พระอาจารย์
9/17 (551219B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 9/17 ช่วง 1
แล้วก็ต้องคอยสอบถามตัวเองว่า
อยู่ในองค์ภาวนานี้บ่อยไหม ต่อเนื่องไหม ...ถ้าไม่ต่อเนื่อง ก็ทำซะให้มันต่อเนื่อง ...อย่าไปเอ้อระเหยลอยชาย
อย่าไปเป็นยายฉิมเก็บเห็ดที่ไหน หรือไปนั่งรอเห็ดงอก
เข้าใจไหม เพราะจิตมันมีอยู่อย่างนึงน่ะ มันว่าอันตัวกูนี่เคยไปเก็บเห็ด
ณ ป่านี้ หย่อมนี้มา แล้วกูเคยได้กินเห็ด
แล้วก็ไปนั่งจ่อมรออยู่นั้นว่าจะกินเห็ดอีก เพราะติดใจในรสชาติของเห็ด ก็กลายเป็นยายฉิมเก็บเห็ด ...แต่พอดีตอนนั้นไม่มีเห็ด ก็เป็นยายฉิมรอเห็ด
จิตน่ะมันชอบอย่างนั้นน่ะ ...รอจนหนวดหงอกฟันหลุด แล้วก็ตายไป ก็ยังไม่ได้กินเห็ด เพราะว่าเคยกินเห็ดตรงนี้
อ้าว
ก็เดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้วจะไปนั่งรอทำไม กลับบ้านกลับช่องเป็นรึเปล่า ยายฉิม ...บ้านมีไม่อยู่ ไปอยู่ในป่าในดง เดี๋ยวก็เสือคาบไปรับประทานหรอก
เพราะว่าในป่าในดงมีแต่สัตว์ร้าย
มีแต่ทุกข์...ออกนอกนี้ไปมีแต่ทุกข์ เป็นทุกข์ ...มันเป็นป่าดงดิบ มันเป็นป่ารกชัฏ
มันเป็นทางคดเคี้ยว มันเป็นทางเขาวงกต
ยิ่งไปไกลยิ่งหาทางกลับบ้านไม่ถูกอ่ะ
ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งหาทางกลับบ้านไม่ถูก ...พอตั้งหน้าตั้งตาจะกลับบ้าน เอ้า
บ้านกูอยู่ไหน กลับไม่ถูก กลับยากด้วย เพลินเลย
เพราะไปเจอเพื่อน...ยายแฉ่ง (หัวเราะกัน)
...ก็มาหาเห็ดด้วยกัน เขาบอกว่าที่นั่นน่ะมี เอ้าชวนกันไป ...ก็ตามกันไป
ยายฉิมกับยายแฉ่ง ไปกันใหญ่ บ้านช่องไม่กลับ
นู่น จะกลับตอนที่เขาเคาะประตูโลงน่ะ
ใกล้จะตายแล้วอ่ะ รีบกลับบ้านเลย ...เพราะอะไร ...เพราะมันหนีไม่ได้แล้วอ่ะ
จะหนีไปเก็บเห็ดก็ไม่ได้แล้ว
เพราะว่าเวทนามันดึง มันเผา ...มากลับตอนตาย
ไอ้ตอนไม่ตายไม่กลับ ไปร่อนเร่พเนจรซะนี่
การภาวนาที่ออกนอกเหนือกายใจปัจจุบันนั่นแหละ ...มันมีแต่วนเวียน คดเคี้ยวเลี้ยวลด ซอกซอยเยอะแยะไปหมดเลย ปลีกย่อยมันมากมายมหาศาล
จะเดินทุกตรอกซอกซอยได้อย่างไร
จะไปค้นหาความจริงในตรอกซอกซอยนั้นๆ จนหมดสิ้นทุกแง่ทุกมุมได้อย่างไร
โลกนี้มันกว้างเหลือเกิน อนันตาจักรวาล สากลจักรวาล
เฉพาะที่จับต้องมองเห็นได้ด้วยตา
แล้วที่มันไม่สามารถมองเห็นด้วยตาอีก
เรียกว่ารูปภพ และก็มีที่มันไม่สามารถมองเห็นจับต้องได้ด้วยอาการใดๆ
เรียกว่าอรูปภพอีก ...มันจะคดเคี้ยวขนาดไหน
ตราบใดที่ยังออกไปค้นหา หรือไปหมาย ไปหาความรู้หาความเข้าใจกับมัน ไม่มีทางจบเลย ...ต้องมาจบที่กายนี้ใจนี้เท่านั้น
ต้องสร้างนิสัยนี้ขึ้นมา
นิสัยของจิตที่มันดื้อ
มันชอบโลดแล่นไปมา ...แล้วมันก็เข้าใจว่าการโลดแล่นไปมานั้นน่ะเกิดประโยชน์เกิดความรู้เกิดความกระจ่างเกิดความรู้ยิ่ง
ปัญญายิ่งยวด
สุดท้ายก็เป็นปัญญาแบบวกวนน่ะ
