วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 9/11 (2)



พระอาจารย์

9/11 (551122A)

22 พฤศจิกายน 2555

(ช่วง 2)


(ต่อจาก แทร็ก 9/11 ช่วง 1

พระอาจารย์  –  ที่บอกให้รู้ตัวบ่อยๆ ทุกคนน่ะ  เพื่อให้มันเห็นความเป็นจริง มันจะได้เข้าใจ ...จิตมันจะได้เข้าใจ 

เมื่อมันย้ำอยู่ในความเป็นจริง หรือว่ามีสติมัดไว้ ระลึกไว้ ผูกไว้ กับความเป็นจริงในปัจจุบัน...คือกาย  การระลึกก็ระลึกรู้แต่สิ่งที่เป็นความเป็นจริง  แล้วมันก็จะเห็นความเป็นจริง จนเกิดความเข้าใจสภาพที่แท้ของมัน

เมื่อมันเข้าใจสภาพที่แท้จริงของกาย ของตัว ของปัจจุบันแล้วนี่  มันจะเกิดปัญญาที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิขึ้นมา ...เมื่อมันมีปัญญามีสัมมาทิฏฐิขึ้นมาแล้ว ทุกข์ต่างๆ นานามันก็คลาย คลี่คลายลงไปเอง 

มันไม่ได้คลายจากภายนอก ทุกข์มันคลายจากภายใน  ภายในจิตที่มันออกจากความยึดมั่นถือมั่น ออกจากความยึดตัวถือตน ออกจากการเข้าไปเป็นเจ้าของ ออกจากการหมายมั่นน่ะ 

มันจึงจะแก้ทุกข์ได้ ออกจากทุกข์ได้ แล้วก็ไม่เป็นทุกข์อีก...ในเรื่องราวที่มันเคยเป็นทุกข์มาแต่เก่าก่อน หรือจะมาในอนาคตก็ตาม  เพราะมันเข้าใจเหตุที่แท้จริง...การละทุกข์ที่แท้จริงมันละตรงไหน มันละที่ไหน 

เพราะนั้นการละทุกข์ มันละที่ความเข้าใจ  มันต้องเข้าใจ...อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทำอย่างไรถึงเป็นทุกข์ มันก็ละ ... นี่ มันเข้าใจ 

แต่ถ้าไม่มีปัญญา มันไม่เข้าใจเหตุที่เกิดทุกข์ที่แท้จริง  เวลามันละ...มันก็ไม่ได้ไปละที่เหตุให้เกิดทุกข์ที่แท้จริง มันไปละที่ปลายเหตุ ไปละแบบ...เอาความคิดแก้ความคิด เอาอารมณ์แก้อารมณ์ เอาความรู้สึกแก้ความรู้สึก 

อย่างนี้ มันละ มันแก้ที่ปลายเหตุ มันก็เกิดการอลหม่านสับสนไปหมด ฟุ้งซ่าน  จิตใจก็ไม่เป็นระเบียบแบบแผนอะไร อะไรก่อน-หน้า-หลังอะไรไม่รู้  มันแยกแยะอะไรไม่ออกสักอย่างนึง 

มีแต่เรื่องของเรา ตัวของเรา  ดี-ร้าย ถูก-ผิด บวก-ลบ ลบ-บวก อยู่อย่างนั้น  สุข-ทุกข์ คละเคล้ากันอยู่อย่างนั้น ...ดิ้นไม่หลุดเหมือนติดบ่วง เหมือนปลาติดแห 

แล้วก็มานั่งคร่ำครวญกันว่าทรมาน เป็นทุกข์ ...แล้วก็มัวแต่คร่ำครวญโดยที่ไม่ลงมือปฏิบัติ ไม่ลงมือเข้าไปเจริญสติสมาธิปัญญา มันก็ไม่มีประโยชน์โพดผลแต่ประการใดขึ้นมา

ก็ต้องจำไว้ว่า การภาวนาน่ะเป็นไปเพื่อวิถีแห่งการพ้นทุกข์ ออกจากทุกข์ได้...ด้วยปัญญา  ถ้าไม่เกิดปัญญา มันก็ไม่มีทางที่จะออกจากทุกข์ได้ หรือเหนือทุกข์ได้ เหนือรูป เหนือนาม เหนือผัสสะ เหนืออารมณ์ เหนือโลก เหนือความเป็นไปรอบตัวเอง

