วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/22 (2)


พระอาจารย์
9/22 (551229C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  9/22  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นน่ะ...ถ้าไม่แก้ “เรา” ถ้าไม่แก้ที่นี้ ถ้าไม่แก้ที่กายนี้...มันแก้ “เรา” ไม่ได้ ...ถ้าแก้ “เรา” ไม่ได้นี่จบเลย จบเห่ ภาวนาไปก็จบเห่ ต่อให้ภาวนาไปจนวันตายก็จบเห่

เพราะเป็นเรื่องของ “เรา” ล้วนๆ ...เป็น “เรา...ผู้ภาวนาดี” เป็น “เรา...ผู้ภาวนาเก่ง” เป็น “เรา...ผู้ภาวนาแบบเอาเป็นเอาตาย” เป็น “เรา...ผู้ที่ภาวนาได้เก่งกว่าคนอื่น”

แล้วก็ผลที่ได้ก็เป็นผล “ของเรา” ทั้งหมดเลย ...แล้วก็ “เรา...เป็นพระอรหันต์” ซะเลย ...เอ้า มี “เรา” เป็นพระอรหันต์อีกนะ พระอรหันต์เป็น “ของเรา” นะ

อ้าว เฮ้ย พระอรหันต์เป็น “เรา” ได้ไงวะ ...เอ้า ไม่สนใจ กูเป็นน่ะ ก็กูเป็นน่ะ ใครอย่ามาว่ากูไม่เป็นนะ กูโกรธ...พระอรหันต์โกรธ อะไรอย่างเงี้ย

เพราะนั้นว่าถ้าแก้ “เรา” ไม่ได้นี่ การปฏิบัติทั้งหมดตลอดสาย จะคลาดเคลื่อนหมดเลย ...ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่บอกว่าสังโยชน์เบื้องต้นต้องละให้ได้...ต้องแจ้ง

การละคือการแจ้ง...ทำความแจ้ง ชัด ชัดเจน...อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็น “เรา” ... “เรา” อยู่ที่ไหน “เรา” คืออะไร

มองกายดูกายไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า “เรา” คืออะไร ...ก็จะเห็นว่า “เรา” คือกายสังขารหนึ่ง “เรา” คือจิตสังขารหนึ่ง

กายคือกาย กายคือมหาภูตรูป กายคือดินน้ำไฟลม กายคือการรวมตัวกันขึ้นของธาตุ ...ลักษณะของธาตุเป็นอย่างไร แข็ง หนัก เบา นิ่ม อ่อน ยืดหยุ่น

นี่ลักษณะของธาตุล้วนๆ เลย มหาภูตรูป ...นั่นน่ะกาย ...แล้ว “เรา” ล่ะ กายเราล่ะคืออะไร ...นี่ มันก็จะค่อยๆ จำแนกธรรมไปเรื่อยๆ ในขณะที่มันดู

แล้วมันก็จะเห็น...อ๋อ อย่างนี้เป็น “เรา”  ...อ๋อ อย่างนี้ไม่ใช่ “เรา” ...แล้ว “เรา” คืออะไร ...มันก็จะจำแนกออก จำแนก "กาย" กับ “เรา” ออก ...จำแนก “กายเรา” กับ "กายจริง" ออก

มันก็จะเห็นชัดเจนขึ้นว่า “กายเรา” คืออะไร กายจริงคืออะไร กายสักกายคืออะไร กายมหาภูตรูปคืออะไร กายปัจจุบันคืออะไร กายอดีตคืออะไร กายอนาคตคืออะไร กายสมมุติคืออะไร กายบัญญัติคืออะไร

มันจะจำแนกอยู่ในกายนี่ ...จิตที่เป็นหนึ่งตั้งมั่น มันยังตั้งมั่นไม่จริง ...ไอ้ตอนที่ตั้งมั่นไม่จริงนั่นแหละ มันจะเห็นอาการแตกตัวของจิต แล้วมันก็พยายามมาระงับให้เป็นหนึ่ง

แล้วมันก็จะเกิดการจำแนกอาการของจิตที่มันแตกตัวออกไปหมายอะไรขึ้นมา ไปสร้างอะไรขึ้นมา ...แล้วมันก็จะเห็นว่า อะไรเป็นความเป็นจริง อะไรเป็นสิ่งที่ไม่จริง

เมื่อมันเห็นชัดเจนแล้วว่า อันนี้จริง อันนี้ไม่จริง ...มันไม่เอาไอ้ที่ไม่จริงไว้หรอก เพราะว่ามันจะเห็นแล้วว่าไอ้ที่ไม่จริงนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่อเนื่อง หรือเป็นสมุทัย

