พระอาจารย์
9/18 (551219C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – (ถามพระภิกษุที่มากราบและร่วมฟังอยู่ด้วย) ...ท่านที่บวชนี่ จะบวชกี่พรรษา
พระภิกษุ – ยังไม่ได้กำหนดครับ
พระอาจารย์ – บวชแล้วก็ดี
ได้อยู่ในที่ที่มันสงบวิเวก ...หากุฏิเข้าไปอยู่ในๆ แล้วก็อยู่กับตัวเอง
อย่าไปมัวคิด มัวค้น มัวหา ...อยู่กับตัวเอง อยู่กับรู้ อยู่กับกาย อยู่กับปัจจุบัน
อย่าไปเยิ่นเย้อยืดยาวกับอะไร อย่าไปต่อภพต่อชาติด้วยจิต ...ให้มันเหลือแค่สอง
กายกับใจ รู้กับนั่ง รู้กับยืน รู้กับเดิน รู้กับความรู้สึก แค่นั้นน่ะ เอาให้อยู่ ...เอาให้มันอยู่
ถ้าไม่อยู่มันก็ไป จิตมันจะไป ...พอจิตไปนี่เดี๋ยวขันธ์จะไปด้วย
ไปหาที่ที่ดีกว่านี้ ไปหาคนที่อยากจะคุยด้วย ไปหาที่ที่สุขกว่านี้ สบายกว่านี้
ไปหาที่ที่มันจะได้ธรรมดีกว่านี้ ...อย่าไปนะ
ถ้าจิตไป เดี๋ยวกายไป ...แต่ถ้าจิตอยู่...กายอยู่ ...เพราะกายมันไปเองไม่ได้ มันไปไหนเองไม่ได้
เพราะกายมันเป็นธาตุ กายมันเป็นก้อนธาตุ กายมันเป็นมหาภูตรูป มันไม่มีชีวิต
มันเป็นซาก ซากของขันธ์
ไม่ใช่ว่าคนตายเป็นซากศพอย่างเดียว คนเป็นนี่ก็เป็นซาก ...กายก็ยังเป็นซาก แสดงความเป็นซากของมหาภูตรูปที่ไม่มีชีวิตจิตใจแต่ประการใด เพราะนั้นมันไปเองมาเองไม่ได้หรอก
เพราะนั้นให้สังเกตไปเวลาอยู่ไปนานๆ
แล้วมันจะมีความเร่าร้อน ...กายไม่ร้อน...จิตร้อน จิตอยาก จิตไม่พอใจ จิตไม่พอดี
จิตไม่อยู่ นี่...ยายฉิมเริ่มทำงานแล้ว
โยม – เก็บเห็ดแล้ว (หัวเราะกัน)
พระอาจารย์ – เริ่มหาเห็ดแล้ว นั่น ...อย่าให้มันได้ช่อง อย่าปล่อยให้มันเปิดโอกาส อย่าเปิดโอกาสให้มัน
เรียกว่าสำรวมระวังด้วยสติสังวร ...จึงเรียกว่าเป็นอินทรีย์สังวร
คำว่าอินทรีย์สังวรนี่คือ สังวรทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เรียกว่าสังวรไว้ ...สังวรไม่ให้จิตมันเพ่นพ่านออกไปตามช่องทางเหล่านี้
เพราะนั้นลำพังจะจับให้จิตมันอยู่รู้ลอยๆ
ไม่ได้ มันต้องมีที่ตั้ง มันต้องมีหลักให้มันจับ ...ท่านจึงบอกว่ากายนี้แหละเป็นหลักที่มันต้องจับ
ให้จิตมันมาจับอยู่ในกาย
จับอยู่กับกายปัจจุบัน ถือกายเป็นหลัก...หลักจิตหลักใจไว้ ...ท่านเปรียบว่าศีลคือกาย
กายคือศีล ...ท่านเปรียบว่าให้ตั้งใจในศีลนี่เหมือนกับเสาอินทขิล
รู้จักเสาอินทขิลรึเปล่า เสาหลักเมือง ...เสาอินทขิลคือหมายความว่า ฝังลงไปในดินสี่ศอก โผล่ขึ้นพ้นดินสี่ศอก
หมายความว่ามันจะโยกคลอนได้ไหม ด้วยลมฟ้าอากาศ ...ไม่มีทาง
ท่านบอกว่าให้ตั้งหลักของกาย