ปัญญาที่มันหาต้นหาปลายไม่ถูก สับสน
แต่เมื่อใดที่มารวมอยู่เป็นหนึ่ง แล้วก็เห็นอันเดียวจนเข้าใจทะลุปรุโปร่งนี่ ...จึงจะเข้าใจธรรมทั้งหลายทั้งปวง ว่าเป็นธรรมเดียวกันอย่างไร
ขนาดว่าเห็นเป็นหนึ่งแล้ว
ไม่หมายมั่นในหนึ่งแล้ว ...จิตที่มันยังมีสันดานอนุสัยเดิมที่ยังแลบแส่ส่ายไปมา
ท่านยังเรียกว่าอุทธัจจะเลย แค่ขณะจิตเดียวท่านก็เรียกอุทธัจจะ
อุทธัจจะของพระอรหันตมรรค
แค่จิตขณะหนึ่งน่ะ ท่านยังเรียกอุทธัจจะเลย...ยังละเลยอ่ะ ยังไม่ทันได้เกิดภพเกิดชาติตรงไหน...ท่านก็ละแล้ว
ไอ้พวกเรานี่ ไปตั้งเต็นท์รอ
สร้างบ้านรอเห็ดอยู่อย่างนั้นน่ะ ยังไม่ยอมเลิกยอมกลับเลย ...แล้วมันมีกี่หลัง
มีกี่ป่าล่ะที่ออกไปหาเห็ด
ทั้งเห็ดนางฟ้า เห็ดขี้ควาย...เห็ดขี้ควายยิ่งดี ยิ่งกินยิ่งเมา ...มันมีหลายชนิดหลายรสชาตินะเห็ดน่ะ
มันก็ติดใจกันไปมาในรสชาติของธรรมนั้นๆ
แต่ถ้าเห็นธรรมเดียวธรรมหนึ่ง
แล้วก็เห็นรสชาติของธรรมหนึ่งนี่ ...รสชาติของธรรมนี้จืดสนิทเลย จะเห็นรสชาติจืดๆ
ธรรมดา
นั่นน่ะคือรสชาติธรรม
ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน ...เปรียบเสมือนเกลือที่เค็ม
ไม่ว่าเกลือที่ไหนก็มีรสชาติเค็มเท่ากัน จะไม่ต่างกันเลย
แต่เมื่อใดที่มันไปกินธรรมนอกเหนือจากธรรมดาปกติ ...เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้นจากการค้นการหา มันจะมีรสชาติแตกต่างกันออกไป
มีทั้ง เค็มบ้าง เผ็ดบ้าง เปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง
มันบ้าง เผ็ดร้อนแสบร้อนบ้าง ...ไม่เหมือนกัน
ก็รักษาไว้ กายเดียวใจเดียวนี่ ...ไม่ได้อะไรหรอก
ไม่เคยสอนให้ได้อะไร
ไม่เคยสอนให้เกิดความรู้อะไรที่นอกเหนือจากรู้กายรู้ใจปัจจุบัน
รู้ไปแบบไม่เอาอะไร
รู้ว่านั่งก็รู้ว่านั่ง แล้วก็ดูในความรู้สึกนั่ง เห็นความรู้สึกในอาการนั่ง
แล้วมันมีอะไรในความรู้สึกในอาการนั่ง แค่นั้นน่ะ ดูมันลงไป
ไม่ต้องไปค้นหาที่อื่นที่ไกลเลย ...ให้จิตมันหยุดอยู่ตรงนี้
นี่คือหลัก ...คนที่จะได้หลัก เข้าถึงหลักก็คืออยู่ที่หลักกายนี่แหละ
ที่หลักปัจจุบันนี่แหละ
ถ้าโดยสันดานแล้วคือ...มันเปลี่ยนสันดานเดิมที่มันชอบไปหาอดีตอนาคต
แล้วมามีสันดานใหม่ที่มันลงจดจ่ออยู่กับปัจจุบันนี่ ...เขาเรียกว่าได้หลัก
ไม่ไปไหนไกลจากปัจจุบัน
โดยมีกายนี่เป็นฐานของปัจจุบันจริงๆ ...ผัสสะปัจจุบันก็ได้ ...แต่ว่าโดยผัสสะปัจจุบันน่ะ มันเป็นรายละเอียด
มันเป็นรายละเอียดของกาย มันเนื่องด้วยกายน่ะผัสสะ
เพราะนั้นถ้ากลับมาลงที่กายนี่
เขาเรียกว่ามันเป็นที่รวมของผัสสะแล้ว ...ไม่ต้องไปไล่รายละเอียดที่ตาหูจมูกหรอก
เมื่ออยู่ลงที่กายแล้วปั๊บนี่
มันจะเห็นเอง ว่ามีอาการรู้อาการเห็น อาการได้ยิน อาการฟัง อาการคิด อาการจำ ...มันจะมีอาการอยู่ในกายนี่แหละ ไม่ต้องกลัว