แต่ละคนน่ะมันก็จะมีสภาวะแวดล้อมของตัวเองอยู่แล้ว...ที่มันดูเหมือนมันบีบคั้นอยู่ แล้วก็อยู่ใต้อำนาจของมัน คืออยู่ใต้มันหมด  มันจะดี มันจะร้าย มันจะถูก มันจะผิด หรืออะไร มันก็ทำให้บีบคั้นให้จิตใจนี่เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา

จนกว่าจะภาวนาจนถึงขีดขั้นที่มีสัมมาทิฏฐิปัญญา เห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นมรรค เห็นผลแห่งการเจริญมรรค คือความดับไปสิ้นไป ของความยึดมั่นถือมั่น ทุกข์ก็คลี่คลายลงไปตามลำดับน่ะ 

อยู่กับทุกข์ได้โดยที่ไม่เป็นทุกข์ อยู่กับสุขได้โดยที่ไม่เป็นสุข ... มันก็อยู่ด้วยความเป็นกลาง เหนือสรรพสิ่ง ที่แวดล้อมขันธ์ห้านี้

เพราะนั้นการที่จะไปแก้สิ่งแวดล้อมที่ล้อมขันธ์ห้านี้ แก้ไม่ถูกหรอก มันแก้ไม่ได้...เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปมา หาหลักเกณฑ์ไม่ได้ หาความแน่นอนไม่ได้ มันไม่เป็นดั่งที่หวัง ดั่งที่คาด 

ถึงคาดไว้แล้ว มันก็ไม่เหมือนอย่างที่คาด  เหมือนก็เหมือนไม่ตรง เหมือนนิดๆ หน่อยๆ  มันมีแต่ความไม่สมดุล มีความบกพร่องของมันอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเอาจิตไปผูกกับสิ่งต่างๆ ด้วยความหมายมั่นยึดถือ หรืออุปาทานที่ไปตั้งเป้าหมายไว้กับอะไรก็ตาม ความเป็นทุกข์ก็มีอยู่ตลอดเวลา ไม่จบไม่สิ้น

ภาวนาน่ะ มันไม่ยากหรอก ...ที่มันยากเพราะว่ามันขี้เกียจทำกัน ขี้เกียจสร้างความรู้ตัว ขี้เกียจระลึกรู้อยู่ที่ตัว มันชอบเผลอ ชอบปล่อย

คุยให้น้อย พูดให้น้อย รู้ตัวให้มาก ... อะไรข้างนอกน่ะให้มันน้อยลง ทำความรู้ตัว รู้ชัดกับตัวเองให้มากขึ้น ให้ต่อเนื่อง ให้ได้ตลอดเวลา 

ถึงแม้มันจะมีอารมณ์ขุ่นมัวอะไร ก็อย่าไปอยู่กับความขุ่นมัว  อย่ามัวแต่ไปคิด อย่ามัวแต่ไปหา อย่ามัวแต่ไปแก้ ...มันคิดหาทางแก้ หาทางเปลี่ยน 

อย่าไปจมอยู่กับอาการพวกนั้น ให้มารู้อยู่กับตัวไว้ ...มันก็จะออกจากอาการได้เป็นระยะ เป็นครั้งเป็นคราว เป็นขณะๆ ไป 

จนมันมีกำลัง จนมันสามารถตั้งมั่นได้โดยไม่ไปคิดแก้คิดหนี คิดเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ หรือคิดห้าม คิดกัน คิดผลักไส หาเหตุหาผล หาถูกหาผิด อะไรพวกนี้ ซึ่งมันมักจะเข้าไปตกอยู่ในอาการอย่างนี้

พอไม่มีเรื่อง ไม่มีผัสสะ อยู่คนเดียว  ก็หลงก็เพลินอีก หายไป ลอยไป อยู่ไหนก็ไม่รู้ ...ก็ต้องฝึกทบทวนตัวเอง อยู่กับตัวเอง รู้ตัวเอง อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าให้มันหาย อย่าให้ตัวหาย อย่าให้กายหาย อย่าให้รู้หาย 