หลักของศีลสมาธิปัญญานี่ ให้เหมือนตั้งเสาอินทขิลน่ะ
เพราะนั้นถ้ามันตั้ง เอาจิตมาจับอยู่กับกาย...ที่เป็นเหมือนกับหลักที่มันไม่สั่นคลอนเลยนี่ จิตนั้นก็จะแนบแน่นเท่าแผ่นดิน เหมือนแผ่นดิน ไม่หวั่นไหว ไม่เกิดความหวั่นไหวไปตามอาการทั้งหลายทั้งปวง
แต่มันไม่ได้หมายความว่าไม่หวั่นไหวแล้วแผ่นดินจะไม่กระเทือน ... กระเทือน...แต่ไม่ไหว ไม่ตื่นเต้นตกใจ หรือว่ากลัวโลกแตกแล้วก็หาที่มุดหัวนอนใหม่
มันก็มีอาการไหว อาการกระเทือน แต่ว่าไม่ตื่นเต้นตกใจ ดีใจเสียใจ หรือว่าค้นหา
หรือออกตามมัน ...นี่เขาเรียกว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว
เพราะนั้นน่ะ อาการของจิตมันก็จะสำแดง
คอยสำแดงอาการอยู่ตลอด เป็นธรรมดา มองให้เป็นเรื่องธรรมดา ...แต่ไม่ตามมัน ไม่ฟังมัน
ไม่เชื่อมัน
มันจะมีกำลังก็ต่อเมื่ออะไร จิตน่ะ ...ก็ต่อเมื่อมันไปคลุกเคล้าปนเป
หรือว่าสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นภพสำเร็จรูปแล้ว
สมมุติว่ามีข้าว มีต้นหอมผักชี มีหมู มีน้ำมัน
มีกระทะ มีไฟ เห็นมั้ย ยังไม่น่ากิน ยังไม่อร่อย ...แต่อย่าให้ลงมือปรุงนะ
พ่อครัวแม่ครัวหัวป่าก์ลงมือปรุงเมื่อไหร่ ตั้งโต๊ะ น่ากินขึ้นแล้ว
ถ้าได้ชิมนะ ก็ต้องกินจนหมดจานเลย ...เนี่ย เมื่อใดที่ปล่อยให้จิตมันลอยนวล
คิดเยิ่นเย้อจนสำเร็จรูปเป็นฟาสต์ฟู้ดประเภทจานด่วนแล้ว
คือมันสร้างขึ้นมาลอยๆ
แต่ว่ามันสำเร็จรูปแล้วนี่ ...มันจะมีรสชาติ มันเข้าไปเสพรสชาติ มีรสชาติ
มีเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ถอนได้ยาก...จะถอนได้ยาก
ท่านถึงบอกว่าอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด
อยู่กับญาติมิตรน่ะให้ระวังวาจา ปากนี่พาจน คนนี่ ...พูดมาก ก็เรื่องมาก...ทุกข์มาก มากเรื่อง ...อยู่คนเดียว ไม่พูดจากับใครก็ดีแล้ว
ให้จิตมันวิเวก กับกายวิเวก
คือกายเงียบจิตเงียบนั่นแหละ อยู่ด้วยกัน จับคู่กัน ให้เป็นคู่ซี้ ...แต่ถ้าไม่เป็นจิตวิเวกกับกายวิเวก จิตถ้าไม่วิเวกมันจะเป็นขาลุย พาเที่ยว...แล้วก็ชักจูงชักชวนให้กายนี้ไปท่องเที่ยว
แต่ถ้าโอกาสที่กายยังไปท่องเที่ยวไม่ได้ ...มันก็เอากายหลอก กายปลอม คือกายอุปาทาน
หรืออุปาทานขันธ์นั่นแหละ ไปเที่ยวก่อน...ในความคิด ในความจำ
ถ้ายังสนุกไม่พอก็ไปฝันต่ออีก ก็เอากายที่ไม่มี เป็นกายที่ไม่จริง ไปเที่ยว
แล้วก็ตื่นขึ้นมา ตื่นเต้นตกใจ ดีใจ เหาะได้ ...อะไรก็มี เยอะแยะไปหมด สนุกสนานไป