เพราะนั้นการดูอยู่ในที่อันเดียวนี่ มันจึงจะเข้าไปแจ้ง...ทั้งในมรรค คืออริยมรรคมีองค์ ๘ และก็จะแจ้งในองค์ของอริยสัจ ๔ ไปในตัว

เมื่อใดที่จิตแตกตัวออกไปอดีตอนาคต ออกไปที่อื่นที่เกินจากนี้ ล้วนเป็นสมุทัยทั้งสิ้น ...แล้วไอ้ที่อยู่ตรงที่นี้คืออะไร ไอ้ที่ตั้งอยู่ที่นี้คืออะไร

นี่คือทุกขสัจ กายนี้จึงเป็นทุกขสัจที่ปรากฏ ปัจจุบันจึงเป็นทุกขสัจที่ปรากฏ ...มันก็จะแยกอยู่สองส่วนนี้ อ๋อ สมุทัย และที่เนื่องจากสมุทัยคืออะไร นั่นคือทุกข์อุปาทาน

แต่เมื่อใดที่มันเหลือแค่ทุกข์เดียว ความจริงอันเดียว กายอันเดียว มหาภูตรูปเดียว ...ก็จะเหลือแต่ทุกข์อันเดียว แต่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริง เรียกว่าทุกขสัจ 

แล้วมันก็จะแจ้ง...จึงจะไปแจ้งตรงกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า กิจที่พึงกระทำต่อทุกขสัจคือกำหนดรู้...ไม่ใช่ละ ..ไม่ได้ให้ละ ไม่ได้ให้แก้ และไม่ได้ให้หนี...ท่านให้รู้ รู้เฉยๆ

อะไรล่ะให้ละ อะไรล่ะให้จาง อะไรล่ะให้วาง...สมุทัย คืออาการที่เคลื่อนออกไปจากปัจจุบันทุกข์นี้ต่างหาก 

มันก็จะชัดเจนอยู่ในสองตัวนี่...ทุกข์กับสมุทัย ...และผู้ที่กระทำในอาการอย่างนี้ ท่านเรียกว่า...เจริญมรรค 

เห็นมั้ย ถึงบอกว่าในขณะที่แค่รู้กาย รู้ตัว รู้อยู่ที่เดียวนี่ มันแจ้งหมดทั้งอริยสัจ ๔ แจ้งทั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ แจ้งทั้งศีลสมาธิและปัญญา ...มันรวมอยู่ในที่เดียวกัน รู้ที่เดียวนั้นเอง 

ไม่เห็นต้องไปหาความรู้อะไรเลย ไม่ต้องไปเปิดตำราหรือไปไล่ตามหาอริยสัจด้วยการคิดค้นหรือพิจารณา หยิบยกเปรียบเปรยโดยภาษาหรือบัญญัติหรือโดยสมมุติ ...มันไม่เข้าใจหรอก

แต่แค่รู้อย่างนี้ เดี๋ยวมันเข้าใจเองแหละ ...“อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ ไอ้ที่เคยได้ยินได้ฟังมา มันเป็นอย่างนี้จริงๆ แค่นี้เอง” ...นี่ แล้วมันก็จะทิ้งเลย

ทิ้งไอ้ที่เคยจำมาเลย และทิ้งไอ้ที่เคยเชื่อไปตามที่เคยจำมาด้วย ...ไอ้นั่นน่ะเป็นความรู้ที่ไม่จริง มันก็จะทิ้งไอ้ความรู้ที่ไม่จริงไป ...เหลือแค่รู้เดียวๆๆ

มันก็เป็นหมันหมดแล้ว ไอ้ความรู้ที่เกิดจากจิตสังขาร ...แล้วก็รู้สึกว่าเชื่อไม่ได้ หลอกลวง เป็นของหลอกลวง เป็นของที่จะเติมต่อภพและชาติให้ยืดยาวไม่จบสิ้น 

มันก็จะเห็นทุกข์เห็นโทษในตัวของมันเอง ...ทีนี้ล่ะ มันละโดยที่ไม่เสียดาย ไม่อาลัย ไม่กลัวโง่แล้ว ...ยิ่งโง่ยิ่งดี 

มันรู้สึกเลย...รู้อันเดียวสบายดี ไปก็ดี อยู่ก็ดี ไม่ไปก็ดี ...นี่สุคโต เป็นสุคโต เห็นก็ได้ ไม่เห็นก็ได้ รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ไม่เดือดร้อน ...เพราะไม่ได้ตั้งเป้าน่ะว่าจะต้องรู้หรือจะต้องไม่รู้อะไร 

จิตมันก็จะหยุดๆๆ หยุดในตัวของมันเอง ...ยิ่งหยุดในตัวของมันเองเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเห็นชัดเจนในองค์ขันธ์ องค์ทุกข์โดยรวม โดยรอบ

