วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/16 (2)


พระอาจารย์
9/16 (551219A)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/16  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ยว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นี่...ดีก็ได้ ชั่วก็ได้  ถ้าไม่มีปัญญา...ส่วนมากก็ลงต่ำหมดน่ะ

ถึงว่าถ้ามันเห็นอย่างนี้แล้วนี่ อย่ามาเอ้อระเหยลอยชายอยู่ ...ขวนขวาย อย่ากลับมาอีก อย่าหาทางกลับมาอีก อย่ามาเกิดกันอีก

เกะกะ เลอะเทอะ ทำไปเรื่อย โง่เง่าเต่าตุ่นแล้วก็อวดหยิ่งผยองลำพอง ว่าเก่ง ว่าดี ว่าใช่ ว่าถูก ว่าเหนือกว่า แข่งกันเหนือกว่ากัน เพื่อศักดิ์ศรี บ้ารึเปล่า ...ดูความบ้าของจิตสิเนี่ย

แต่มันผูกเวรกันเท่าไหร่แล้ว ...เพราะไอ้คนตายนี่มันไม่อโหสิกรรมนะ ...ไม่มีใคร..ในระดับต่ำกว่าพระอรหันต์ไม่มีคำว่าอโหสิกรรมหรอก...ที่เป็นกรรมที่หายกันขาดกัน

มันก็มีความผูกโกรธ ความอาฆาต จองล้างจองเวรกันอยู่นั่น ทีใครทีมันล่ะคราวนี้ ...วนกันอย่างนี้เหมือนวงกลมเลย

นี่เฉพาะคนเดียวนะ ...แล้วเกิดมันไปก่อกับอีกกี่คนล่ะ มันพ่วงกรรมลูกพ่วงลูกช่วงนี่...ไม่รู้จักจบจักสิ้นเลย

การเกิดมาเป็นมนุษย์นี่...ถ้าไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญา ไม่เห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญาเมื่อไหร่  จิตมันก็จะตกต่ำ เหมือนกับน้ำที่ไหลลงที่ต่ำ

มันก็ตกคลั่กลงไปอยู่ในหม้อนรกน่ะ ...มีแต่ความเร่าร้อน ถูกแผดเผาด้วยกิเลส แล้วแต่ว่ามันจะแผดเผาให้ทำอะไร

กิเลสมันแผดเผา ความอยาก ความไม่อยาก ความโกรธ ความรัก ความชัง พวกนี้ ...มันแผดเผาให้เกิดความเร่าร้อน จนต้องทำตามอำนาจของมัน

คราวนี้ว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรม กำลังของสมาธิ ของศีลสติปัญญาแล้วนี่ ...มันทานทนต่ออำนาจของกิเลสไม่ไหวหรอก

ขนาดผู้ภาวนาเองน่ะ ยังทนไม่ค่อยจะได้เลย ยังเป็นเบ๊รับใช้ เป็นข้าทาสบริวารของจิตอวิชชาตัณหาอยู่เลย ...จะไปสาอะไรกับคนที่ไม่รู้ไม่ชี้เรื่องศีลสมาธิปัญญา

ที่ยังรู้สึกว่าศีลสมาธิปัญญา...อยู่ในตำรา อยู่ในบทเรียน อยู่ในวัด อยู่ในพระ อยู่ในคนปฏิบัติ อย่างนี้ มันไม่มีทางที่จะทัดทาน...หรือว่าเกิดมโนสำนึกหิริโอตตัปปะขึ้นมาได้

มันก็ทำไปด้วยอำนาจกิเลสที่แผดเผา เร่าร้อน ...โลกมันถึงร้อนรุ่มทุกหัวระแหง ไม่ว่าที่ไหนที่มีคนอยู่น่ะ ที่นั่นก็ร้อน ไม่ร่มเย็น หาความร่มเย็นสงบสันติไม่ได้