แต่ว่าไม่ออกจากหลักกายนี้ ...พอหลงไป เผลอไป เพลินไป ลืมไป ปุ๊บ ...ไม่ไปหาที่อื่น ไม่ไปไล่ตั้งแต่ปลายไผ่มาจนถึงกอไผ่
เอาที่กอไผ่จับที่ต้นไผ่เลยอ่ะ
กิ่งก้านไม่ต้องไปไล่ดูมันหรอก ...นั่นแหละ กิ่งก้านใบอะไรมันก็เกิดขึ้นจากต้นไผ่
ต้นลำไผ่ทั้งนั้นแหละ
มันก็ลงมาที่กายก่อนเป็นที่แรก
แตกแขนงออกไปก็ออกมาจากต้นไผ่นี่แหละ กายเนี่ยคือต้น...ต้นตอ เป็นที่รวมของขันธ์
ขันธ์ทั้งห้ามันก็อยู่ในกายนี่ ...มันไม่อยู่นอกกายหรอก
ไอ้โลกภายนอกที่มันปรากฏนี่
มันก็ปรากฏเพราะมีกายนี้ ...ถ้าไม่มีกายนี้ก็ไม่มีโลก มันจะรู้ไหม มันจะเห็นไหม
มันจะได้ยินไหม มันจะรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งได้ไหม
ถ้าไม่มีกาย มันก็จะไม่มีโลก ...เพราะนั้นถ้ารู้กายก็รู้โลก รู้เรื่องเดียวกัน ที่เดียวกัน ...เพราะกายนี่แหละมันเป็นที่รวม
ถ้าได้หลักแล้วก็จับหลักนี้
แล้วก็เชื่อในหลัก มั่นคงในหลักนี่ ก็เรียกว่าไม่หลุดออกจากมรรคง่ายๆ แล้ว ...การดำเนินไปในวิถีแห่งมรรคก็เกิดขึ้นที่ภายในนี้แหละ
ภายในกาย ภายในรู้นี่
รู้ว่ากาย แล้วก็มีกายปรากฏ และระหว่างที่กายปรากฏ
ระหว่างที่กายกับรู้มันอยู่ด้วยกันนี่ ...ตรงนี้อาการของนามผุดโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ
อาการของผัสสะต่างๆ ก็จะมาผุดโผล่ขึ้นเป็นระยะๆ
ผุดโผล่มาแล้วเราไม่ตามมัน
ไม่ไปเกิดกับมัน ไม่เอาจิตไปเกิดกับมันอีก ไม่เอา “เรา” ไปเกิดกับมันอีก
นั่นแหละ ก็เรียกว่าเป็นการชำระ
หรือว่าเป็นมรรคประหารไปโดยปริยาย
มันจึงจะเกิดความเบาบางขึ้น ...ไม่ใช่เกิดความหนาแน่น
จริงจัง
หนาแน่น จริงจัง ที่เราพูดเป็นภาษานี่
เราพูดเป็นสมมุติทั้งนั้นนะ ...ถ้าเป็นภาษาจิตที่เข้าไปเห็นน่ะคือเป็นลักษณะจริงจัง
หนาแน่น อะไรอย่างนี้
มันไม่รู้จะพูดยังไงดี พล้อบแพล้บๆ
วูบๆ วาบๆ มันเป็นอาการลักษณะอย่างนี้ ที่มันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
แล้วมันยิ่งเห็นความไม่เป็นชิ้นเป็นอันในการไปการมาของขันธ์นี้มากเท่าไหร่นี่ ...มันยิ่งหาสาระแก่นสารไม่ได้ในขันธ์
หาความเป็นสาระแก่นสารไม่ได้...ในอาการที่มันผุดโผล่ออกมาเป็นระยะๆ
คือนาม คือจิต คือเวทนา คืออารมณ์ คือผัสสะ คือธรรมารมณ์ พวกนี้
แต่ยังไงต้องอยู่ในกรอบกายกับรู้
ไม่งั้นมันจะเข้าซอยเล็กซอยย่อยไปหมด ...รู้อิริยาบถ เห็นอิริยาบถนี่แหละ
จึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีปัญญา
พูดก็พูดง่ายๆ สั้นๆ อย่างนี้แหละ ...ผู้ใดที่รู้อิริยาบถของตัวเองนั่น เป็นผู้ที่มีปัญญาแล้ว
แล้วจะมีปัญญายิ่งต่อไปเอง
เวลาที่ฟังแล้วเราจะสงสัยว่า เอ
ปัญญามันเกิดยังไงวะ ผู้รู้อิริยาบถแล้วเป็นผู้มีปัญญา ปัญญาตรงไหน ...ปัญญาไม่ใช่อย่างที่เราคิดหรอก เพราะปัญญาแปลว่าเห็นตามความเป็นจริง