แค่นั้นแหละ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการให้สัตว์มนุษย์ทุกคนน่ะ เห็นขันธ์ห้ามากๆ ...ขันธ์ห้าปัจจุบันนะ

แต่ส่วนมากมันไม่ค่อยเห็นขันธ์ห้าปัจจุบัน มันมักไปเห็นขันธ์ห้าอดีต ขันธ์ห้าอนาคต คือเห็นอุปาทานขันธ์ซะส่วนมาก แล้วก็ไปจดจ้องเอาจริงเอาจัง หาความถูก หาความผิดอยู่ในอุปาทานขันธ์ โดยไม่รู้ตัว

ทำไมถึงไม่รู้ตัว ...ก็เพราะมันไม่อยู่กับตัว มันเลยไม่รู้จักตัวจริง มันเลยไปอยู่กับอุปาทานขันธ์ โดยไม่รู้ว่าไอ้ตัวที่กำลังหา กำลังค้น กำลังพิจารณานั่น มันเป็นอุปาทานขันธ์...ไม่ใช่ตัวจริง เนี่ย

แต่ถ้ามันเห็นก้อนศีลก้อนธาตุก้อนปัจจุบันแล้วนี่ มันจะเห็นเลยว่า...ตัวนี้ตัวขันธ์ ขันธ์ห้าอยู่ที่นี้ ขันธ์ห้าอยู่ตรงนี้ ขันธ์ห้าอยู่เดี๋ยวนี้ 

นอกจากนั้นไปไม่ใช่ขันธ์ห้า เป็นอุปาทานขันธ์ทั้งสิ้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น ...จะไปแก้ทุกข์กับมันได้อย่างไร

เพราะนั้นตัวแก้ทุกข์ ก็คือการละอุปาทานขันธ์นั่นเอง ...คือไม่มีขันธ์อดีต ไม่มีขันธ์อนาคต ไม่เข้าไปมีอดีตอนาคตกับรูปเสียงกลิ่นรสก็ได้

ส่วนมากที่มันมีปัญหาเพราะเราไปมีอดีตอนาคตกับรูปเสียงกลิ่นรส ...แต่ถ้าเราไม่เข้าไปมีอดีตอนาคตกับรูปเสียงกลิ่นรส มันก็มีแค่นั้น มีอันเดียวที่มันกองอยู่ตรงนั้น...แล้วมันก็ดับไป

เห็นมั้ย มันไม่มีอุปาทานขันธ์กับทุกสิ่งเลย ไม่มีอดีตอนาคตกับทุกสิ่ง ...ถ้ามันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าทุกข์กูเริ่มน้อยลงว่ะ กูเริ่มไม่ค่อยแยแสกับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส 

แม้กระทั่งกับตัวกูเอง กับตัวขันธ์กูเอง กูยังไม่แยแสว่าเดี๋ยวข้างหน้ามันจะเป็นยังไง เดี๋ยวกูจะตายยังไง เดี๋ยวกูจะอยู่ยังไง ...มันไม่กลัว 

ก็อยู่ตรงนี้ มันปรากฏยังไงก็รู้แค่นี้ ...เนี่ย เรียกว่าอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันล้วนๆ ...แล้วมันก็จะขยายความเข้าใจโดยรอบโดยรวม แล้วก็จะเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน

คือตอนแรกมันเลิกเชื่อว่าเป็นกายเราก่อน แต่ยังมีเหลือเป็นกาย ...พอมันเพิกถอนความเป็นกายออก ความหมายมั่นว่านี่เป็นกาย เรียกว่ากาย ...มันไม่ได้เห็นแค่เป็นกายแล้ว 

พอมันออกจากความหมายของคำว่ากาย ออกจากความหมายมั่นว่าเป็นกาย ทุกสิ่งเป็นเรื่องเดียวกันหมด คือเป็นเหตุที่ปรากฏเดียวกันหมด ...เป็นธรรม เหลือเป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ

กายก็เป็นธรรม ทุกสิ่งทุกอย่าง...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ทั้งมีวิญญาณครอง ทั้งไม่มีวิญญาณครอง ...เป็นธรรมหนึ่ง เป็นเรื่องเดียวกันหมด แล้วก็ไม่มีค่า เสมอกัน เป็นกลาง

ถ้ามันเป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่มีใครสูงใครต่ำกว่ากันหรอก ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรน่ายินดี ไม่มีอะไรน่ายินร้าย

เพราะนั้นผู้ที่เห็นลักษณะที่เป็นธรรมเดียวกันนั่นน่ะคือพระอนาคามี จึงละราคะและปฏิฆะ ...เพราะว่ามันไม่มีตัวจิตผู้ไม่รู้เข้าไปเปรียบเทียบ ไปหมายว่า นี้และนี้ นี้ไม่เหมือนนี้ นี้เหมือนนี้