มีที่เดียวที่สันติ...นิพพานัง ปรมัง สันติ ... นิพพานัง ปรมัง สุขขัง  นั่นแหละ มีที่เดียวที่สันติ ...เพราะไม่มีรูปไม่มีนามปรากฏในนั้น ไม่มีเกิดไม่มีดับ

ตราบใดที่ยังมีรูปมีนามอยู่นี่ มันไม่มีความสันติหรอก ...มีแต่การเบียดเบียน อยู่ด้วยการเบียดเบียนกันไปมา กระทบกระแทกกระทั้นกระเทือนกันไปมา เป็นเรื่องของทุกข์ล้วนๆ

เพราะนั้นว่าหลักของการภาวนาก็คือศีลสมาธิปัญญานี่แหละ ...ให้ตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มีศีล...อยู่กับศีลไหม มีกาย...อยู่กับกายไหม นั่นแหละคือศีล

อย่าให้มันออกห่างไกลจากกายปัจจุบัน อย่าให้จิตมันเพลินหายไปจากกายปัจจุบัน ...ถือกายปัจจุบันน่ะเป็นขอบเขตของศีล

แล้วก็รักษากายของตัวเองไว้ ...กายคนอื่นช่างหัวมัน มันจะดี มันจะร้าย มันจะถูก มันจะผิด มันจะเป็นใคร ก็อย่าไปหมายมากเกินไป

เอาแค่ว่าพอเป็นสมมุติว่า นั่นเป็นลูก นั่นเป็นผัว นั่นเป็นพี่ นั่นเป็นน้อง นั่นเป็นเพื่อน ก็พอสมมุติให้เชื่อว่าแค่สมมุติก็พอแล้ว อย่าไปหลงสมมุติจนเกินไป จริงจังเกินไป

มันจะทำให้ละเลยจากงานที่ควรทำของตัวเอง คืองานที่จะต้องมาทำความรู้แจ้งภายในกองขันธ์ห้า มันทำให้เสียงาน เสียเวลา หมดเวลาไปกับสมมุติบัญญัติ

ไปจริงจังในบัญญัติสมมุตินั้นๆ ความเชื่อต่างๆ นานา ...กลายเป็นห่วง กลายเป็นอาลัย กลายเป็นกังวล กลายเป็นวิตก กลายเป็นฟุ้งซ่าน กระจัดกระจายไปมาจับทิศจับทางไม่ถูก

เมื่อใดที่จิตมันแตกกระสานซ่านเซ็นออกไปนี่ หมายความว่าไม่เป็นหนึ่ง ...เมื่อไม่เป็นหนึ่ง มันไม่มีกำลัง ...อยากได้กำลังก็ต้องรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ...หนึ่งไม่ใช่สงบ หนึ่งคือหนึ่งตั้งมั่น

เมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่ง จิตตั้งมั่น มีกำลัง แล้วก็เอากำลังที่เป็นหนึ่งของสมาธิ ...กำลังของสมาธินั้นน่ะ เอามาเพียรอยู่ในปัจจุบันกายปัจจุบันขันธ์ เพื่อทำความแจ้งชัด

อาศัยกำลังของจิตหนึ่งนั่นแหละ มันจึงจะเกิดความแจ้งชัดในขันธ์ห้า  ถ้าไม่มีกำลังของจิตหนึ่งแล้ว มันจะไม่แจ้งชัดในขันธ์ห้าปัจจุบันเลย ...ปัญญาจะไม่เกิดได้เลยถ้าไม่มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

แต่ถ้ายังคิดละเอียดยิบย่อยออกไป ไม่จบ ไม่สิ้น ...จิตมันก็อ่อนปวกเปียก อ่อนแอ ไม่มีกำลัง ไม่มีความรู้ความเข้าใจในตัวของขันธ์ห้าแต่ประการใด

มันก็สอดส่าย แส่ส่ายไปมา ...มีแต่ทุกข์ เป็นทุกข์ ...แล้วก็จะออกจากอาการนั้นก็ออกได้ยาก ไม่กล้าออก ไม่กล้าละ