แต่กายจริงยังนอนไม่รู้ชี้อยู่นี่ กายจริงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ...นั่นแหละกายวิเวก
แต่จิตยังไม่วิเวก
สติระลึกไว้กับกาย ผูกไว้กับกาย เดี๋ยวจิตจะค่อยๆ วิเวกขึ้น เป็นหนึ่งขึ้น ...เป็นหนึ่งขึ้นเท่าไหร่ก็วิเวกขึ้นเท่านั้น หนึ่งแค่รู้...หนึ่งแค่รู้
ฝึก...ไม่ฝึกมันไม่ได้ ไม่ทำไม่เกิดขึ้น มรรคไม่เจริญขึ้น ...การปฏิบัติต้องเจริญในองค์มรรค
อยู่ดีๆ มันจะเกิดขึ้นเอง...ไม่มี ...ศีลไม่มี สมาธิไม่เกิด
ปัญญาก็ไม่เกิด
ถ้าไม่ทำ ถ้าไม่ขยัน ถ้าไม่บากบั่น ถ้าไม่อดทน ถ้าไม่ทวน
กลับมาอยู่ในฐาน กลับมาอยู่ในปัจจุบันกาย ...มันไม่มีทางอยู่ของมันเองหรอกจิตน่ะ
ต่อให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ปลอบประโลม ปลอบโยนมันขนาดไหน กูก็ไม่อยู่ บอกให้เลย ...ต้องฝึกสติมากๆ
ระลึกลงที่กายปัจจุบันบ่อยๆ ต่อเนื่อง
ไม่เปิดโอกาส ไม่ปล่อยโอกาสให้จิตมันล่องลอย
เผลอเพลิน หลงใหล ไปมาตามอำเภอใจของมัน ...อย่าไปคิดว่าอยู่คนเดียวจะคิดยังไง
ไปยังไงก็ได้ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น
เมื่อรักษากายด้วยสติไปนานๆ ...ต่อไปมันจะเกิดคำว่าหิริโอตตัปปะภายในขึ้น มันจะระมัดระวังตัวมันเอง
ที่จะไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านเผลอเพลินออกไป
สมัยเราอยู่กับครูบาอาจารย์นี่
เวลาเข้าไปใกล้หลวงปู่ทีนี่ หูย
ควบคุมจิตแบบไม่กระดิกเลย...กลัว ...นี่หิริโอตตัปปะเกิดเพราะกลัวครูบาอาจารย์
แต่พอออกมาจากกุฏิท่านแล้ว โอ๋ย...แทบตาย (โยมหัวเราะกัน) ...มันไม่เกิดเองไง
เห็นมั้ย ต้องอาศัยครูบาอาจารย์เป็นหลักก่อน
แต่พอทำไปเรื่อยๆ แล้วมันเกิดเอง
มันจะเกิดความระมัดระวัง ...แม้จะไม่อยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์
อยู่คนเดียวในป่าก็ยังไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยเลย มันกลัว
ไม่ได้กลัวอะไร
ไม่ได้กลัวบาปอะไร ...กลัวเกิด กลัวเป็นทุกข์ กลัวจะไปสร้างทุกข์ กลัวจะไปก่อทุกข์
กลัวจะเกิดความผูกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ...มันเกิดหิริโอตตัปปะเพราะศีลนี่แหละ
ศีลนี่เป็นตัวให้เกิดหิริและโอตตัปปะ ไม่ให้จิตมันล่องลอยไปมา ...แต่แรกๆ
เราไม่เข้าใจ ก็เพราะกลัวครูบาอาจารย์ท่านรู้ท่านเห็น
ก็เลยกลัวจิตคิดนู่นแวบนี่ ก็ระวัง กดข่ม บังคับ อะไรอย่างนั้นน่ะ
ต้องฝึก...จิตน่ะ
ถ้าไม่ฝึกมันไม่ดีขึ้นมาหรอก มันไม่เป็นจิตที่ควรแก่งาน
จิตขี้เกียจ จิตขี้คร้าน
จิตฟุ้งซ่าน จิตกระจัดกระจายไปมา จิตตำหนิติเตียนผู้คน จิตคิดนู่นคิดนี่