เมื่อไม่มีจิตเข้าไปหมายว่านี้เหมือนนี้ นี้ไม่เหมือนนี้ มันจะมีราคะมีปฏิฆะได้ยังไง ...มันไม่มีอดีตมันไม่มีอนาคต เข้าใจมั้ย ...มันมีแค่นี้ นี้ นี้ แล้วก็จบตรงนั้น 

เพราะนั้นราคะไม่เกิด ปฏิฆะก็ไม่เกิด ...จิตมันก็เป็นกลาง มากขึ้นๆๆๆ จนไม่กระดิกเลย ...คราวนี้มันจะไปกระดิกกับอะไรก็ดูเอา 

ตอนนั้นก็เป็นงานของท่านว่า สันดานของจิต สันดาน ...ไม่มีอะไร มันยังหาอีก ก็มันไม่มีอะไรแล้ว มันยังหาอีกล่ะ นั่นแหละ เขาเรียกว่าเข้าไปล้างขันธสันดาน อาสวะที่มันแนบแน่น โดยอยู่ในขันธสันดาน

ขนาดไม่เหลืออะไรเลย มันก็ยังอยู่กับผู้รู้ รู้ก็สว่างไสว ...จิตหยุดแล้ว ขนาดจิตหยุดแล้วนะ ยังไม่จบเลย ...กว่าจะ "เฮ้ย กูมาบ้าอะไรอยู่คนเดียววะนี่" ...นั่นน่ะก็ค่อยลบตัวรู้ทิ้ง ค่อยลบทิ้งไป

แต่เบื้องต้นนี่ต้องรวมตัวผู้รู้ก่อน แล้วอาศัยตัวผู้รู้ ...เหมือนกับเอายาพิษมาล้างยาพิษ เหมือนกับเอาของอย่างหนึ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าของอีกอย่างหนึ่งมาล้างกัน

ต้องอาศัยผู้รู้น่ะไปล้างผู้ไม่รู้ ...แล้วสุดท้ายเมื่อหมดผู้ไม่รู้แล้วนั่น จึงจะทำลายตัวผู้รู้ทีหลัง 

ซึ่งมันไม่ต้องกลัวหรอกเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ...เพราะมันไม่มีอะไรที่จะต้องรู้แล้ว มันหมดเรื่องที่จะต้องรู้แล้ว ...แล้วกูจะอยู่ทำซากทำไม ไม่มีอะไรจะต้องรู้แล้ว เพราะกูรู้หมดแล้ว ...นั่น จิตมันจะรู้เอง

ไม่ต้องวางหรอก ไม่ต้องไปหาวิธีวาง ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายผู้รู้หรอก ...เพราะมันหมดเรื่องจะรู้แล้ว มันไม่ต้องว่าไปตั้งรู้กับอะไรแล้ว หรือต้องไปทำความแจ้งกับอะไรแล้ว

มันแจ้งจนไม่มีที่ให้แจ้งแล้ว มันไม่มีอะไรเหลือแล้ว สามโลกนี่ราบเป็นหน้ากลองแล้ว 

หมายความว่าทะลุ เห็นถึงความเป็นอนัตตาหมดสิ้นแล้ว ...มันก็จะอยู่ด้วยความเคยชินของมันระยะหนึ่ง แล้วมันก็ไม่เห็นความสำคัญในตัวของมัน ...ก็หมดค่าในตัวของมัน

แต่พวกเราตอนนี้...ต้องรวมจิตให้เป็นหนึ่งให้ได้ก่อน จึงจะเป็นจิตที่สมควรแก่งาน


(ต่อแทร็ก 9/23)




วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/22 (1)


พระอาจารย์
9/22 (551229C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เมื่อจิตมันตาย หรือว่าจิตสังขารตาย หรือว่าจิตปรุงแต่งมันหมดกำลังหรือเริ่มตายนี่ ตัวไหนที่มันปรากฏขึ้น...ตัวใจ ตัวใจก็จะเหมือนมีกำลัง หรือมีชีวิตขึ้น

ทำไมถึงเหมือนมีกำลังหรือมีชีวิตขึ้น...ใจนี่...ไม่มีประมาณ ใจไม่มีที่ตั้ง ใจไม่มีสัณฐาน ใจไม่มีรูปร่าง ...ถ้าเปรียบน่ะเหมือนอากาศธาตุ หรือว่าเปรียบก็เหมือนกับความว่าง 

แต่มันมีลักษณะจำเพาะตัวของมันคือ...มีการรู้และเห็น ...มันไม่เหมือนความว่าง ความว่างก็เป็นของตาย แต่ใจรู้และเห็นมันมีในสภาวะ...แต่มันไม่มีตัว