จริงๆ บางทีก็รู้ว่ามันเป็นกิเลสนะ รู้ว่ามันไม่ดี ..แต่ไม่กล้าออก ไม่กล้าเลิก ไม่กล้าเลิกคิด กลัวอย่างนั้นกลัวอย่างนี้ไป

ต้องเอาให้มันตั้งมั่นให้เด็ดขาดในปัจจุบัน มีศีล เป็นผู้มีศีลเดียวใจเดียว มีกายเดียวใจเดียว ...อย่าไปหลายกาย ทั้งกายนอก แล้วก็กายข้างหน้ากายข้างหลังของเราเอง

เดี๋ยวมันก็แจ้ง เดี๋ยวมันก็จะชัด ...เมื่อใดที่กายชัด รู้ก็จะชัด ใจก็จะชัด ผู้รู้ก็จะชัดขึ้น ...เมื่อมันชัด ต่างคนต่างชัดเจนแล้วนั่นน่ะ ความเป็นจริงก็อยู่ต่อหน้ามันเอง

ไม่ต้องไปค้นหาความเป็นจริงที่ไหนเลย ...ความเป็นจริงก็อยู่เบื้องหน้ามันน่ะ เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่ตั้งอยู่ ซื่อๆ กองหนึ่ง

กายก็เป็นแค่กองหนึ่ง เวทนาก็เป็นแค่กองหนึ่ง ความคิดก็เป็นแค่กองหนึ่ง อารมณ์ก็เป็นแค่กองหนึ่ง ความรู้สึกก็เป็นแค่กองหนึ่ง ผัสสะก็เป็นแค่กองหนึ่ง

ทุกอย่างมันเป็นแค่กอง แค่ก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น ...ไอ้ที่เกินกว่านั้นมันเกินไม่ได้แล้ว

ทำไมมันเกินไม่ได้ ...เพราะจิตมันถูกสติกำกับไว้ให้เป็นหนึ่ง ให้เป็นแค่หนึ่งเดียว ...จิตมันก็รวมตัวเป็นหนึ่ง มันก็ไม่มีอะไรเกินนั้นแล้ว ความจริงก็มีเท่านั้น เท่าที่มันปรากฏ

เมื่อมันเห็นเท่าที่มันปรากฏอยู่เท่านั้นในปัจจุบัน คงความเป็นปัจจุบันจิต ปัจจุบันรู้ กับปัจจุบันเหตุที่ปรากฏเบื้องหน้ามัน

ไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งกาย เหตุแห่งผัสสะ เหตุแห่งอารมณ์ เหตุแห่งความรู้สึกอะไรก็ตาม ...เมื่อมันเห็นเหตุที่ปรากฏซ้ำๆๆๆ ต่อเนื่องไป มันก็เกิดความยอมรับเท่าที่มันปรากฏนี้

เรียกว่าเข้าใจความหมายของคำว่าเป็น ตถตา...มันเป็นเช่นนี้เอง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ เกิดขึ้น ตั้ง ดับเอง ทั้งหมด มันเป็นเช่นนี้เอง มันไม่เป็นอย่างอื่น

ไอ้ที่เป็นอย่างอื่นน่ะ...เพราะจิตเข้าไปว่า เข้าไปหมาย เข้าไปให้ค่า

แต่ถ้าเมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่งมันก็จะเห็นความเป็นตถตา มันเป็นเช่นนี้ คือเกิดขึ้นเองโดยธรรมดา ตั้งอยู่เองโดยความเป็นธรรมดา ดับไปเองด้วยความเป็นธรรมดา มันเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าอะไร

จิตก็เกิดความเข้าใจในธรรม สภาพธรรมที่แท้ ว่าเป็นเช่นนี้เอง ไม่เป็นอื่น ...มันก็คลายออกจากความเห็น ที่ผิด ที่เพี้ยน ที่คลาด ที่เคลื่อน ไปจากธรรมนี้ 

ไม่มีธรรมโน้น ไม่มีธรรมที่นู้น ไม่มีธรรมข้างหน้า ไม่มีธรรมรายละเอียดอื่นๆ ไม่มีธรรมที่อื่น มีแต่ธรรมนี้ธรรมเดียว และก็เท่านี้ 

