ แล้วรู้สึกว่ามันเบา มันไม่รู้สึกเป็นทุกข์
มันไม่รู้สึกคับแค้น มันไม่รู้สึกเป็นภาระอะไร นี่ มันก็จะยิ่งเชื่อมั่นในวิถีนี้
ซึ่งในตัวจิตมันเองนี่ มันก็ไม่รู้หรอกวิถีนี้คือวิถีอะไร
เพราะมันไม่มีภาษาอยู่แล้วว่านี่คือวิถีมรรค ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าคือ
วิถีแห่งมรรค วิถีแห่งความหลุดพ้น
มันจะหลุดพ้นจากอะไร ...มันก็หลุดพ้นจากทุกข์...ทุกข์อุปาทานนะ นี่ หลุดพ้น
มันก็ยิ่งชัดเจน
แล้วก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น มันก็รู้สึกเลย...คราวนี้มันก็สามารถวิจยะได้ด้วยตัวของมันเองแล้วว่า ถ้าสมมุติว่ากูทำอย่างนี้ต่อเนื่องไป มันจะยิ่งหลุดพ้นจากทุกข์ได้มากขึ้นสิ
มันไม่สงสัยเลย ...มันก็จะเห็นวิถีเลยว่า...ข้างหน้านี่ถ้าเราทำอย่างนี้ต่อไปนี่ ยังไงก็จบ
ที่สุดของมรรคก็ด้วยวิธีนี้ มันก็เชื่อ มันก็ทำ
คราวนี้ก็...จากที่เคยละล้าละลังว่าตรงนั้นรึเปล่า ตรงนี้รึเปล่า ...มันไม่ละล้าละลังแล้ว
มันเริ่มถอนออกๆ สองแขนสองขา สองมือสองตีนมายืนหยัดตั้งมั่นอยู่ที่นี้ที่เดียว...ปัจจุบันนี้ปัจจุบันเดียว
เหลือแค่รู้ๆๆ รู้เดียว...รู้ๆๆ
รู้เดียว ...มั่นคงขึ้น จิตก็รวมเป็นหนึ่งยิ่งขึ้น
คือไอ้หนึ่ง...หนึ่งระดับกายนี่
หนึ่งระดับรู้ปัจจุบันกายนี่ ...มันหนึ่งแบบ(ทำเสียงลาก)..."หนึ่งงงงงงงง" ...คือยังเป็น..."หนึ่งงงงงง" ...ยังหนึ่งไม่จริง เข้าใจมั้ย มันยัง ..."หนึ่งงงงงง" ยังงี้ ยังมีเอื้อนออกมา
เอาจนมันเอาจริงเอาจังแล้ว จะให้เหลือเป็นหนึ่งรู้หนึ่งเห็นจริงๆ ...ก็หนึ่งแบบไม่มีทศนิยม...หนึ่งคือหนึ่ง
ไม่มีกระเซ็นออกมาเป็นจุดๆๆๆ แบบ...หนึ่งงงงงง ยังงี้ ไม่มี (หัวเราะกัน)
หนึ่งคือหนึ่ง...หนึ่ง...หนึ่ง ...มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นๆ มั่นคงขึ้น
อดีตอนาคตแลบไป...ไม่มี
ในระดับของการรู้กายเบื้องต้นนี่
หนึ่งจริง...แต่มันยังมีเนืองนองอยู่นะ แต่พอดีว่าไม่สนใจมันเท่านั้นเอง เข้าใจมั้ย
มันก็ยังมีทุกข์อยู่ มันก็ยังมีความเครียด ความกังวลตกค้างอยู่
เข้าใจมั้ย มันยังมี
แปลว่ายังหนึ่งไม่จริง นะ ...คือไอ้ตรงนี้เห็นชัดอยู่ในกาย แต่ว่าอารมณ์นี่ยังรายล้อมเลย
ความคิดก็ยังมี อดีตอนาคตก็ยังมี แต่บางๆ แล้ว ...มันจะเริ่มบางลง
ไอ้ที่ดูเหมือนบางลง จางลงนี่
เพราะจิตมันรวมเป็นหนึ่งขึ้น ...พอมันหนึ่งในระดับที่
ไม่กระดิกกระเดี้ยออกไปเป็นจุดทศนิยมแล้ว พวกนี้หายเรียบเลย ว่าง จิต...เรียกว่าจิตวิเวก
เข้าสู่ความเป็นจิตวิเวก
คือจิตสังขารนี่มันหด...มันหดมารวมอยู่ที่รู้ที่เดียวจริงๆ ...จากกายเดียววิเวกนั่นแหละ ลำดับต่อไปจิตวิเวกจะเกิดขึ้น ...จากที่มันเคยอินฟินิตี้
เข้าใจมั้ย มันจะหดรวม...รวม
เรายิ่งไม่สนใจไม่ใส่ใจกับเรื่องของจิตเท่าไหร่นะ
ความคิดในจิต เรื่องราวในจิต อารมณ์ในจิต มีหรือไม่มี...ชั่งหัวมัน จะตั้งอยู่นานหรือไม่นาน...ไม่สน ...คือมุ่งมั่นอยู่ที่เดียว
นี่ จิตมันจะหด...หดจนเป็นจิตวิเวก ว่าง จะว่าง ...พอว่างก็เป็นหนึ่งชัดเลยคราวนี้
เป็นหนึ่งกับธรรมจำเพาะหน้าจริงๆ ...สามโลกนี่ว่างหมดเลย มีแค่นี้