แต่คราวนี้ว่า ไม่รู้ความโง่ชนิดไหน เวลาไหน เมื่อไหร่ ที่มันมีอวิชชานี่มันมาครอบคลุมปิดบัง

คือใจธรรมชาตินี่ไม่เคยอยู่เป็นที่ เพราะธรรมชาติมันไม่มีที่ ไม่มีที่ตั้งด้วย และก็ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ...แต่มันถูกปิดคลุมไว้ซะอย่างแนบแน่น ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย

ทำไมเราถึงบอกเมื่อจิตมันตาย ใจถึงเกิดขึ้นมากขึ้น ...เพราะไอ้ตัวจิตสังขาร โคตรพ่อโคตรแม่มันคืออวิชชา...คือไอ้ตัวที่ห่อหุ้มใจนี่แหละ

เมื่อจิตสังขารหรือว่าจิตที่มันจะไปหมายมั่นข้างหน้าข้างหลัง และก็ไปหาภพ หาความเชื่อ หาสุขหาทุกข์ เข้ามาพอกพูนความมีความเป็นเรา มีเราได้-เราเสีย เรารักษาไว้ได้

ถ้าจิตมันไปทำงานตัวนั้น...มโนกรรมเกิด กายกรรมเกิด วจีกรรมเกิด ...มันได้ผลทั้งดีทั้งร้าย ทั้งได้ดั่งใจ ทั้งไม่ได้ดั่งใจ ผลที่เกิดขึ้นมาก็คือมาพอกมาหุ้มให้มันแน่นขึ้น

แต่พอจิตตาย ...คือมันออกไป...ก็ไม่ทำอะไรตามมัน ...มันก็หมดกำลังในตัวของมันเอง เพราะมันไม่มีอะไรเข้ามาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงอวิชชา

พอมันไม่มีอะไรหล่อเลี้ยง อวิชชามันก็คลายออก หมดกำลัง เหมือนกับมันหมดกำลังในตัวของมันเอง ...เมื่อหมดกำลังมันก็...ไอ้ที่มันรัดแน่นอย่างนี้ มันก็อ่อนตัว

เมื่ออวิชชาอ่อนตัว ธรรมชาติของใจนี่มันไม่มีอะไรมาบังคับหรือควบคุมได้แล้ว มันก็จะเปิดคืนสู่ธรรมชาติเดิม ...มันก็แสดงความเป็นอิสระ กว้างขวางออกโดยธรรมชาติของเขาเอง 

นี่ไม่ใช่ว่าไปทำขึ้นนะ แต่โดยธรรมชาติเขาจะอยู่ไม่ได้ในที่ใดที่จำกัด ...เพราะนั้นความรู้สึกของคนนั้น สัตว์นั้น บุคคลนั้น มันจะรู้สึกถึงความเป็นใจที่ชัดเจนขึ้น รู้ชัดขึ้น 

กรอบของกาย กรอบของขันธ์นี่จะห่างออกไป ...เหมือนกับอะไรบางๆ น่ะ เหมือนกับเป็นฟิล์มหรือเป็นผ้าม่านบางๆ ที่ห่อไว้ มันก็ขยายออก

และเมื่อจิตตายนี่ ใจก็ชัดขึ้น เหมือนกับใจชัดขึ้น เข้าใจมั้ย ...คือความบริสุทธิ์ของใจ ก็แสดงตัวความบริสุทธิ์ภายในชัดเจนขึ้น

แต่เมื่อใดไม่ได้อยู่ในมรรค ทำพูดคิดไปด้วยความไม่รู้ตัว ...ผลของการทำพูดคิดโดยไม่รู้ตัวก็คือการพอกพูนอวิชชา...ความไม่รู้

มันก็จะห่อความไม่รู้มากขึ้น อวิชชาแรงขึ้น หนาแน่นขึ้น จริงจังขึ้นในการกระทำพูดคิดด้วยความไม่รู้ ได้ผลอะไรมาก็ดีใจเสียใจๆ มันก็ห่อขึ้นมาอีก ...อวิชชามีแรงก็รัดๆ รัดใจ

ใจก็ปิดมืดหายไปเลย รู้เห็นก็หาย...รู้อยู่ไหน เคยรู้อยู่ทำไมไม่รู้วะ นั่น เพราะไม่ได้เดินในองค์มรรค เพราะเดินไปตาม...บอกแล้วไง อย่ากระโดดเข้าไปอีกแคมเรือนึงน่ะ ใช่มั้ย เนี่ย