มีแต่ธรรมนี้และก็เท่านี้ ไม่มีคำว่าเท่าไหน อะไร เท่าไหร่ดี ...ไม่มีจิตออกไปว่า

สมาธิก็ตั้งมากขึ้นๆ มั่นขึ้นๆ รวมขึ้นไป ชัดเจน กระจ่างแจ้งในธรรม มันชัด ...ท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนไปยืนแบมือกลางแดดแล้วก็ดูเห็นเส้นลายมือชัดเจนปานนั้น ความสว่างของจิตตั้งมั่น เป็นหนึ่ง

เพราะนั้นถ้าทุกคนนี่ตั้งใจดำรงองค์มรรคในศีลสมาธิปัญญาอยู่เช่นนี้ ความหลุดพ้นก็บังเกิดขึ้นได้เอง ไม่มาวนเวียนซ้ำซาก เกิดตายไม่จบไม่สิ้น

วันเกิดก็เป็นวันเกิดครั้งสุดท้าย วันตายก็เป็นวันตายครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่มาเกิดใหม่ ไม่มีวันเกิดหลายวัน ...ไอ้นี่พวกเราเกิดกันมานี่ครบ 365 วันแล้วแหละ ไม่ใช่แค่วันนี้วันเดียว

เดี๋ยวก็เกิดมาวันนั้น เดี๋ยวก็เกิดมาอีกวันนี้ มันไม่ได้เกิดวันเดียวหรอก  365 วันนี่มันเกิดมาครบหมดแล้ว ทุกวันน่ะ ไม่รู้ชาติไหนก็ชาติหนึ่ง ...มันสมมุติเอาขึ้นมา

แต่ถ้าจะให้ดีน่ะ ...อย่ามาเกิด  จะได้ไม่ต้องไปจัดงานวันเกิด เปลืองแรงเปลืองเงินเปลืองธุระ ...ตายทีเดียวมันจบไปเลย

นี่ ต้องเด็ดเดี่ยวในองค์มรรค เด็ดเดี่ยวกับศีล เอาศีลเป็นที่พึ่ง เอาศีลเป็นหลัก  ถ้าไม่เอาศีลเอามรรคเป็นหลัก มันก็ล้ม ...เรียกว่านอกจากศีลไปนี่ จะไม่ไปอิงแอบอาศัยมันเลย

ไม่อิงแอบอาศัยความคิด ไม่อิงแอบอาศัยความเห็น ไม่อิงแอบอาศัยอดีตอนาคต ไม่อิงแอบอาศัยตำรา หรือความสุขความทุกข์ใดๆ ที่นอกเหนือจากองค์ศีล

ถ้าเด็ดเดี่ยวในองค์ศีลมากเท่าไหร่...จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมากเท่านั้นแหละ  สัมมาสมาธิก็เกิดขึ้นเหมือน...เงากับตัว มีตัวก็มีเงา มีเงาก็มีตัว ...ศีลสมาธิเป็นเหมือนตัวกับเงา

ให้มันเป็นหนึ่งกันจริงๆ กับปัจจุบันกาย ...อย่าไปอิดออด อย่าไปย่อท้อ อย่าไปอ่อนแอ อย่าไปควาน อย่าไปค้น อย่าไปหาอะไร อย่าไปอิง อย่าไปเอื้อนเอ่ยแอบอ้างอะไร

ทั้งหมดน่ะเป็นอาการของจิตทั้งนั้นแหละ ทางนู้นดี ทางนี้ดี อันนั้นใช่ อันนี้ถูก ไอ้นั่นก็ช่วย ...ไม่เอา 

ศีลก็คือศีล รักษาให้มันจริงๆ จังๆ กายเดียว ศีลหนึ่ง ใจหนึ่ง ...แล้วตัวศีลนั่นแหละมันจะบ่งบอกถึงสภาพความเป็นธรรมที่ปรากฏตามจริง


(ต่อแทร็ก 9/17)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น