เมื่อใดที่จิตมันรู้จริง เห็นจริง
กับสิ่งที่ปรากฏจริง นั่นเรียกว่าปัญญา มันเห็นความจริงแล้ว
มันเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่จริงแล้ว นั่นแหละว่าปัญญา
จึงเรียกว่าผู้ที่รู้อิริยาบถ
ผู้ที่เห็นอิริยาบถปัจจุบัน จึงเป็นผู้มีปัญญา ...เพราะเป็นผู้ที่รู้จริง
รู้อยู่กับสิ่งที่มีอยู่จริง ปัญญาก็เกิดตรงที่รู้แล้ว เห็นแล้วนั่น
มันไม่ใช่ปัญญาตามตำราหรือตามภาษาที่เป็นภาษาบัญญัติ
เป็นสมมุติเป็นข้อความอะไร ...ถ้าเห็นอาการที่ปรากฏตามจริงขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เรียกว่าปัญญาก็เกิดตรงนี้แล้ว
ให้เชื่อมั่นลงในปัญญาเช่นนี้ และวิถีแห่งการเกิดปัญญาอย่างนี้
คือการดำรงด้วยสติ อยู่ด้วยสติ อยู่กับศีล เอาสติมาระลึกตั้งมั่นอยู่กับกายคือศีล
อยู่ในแวดวงของศีลสมาธิปัญญาโดยปริยาย
มันไม่แตกออกนอกกรอบของศีลสมาธิปัญญาเลย ...มรรคมันก็อยู่ตรงนี้
ดูกาย...แล้วจะเห็นจิต แต่ดูจิตน่ะมันจะไม่เห็นกาย...มันไม่เหมือนกัน ...ดูกายเห็นจิต ดูกายเห็นธรรม ดูกายเห็นความรู้สึก ดูกายเห็นอารมณ์
ดูกายเห็นกิเลส เห็นหมดแหละ
แต่ถ้าไปดูส่วนอื่นที่ไม่ใช่กาย
จะไม่เห็นกายเลย มันขาดไป กายจะขาดไป ...ถ้าขาดกายก็ขาดความรู้ตัว
ถ้าขาดความรู้ตัวหมายความว่าหลง โมหะ
เพราะอาการนามนี่ เข้าไปจับแล้วไปจดไปจ้องมันนานๆ
นี่จะเกิดโมหะแทรกโดยตลอดเลย
แล้วโมหะคืออะไร เบื้องต้นง่ายๆ ถ้าเราพูดอธิบายว่าโมหะคืออะไร
หลงใช่มั้ย หลง ...แล้วหลงแปลว่าอะไร แปลว่ามันไม่รู้ตัว หลงก็คือไม่รู้ตัว
นั่นแหละโมหะ
เมื่อใดที่ดูอาการใดอาการหนึ่งด้วยความเมามัน
เผลอเพลินน่ะ คือมันไม่รู้ตัว ...นั่นน่ะโมหะแทรกซึมเข้าไปแล้ว ครอบงำแล้ว
แต่ถ้ารู้ตัวอยู่แล้วเห็นทุกอย่าง
จะเห็นเองน่ะ ...แล้วก็เห็นความไม่มีสาระด้วย พร้อมกับอาการที่มันปรากฏน่ะ
เพราะสาระมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ตัว
เพราะนั้นให้อยู่กับความรู้ตัว มากๆ
ทำอะไรก็ให้รู้ตัว รู้อยู่กับตัว แล้วไม่ต้องกลัวหลง ...ถ้ารู้ตัวแล้วไม่หลง
ไม่หลงทาง
ไอ้หลงทางน่ะ คือไปเข้าซอย ซอยเล็ก
ซอยตัน ซอยย่อย นั่นเขาเรียกว่าหลงทาง หลงจากทางมรรค ...แต่ถ้ารู้ตัวแล้วมันไม่หลงทาง
คือมันอยู่ในมรรค
มรรคก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น
ศีลก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น สมาธิก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น ปัญญาก็เจริญขึ้นงอกงามขึ้น
เมื่อมันเจริญงอกงามขึ้นเดี๋ยวมันก็ผลิดอกออกผลเองน่ะ ...ไม่ต้องไปถามว่าเมื่อไหร่จะได้ผล
มันเกิดความบางเบา
เกิดความจางคลาย เกิดความคลี่คลายไปในตัวของมันเอง
(ต่อแทร็ก 9/18)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น