อะไรเกิดขึ้นวุ้บ..ปุ๊บ หาย ขึ้นปุ๊บ..หายๆๆ ...จิตแทบจะกระเด็นออก ตรงนี้ เห็นเลย ปังๆๆ ...เห็นชัดเจนเลยว่า สันดานมัน สันดานของจิตคือการเคลื่อน
ไม่มีอะไรน่ะ แต่กูก็เคลื่อน
ไอ้นู่นว้อบ ไอ้นี่แว้บ ...สันดาน อนุสัยนะเนี่ย อนุสัยของจิต ยังไม่ทันเป็นภพอะไรน่ะ
ยังไม่ทันหาสุขหาทุกข์ กูเคลื่อนก่อน
เมื่อจิตมันหนึ่งจริงๆ
มันจะเห็นอาการของจิตแรก แล้วก็ดับพร้อมกันเลยกับเห็น ...นั่นเขาเรียกว่าต้องจิตหนึ่งจริงๆ
ถึงจะเห็นจิต...เห็นจิตเปล่าๆ ที่เคลื่อนไปเคลื่อนมา ...นั่นแหละจึงเรียกว่าเห็นจิตเกิดดับ
เพราะนั้นไอ้จิตเกิดดับมันไม่มีเรื่องราวในจิตแล้ว ...จะไม่มีเรื่องราวในจิต เพราะไอ้เรื่องราวในจิตมันค่อยๆ หมดค่ามาตั้งแต่ใจหนึ่งนะ
มันมีอยู่แล้วแต่เราไม่ไปยุ่งไปแตะต้องกับมัน...ไม่สนใจ
เรียกว่าวางจิตซะ วางไว้ก่อน
ชั่งหัวมัน ไม่ให้ค่า ไม่ให้สาระกับมัน หรืออาจจะเพราะเคยทุกข์กับมันก็ตาม ...อดทนๆ
แล้วก็เอากายไว้ แล้วมันก็จะระงับ ราบคาบในตัวของมันเอง
ไอ้ที่มันยังอยู่ได้หรือว่าเป็นจริงเป็นจังได้นานหรือว่าแข็งแกร่งเพราะอะไร
เพราะตัณหามันเลี้ยง...ความอยากหรือไม่อยาก ...คือไปยุ่งกับมันนั่นแหละ นี่ ไอ้อยากหรือไม่อยากคือเป็นตัวหล่อเลี้ยงมัน
พอไม่สนใจมัน...ก็เหมือนกับละความอยากละความไม่อยากโดยปริยาย ...พอมาสนใจจดจ่อตั้งมั่นอยู่กับกายเดียว ก็ไม่มีน้ำไม่มีอาหารเลี้ยงมันน่ะ
มันก็ค่อยๆ หมดแรงหมดกำลัง หาย เสื่อม แปรปรวน สลายไป
แล้วจิตมันก็จะเริ่มรวมตัวๆๆ ...และอาศัยกายวิเวกกับจิตวิเวก...เป็นหนึ่งคู่กันอย่างนี้ อุปธิวิเวกจึงจะเกิด
ปัญญาขั้นสูงสุด ...นั่นเรียกว่าปัญญาขั้นสูงสุด
แต่ในขณะที่กายวิเวกจิตวิเวก
ก็เรียกว่าปัญญาเหมือนกันแต่ยังไม่ขั้นสูงสุด ...คือพอให้ได้เป็นเบี้ยใบ้รายทางไป
พอให้มันคลายออก พอให้เข้าใจ พอให้ไม่เข้าไปจริงจังกับอะไรมากเกินไป
พออะไรมันจะเกินไป
มันก็เริ่ม..แก๊ง..มีลิมิทแล้ว ...พอมันเริ่มจริงจังแล้ว ตัวภูมิปัญญานี่มันจะเข้าไปตัด
หรือไอ้ลิมิทของมันนี่จะสั้นลง คือไม่ปล่อยให้มันเอ้อระเหยลอยชายออกไปนาน
ว่างั้นเถอะ
อย่างพวกเราไอ้ตอนนี้มันไม่มีลิมิท …พอเจริญภาวนาไปเรื่อยๆ จนถึงระดับนึง มันจะเหมือนมีลิมิทในตัวของมันเอง ...ไอ้นั่นคือขั้นของภูมิปัญญาของสัตว์บุคคลที่ภาวนานะ
เพราะนั้นไอ้ตัวลิมิทก็จะสั้นลงๆ ...จากที่เป็นชั่วโมง ก็เหลือเป็นไม่กี่นาที จากไม่กี่นาทีก็เหลือเป็นนาที จากเป็นนาทีก็เหลือเป็นแค่วินาที
จากแค่วินาที
ก็ปึ๊บเดียว...สลัดทิ้งเหมือนกับไม่ใยดีเลย สลัดทิ้งได้อย่างนี้เลย ...แล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่เสียดาย ไม่อาลัย ...นี่ภูมิปัญญา ไวขึ้น
ปัญญามันเฉียบขึ้น
เพื่ออะไร ...เพื่อให้เข้าสู่จิตหนึ่ง
จิตเอก เพื่อให้เข้าสู่ปัญญาขั้นเลิศ ขั้นสูงสุด เรียกว่าอุปธิ ขั้นอุปธิ ...อุปธินี่หมายความว่า
ไม่หวนคืนแล้ว เป็นสมุจเฉท ขาดๆๆๆ
ไม่กังวลว่า ละดีมั้ย เอาไว้มั้ย
หรือค่อยละทีหลัง...ไม่มีอ่ะ ไม่มีน้อยไม่มีมาก มึงอย่าได้โผล่นะ มึงโผล่...มึงตาย ...นี่
จิตน่ะตาย เอาจนจิตปรุงแต่งน่ะตาย
(ต่อแทร็ก 9/22)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น