ก็เอาใหม่...ศีลสมาธิปัญญาเป็นที่ระลึก เป็นที่ตั้ง เป็นที่มั่น เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นวิถีของการเดิน ก็เจริญในศีลสมาธิปัญญา ความชัดเจนของใจก็จะเริ่มก่อตัวขึ้น 

นั่นหมายความว่าอวิชชาขณะนั้น ก็คลี่คลายออกไป ...แต่มันยังไม่ตายไง ปัญหาคือมันยังไม่ตายไง เดี๋ยวก็เอาอีกแล้ว สว่างมั่ง ใสมั่ง มืดมั่ง 

เพราะอวิชชามันยังไม่ตาย แล้วเรายังเผลอเพลิน เพลิดเพลิน ...ปัญญามันยังไม่เป็นสมุจเฉท

แต่อาศัยทำไปเรื่อยๆ จางคลายไปๆ แล้วถึงจังหวะนึงก็ขาดๆๆๆ ...พอขาดไป มันเริ่มรวมตัวกันไม่ติดแล้ว อวิชชา เริ่มมีช่องโหว่ช่องว่าง มันไม่สานกันแบบ โหย เป็นลูกโป่งเนื้อเดียวกันอย่างนี้แล้ว

อันนี้ง่ายแล้ว ถึงขั้นนั้นง่ายแล้ว ...นี่พระอริยะ ไม่หวนคืนแล้ว ไม่มีทาง ...พอถึงจุดนั่นปุ๊บนี่ เรียกว่าอวิชชานี่มันจับตัวไม่ติดแล้ว มันไม่สามารถจะมารวมปิดบังมืดได้อีกต่อไปแล้ว

พอถึงจุดที่เรียกว่า...ขาดสิ้น หมายความว่าอวิชชามันขาดสิ้นแล้ว ...คราวนี้เป็นอิสระ 

ถ้าใจดวงนี้ ถ้าใจของผู้นั้นน่ะ ขาดจากอวิชชาแล้วนี่ เป็นธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติเหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง เป็นอมตะธาตุ อมตะธรรมแล้วนี่ จะไม่สามารถมีอวิชชาตัวไหนเข้ามาจับมันได้อีกต่อไป 

ไม่ต้องสงสัยเลยๆ ถึงตรงนั้นแล้วจะไม่สงสัยเลยว่าจะไม่มีอะไรมาจับหรือมาห่อให้เกิดความเป็นสัตว์บุคคลหรือดวงจิตผู้รู้ขึ้นมาอีกดวงนึงได้ ไม่มีแล้ว หมดแล้ว

เพราะนั้นไอ้ตัวดวงจิตผู้รู้นั่นคือใครรู้ป่าว...อวิชชา คืออวิชชามันมารวมดวงจิตน่ะ ให้มันเป็นหนึ่ง ...ไอ้จิตหนึ่งๆๆๆ ที่ว่านั่นแหละ มันอยู่ด้วยอวิชชาห่อมันไว้ มันจึงเป็นหนึ่ง

เพราะนั้น เมื่ออวิชชาหมด ไม่เป็นหนึ่งแล้ว เป็นศูนย์ จะเป็นศูนย์แล้ว ...ศูนย์คือมันไม่มีที่ตั้ง ไม่มีตัวตน ไม่มีอยู่ในอยู่นอกขันธ์...ไม่มี

ขนาดว่าพระอนาคา ขันธ์หมดแล้วนะ ไม่ยึดถือขันธ์ ยังเหลือจิตหนึ่งเลย เหลือจิตที่เป็นเอกอยู่อย่างนั้นน่ะ ...ไอ้เอกอยู่อย่างนั้นนั่นแหละอวิชชา แต่ว่าเป็นอวิชชาที่พร้อมจะถูกทำลายลง กำลังจะทำลายต่อไป

พอทำลายปุ๊บนี่ หมดแล้ว หนึ่งก็ไม่มีแล้ว กลายเป็นสรรพสิ่ง เป็นหนึ่งเดียวกันกับสรรพสิ่ง เหนือสรรพสิ่งในสรรพสิ่ง ...ไม่รู้จะอยู่ตรงไหนแล้ว

พอถึงจุดนั้นหมายความว่าอวิชชาไม่สามารถจะมาจับรวมเป็นดวงจิตผู้รู้ แล้วเอาดวงจิตผู้รู้ไปแทรกซึมอยู่ในธาตุวัตถุ มหาภูตรูปใดมหาภูตรูปหนึ่ง

เพราะไอ้ตัวมหาภูตรูปเขาก็อยู่ของเขาน่ะ ก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับใคร ...ไอ้ดวงจิตผู้รู้นี่แหละ ผู้รู้ที่ยังรู้ไม่จริงนี่ มันเข้าไปสวมทรง แล้วเข้าไปดึงไว้