จิตคาดนั่นหวังนี่ จิตหมายนั่นหมายนี่ พวกนี้เป็นจิตที่ไม่ควรแก่งาน
จิตที่ควรแก่งานคือจิตหนึ่ง จิตรู้ จิตเห็น จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง ...เนี่ย
จิตที่พูดมาทั้งหมดนี่คือจิตที่ควรแก่งานแห่งองค์มรรค คือปัญญา
จิตหนึ่ง
จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง จิตหนักแน่น จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่ไปไม่มา จิตหยุด
จิตอยู่ ...พวกเนี้ย ต้องฝึก
โยม – ท่านอาจารย์คะ
ถ้าเป็นจิตที่จะมุ่งนิพพานล่ะคะท่าน ต้องฝึกไหม
พระอาจารย์ – ไม่ต้องฝึก
ไอ้นั่นน่ะอยาก
โยม – ไม่อยาก ...คือตั้งเป้าหมายเอาไว้น่ะค่ะ
พระอาจารย์ – ก็แค่ตั้งก็ตั้งไว้
โยม – ค่ะ ...แต่ก็คือเป็นจิตที่รู้กับปัจจุบันใช่ไหมคะ แล้วมันก็จะเป็นไปเอง
พระอาจารย์ – นั่นแหละ
ให้รู้กับปัจจุบันนั่นแหละ ... เพราะนิพพานก็อยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่อื่น
...แต่ถ้าไปมุ่งนิพพาน ก็หมายความว่ามันอยู่ข้างหน้าแล้ว
โยม – แล้วจะมีลักษณะเป็นแบบไหนหรือเปล่าคะ
พระอาจารย์ – อะไร
โยม – คือจิตลักษณะที่จะมุ่งนิพพาน
ไปนิพพาน ลักษณะเป็นแบบไหน อย่างเนี้ย
พระอาจารย์ – มันก็ยืดออกไปอีก
มันก็ยืดยาวออกไป ...มันมีเวลาข้างหน้าไง เป็นจิตที่มันสร้างเวลาขึ้นมา
นิพพานก็อยู่ข้างหน้า
โยม – ค่ะ แล้วที่เขาพูดบอกว่า
จิตสะอาด จิตสว่าง จิตสงบ แล้วจิตเย็น อย่างนี้จิตใช่ไปอยู่ ณ นิพพานรึเปล่าคะ
พระอาจารย์ – เปล่า อยู่ในปัจจุบันอยู่
โยม – ยังอยู่ปัจจุบัน
แล้วนิพพานก็อยู่ในปัจจุบันเหมือนกัน
พระอาจารย์ – ไม่รู้ ดูเอาเอง
โยม – ต้องขอพระอาจารย์ชี้แนะหน่อยเจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – ก็นี่
บอกแล้วไงอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ ดูเอาเอง อย่าหา ดูไป อย่าคิด
โยม – ค่ะ แต่ก็ต้องตั้งเป้าไว้น่ะค่ะ
เพราะไม่อยากมาเกิดอีกแล้วน่ะเจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – ไม่ต้องตั้งแล้ว พอแล้ว
ดีแล้ว ...ไม่ต้องคิดต่อ อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็ละความคิดทุกความคิด
ละความเห็นทุกความเห็น
โยม – สาธุค่ะ
พระอาจารย์ – ละอดีต ละอนาคต แม้แต่ขณะจิตหนึ่ง ...ถ้าทำอย่างนี้ เดี๋ยวจะหายสงสัยว่านิพพานคืออะไร ต่อไปนิพพานมันก็ไม่อยากไปแล้ว
ไม่ไป จะไม่ไปนิพพานแล้ว ...ก็จะอยู่ในปัจจุบัน
(ต่อแทร็ก 9/18 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น