นี่ ซับซ้อนมาก ละเอียดลึกซึ้งเกินปัญญาหัวไอ้เรืองจะไปนึกถึง กระบวนการของมัน ...ขนาดพระพุทธเจ้ายังบอกเลยว่าอจินไตย

บางคนก็สงสัย อ้าว ถ้ามันรวมกันอย่างนี้ แล้วก็เดี๋ยวเกิดมันมารวมใหม่จะทำยังไง ก็ทีมันอยู่ดีไม่มีอะไรก็ยังมีอวิชชามาจับมันเป็นสัตว์บุคคลนี่ ใช่มั้ย แล้วถ้าเดี๋ยวมันรวมเกิดใหม่อีก ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นล่ะ

อย่าไปสงสัย นี่ พระพุทธเจ้าถึงไม่บอกไงเรื่องการเกิดขึ้นของดวงจิต ว่ามนุษย์เกิดอย่างไร จิตเกิดอย่างไร ...เอาเป็นว่ามันเกิดแล้ว มันถูกรวมแล้ว

ไม่ต้องไปหาว่ามันรวมยังไงวะ แล้วกูจะถูกรวมอีกมั้ย แล้วกูจะปฏิบัติไปทำไมวะนิพพาน ใช่มั้ย เออ เดี๋ยวมันเกิดใหม่ จับมาใหม่...ก็เป็นอีกคนไม่ใช่เราแล้ว เป็นใครก็ไม่รู้อย่างเนี้ย

ไม่ใช่...คือถ้าหลุดแล้วหลุดเลย หมายความว่ามันจะจับอีกไม่ได้แล้ว ...เพราะอะไร ...เพราะไอ้ดวงจิตนี่ อเนกอนันต์ มันมีอยู่แล้ว และไม่ต้องถามว่ามันมีแค่ไหน มันมีแบบไม่มีประมาณเลย 

แล้วไม่ต้องถามว่ามันเริ่มมายังไง ไม่รู้ พระพุทธเจ้าไม่ตอบ ...ไม่ต้องสงสัย เอาว่าตอนนี้เรามี และก็มีจิต แล้วก็มีของเราในจิตอยู่อย่างนี้ แล้วก็ทำลายตัวจิตนี้ ทำลายตัวเราในจิตนี้ 

แค่นั้นแหละหน้าที่ ...จบแล้วจบเลย ไม่ต้องคิดมาก รับรอง ไม่มีอะไรจะมาจับจิตได้แล้ว มันรวมไม่ได้ มันไม่มีความเป็นเราเมื่อเข้าสู่นิพพาน

ต่อให้ว่า เอ มันน่าจะเป็นเราที่ไม่ใช่เราก็ได้นะ ...เออ ไอ้นี่...ฟุ้งซ่าน ไอ้นี่น่ะฟุ้งซ่าน คิดมาก มัวแต่คิด ไม่ได้เข้านิพพานแล้วอย่างนี้ เห็นมั้ย ก็ต้องละออกจากความคิดเหล่านั้น ความสงสัยอย่างนั้น

อย่าไปเชื่อมันจิตน่ะ มันพาให้เสียเวลา พาให้หลงวนอยู่ในอะไรก็ไม่รู้  แล้วมันก็คิดเอง เออเอง...น่าจะเป็น ...เออ น่าจะใช่เว้ย อะไรอยู่อย่างนี้ มันคิดแบบโง่ๆ แล้วก็ยึดมั่นแบบโง่ๆ อะไรก็ไม่รู้ ว่ากันไป

พอคิดซ้ำๆ นานๆ หน่อย 'เอาล่ะโว้ย อย่างนี้แหละใช่แล้ว' ...นั่น เหมือนกับหมออย่างนี้ วินิจฉัยโรคงี้ เออ ยังงี้ๆ อาจจะไม่ใช่เหตุนั้นก็ได้ ...หมอไม่เคยวินิจฉัยเรื่องของกรรมนี่ ใช่มั้ย 

บางทีไปหาหมอ หมอยังบ่น ไม่รู้มันเป็นอะไร ...นี่ หาสาเหตุไม่เจอ แต่ก็พยายามนึกๆ คิดๆ เปิดตำรับตำราแล้วก็เอามารวมกันแล้วก็บอก' น่าจะ' ...ก็แค่น่าจะ สมมุติฐาน แต่ความจริงอาจจะใช่แค่เสี้ยวหนึ่ง

แต่ความเป็นจริงนี่มันลึกซึ้งกว่านั้น ในเหตุปัจจัยนี่ มากมายมหาศาล ...อย่างว่านั่งอยู่นี่ ทำไมถึงนั่งอยู่ได้ 

ไม่ใช่มีแค่กายนะ ไม่ใช่มีแค่จิตนะ ...โลกนี้ยังมี...ผืนดินมันยังไม่แยกออก ลมไม่ได้พัด หลังคายังคุ้มหัวอยู่แดดไม่ส่อง ชั้นบรรยากาศยังมีอยู่ แสงอุลตราไวโอเล็ตยังส่องมาไม่ถึง ...ถึงนั่งได้

เห็นมั้ย แค่นั่งได้นี่...กี่ล้านเหตุปัจจัยแล้ว ไม่ใช่แค่ว่านั่งแล้วก็มีแค่นี้นะ เหตุปัจจัยที่ดำรงแห่งการนั่งอยู่นี่ นับไม่ถ้วนเลย ...แล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่านั่งได้เพราะเรานั่งได้แค่นี้เหรอ...ไม่ใช่

จริงๆ แล้วเหตุปัจจัยมันซับซ้อน เกื้อหนุนกันเป็นลูกระนาดเลย ...ถ้าเกิดแผ่นดินไหวนี่ก็นั่งไม่ได้ ถ้าเกิดลมทอร์นาโดมาตอนนี้ ก็นั่งไม่ได้

เห็นมั้ย ทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัยที่ยังเอื้ออยู่นะเนี่ย มันถึงนั่งได้ ...ไม่ใช่แค่คิดว่าเรานั่งก็นั่งได้เลยนะ เหตุปัจจัยทั้งนั้นเป็นองค์ประกอบให้เกิดการนั่งนี้สำเร็จ

แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถ้าไปคิดมาก ถ้าไปหาเหตุหาผลกับมันนี่...ไม่จบ ...เหมือนกับป่วยอย่างนี้ ถ้าไปนั่งคิดนั่งนึก ...เอ เพราะอะไรวะ จะแก้ยังไงดี...ไม่จบ

มันไม่ใช่แค่ว่าที่เราคิดได้หรอก ไอ้ที่ยังคิดไม่ได้อีกเท่าไหร่ ...อาจจะเคยไปตีหัวพระอริยะเมื่อล้านปีก่อนก็ได้ ใช่มั้ย เป็นเหตุหนึ่ง เป็นปัจจัยหนึ่ง

เอ้า แล้วจะแก้ยังไง ฮึ แล้วมันจะแก้ได้ยังไง ...ไปขอโทษขอโพยรึ ...พอดีเข้านิพพานแล้ว (หัวเราะกัน) ทำยังไงล่ะ ใช่มั้ย 

เราเคยไปฆ่าคนนั้นฆ่าคนนี้ แล้วมันมีเศษกรรมตกค้างทำให้เจ็บตรงนู้นเจ็บตรงนี้ แล้วเราไปขมาตรงไหน พอดีท่านเข้านิพพานไปซะแล้ว จะนิพพานตรงไหนก็ไม่รู้ สมมุติบัญญัติก็ไม่มี

เนี่ย จะไปรู้ทำไม ...รู้ว่าตอนนี้มันป่วย รู้ว่าเวทนาตั้งอยู่ รู้แค่ปัจจุบันที่ปรากฏ ธรรมจำเพาะหน้าแค่นั้น แล้วก็...เออ มันตั้งก็ตั้ง มันไม่ดับก็ไม่ดับ มันมากก็มาก มันน้อยก็น้อย

ท่านบอกให้รู้จำเพาะหน้า รู้จริง รู้แค่จริงๆ อดีตอนาคตอย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ ...จิตน่ะมันชอบหาเรื่องนะ แล้วมันก็เข้าใจว่าไอ้การหาเรื่องนั่นคือ...ปัญญาเยอะ

รู้เรื่องมากแล้วก็จะเข้าใจมากกว่าคนอื่นเขา ...ก็ไอ้เข้าใจมากกว่าคนอื่นเขานั่นแหละคือโง่มากกว่าคนอื่น หลงมากกว่าคนอื่น ถือตัวตนมากกว่าคนอื่น เป็นของเรามากกว่าคนอื่น

เนี่ย มันไม่รู้ในอีกมิติหนึ่งว่า ขณะที่มันรู้มากมันก็มีความถือตัวมาก ...เหมือนเราเรียนสูง มองเห็นเด็กป.4 มันต้องอยู่ระดับนี้ ถ้าคนที่อ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่เป็นเลยก็อย่างนี้

มันรู้สึกเหนือกว่า...เพราะ "เรารู้มากกว่า" ...เพราะมี “เรา” ที่รู้มากกว่า ...ไม่ใช่ความรู้มากกว่า 

ไอ้เพราะ “เรา” รู้มากกว่า นั่นน่ะ มันมีปัญหาตรงนั้น...เพราะ “เรา” เป็นเพราะ “เรา”


(ต่อแทร็ก 9/22  ช่วง 2)