นั่นแหละถึงจะเรียกว่าการภาวนาในชีวิตประจำวัน...ทำต่อเนื่องไป ไม่มีเวลาพักเวลาผ่อนหรอก ... ภาวนา มันจะพัก มันจะหยุดได้ ก็ต่อเมื่อมันหมดกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง หมดความหมายมั่นลงไป

ตราบใดที่จิตยังไม่หมดอวิชชา ตัณหาอุปาทานแล้ว ภาวนายังหยุดไม่ได้ สติก็ยังขาดไม่ได้ ...มันก็ต้องอาศัยความระวังรักษาเนื้อรักษาตัว รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นรากเป็นฐาน 

อย่าไปเชื่อจิตที่ว่า ปล่อยมันไป เดี๋ยวค่อยทำ รอก่อน หมดเรื่องนั้นเรื่องนี้ก่อน อยู่ที่นั้นที่นี้ก่อน ...จิตน่ะมันคอยจะเบียดบังเวลาของการภาวนาไป

อย่าเบื่ออย่าท้อ อย่าคิดว่าแก้อะไรไม่ได้หรอกกับการรู้ตัวแค่นี้เอง ... อดทนไว้ ในอารมณ์ ในกิเลสที่มันอยากจะพลุ่งพล่านอะไรออกไป กิเลสโทสะความเจ้าอารมณ์พวกนี้ 

ต้องอดทนอดกลั้น ...ถ้าไม่อย่างนั้นน่ะ ก็อยู่ใต้กิเลสอยู่ตลอด  เกิดโทสะเกิดหงุดหงิดเมื่อไหร่ก็ชักลากไป อารมณ์มันชักลาก ชักพาไป ให้หลุดเนื้อหลุดตัว หลุดจากกาย หลุดจากใจปัจจุบัน

ใครก็แก้ไม่ได้ มันต้องแก้ตัวเอง ตัวเจ้าของต้องตั้งอกตั้งใจที่จะแก้ตัวเอง ด้วยความรู้ตัว ...จะไปเอาถูกเอาผิดกับอะไร เดี๋ยวมันก็ตายหมดแล้ว ทั้งโลกไม่มีใครเหลือหรอก ตัวเองก็ตาย จะไปเอาอะไรกับมัน 

คนตายแล้วโลกมันก็ยังอยู่อย่างนี้ ไม่ไปไหนหรอก ...ตายอย่างหมดกิเลสดีกว่าตายไปพร้อมกับกิเลส แล้วก็มาเกิดใหม่ ตายไปพร้อมกับความไม่รู้แล้วก็มาเกิดใหม่ 

ให้ตายแบบหมดความสงสัยลังเล ให้ความไม่รู้หมดไปน่ะ


โยม –  พระอาจารย์คะ แล้วอย่างโยมนี่ ยังสามารถทำบริกรรมพุทโธในใจไปด้วย ยังจะเหมาะอยู่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  คือถ้ามันรู้ตัวได้ ก็รู้ตัวเฉยๆ ...ถ้ามันยังรู้ตัวไม่ได้ แล้วก็หายไป ก็บริกรรมพุทโธก็ได้ เป็นอุบาย

โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  แล้วก็ให้รู้ว่า พุทโธอันนึง...รู้อันนึง  ใครรู้พุทโธ ใครว่าพุทโธก็ให้สังเกตด้วย ...ไม่ใช่พุทโธเป็นนกแก้วนกขุนทอง พุทโธเหมือนท่องจำน่ะ 

พุทโธแล้วใครว่าพุทโธล่ะ มันก็ให้เห็นด้วย ให้รู้ด้วยว่า...เออ มีคนว่าพุทโธ มีคนรู้พุทโธอยู่  มีตัวนึงที่รู้อยู่...มีตัวนึงที่ว่าออกมา 

ถ้ามีแต่พุทโธๆ เดี๋ยวก็หลับ เดี๋ยวก็หาย ...แล้วมันจะกลับมารู้ตัวไม่เป็น ไม่รู้จักคำว่ารู้ตัวคืออะไร

เพราะอะไร ...เพราะว่าคำว่ารู้ตัว รู้สึกตัว รู้กายนี่ มันสามารถเอามาใช้ในอิริยาบถปกติได้  พุทโธมันมาใช้ในเวลาปกติไม่ได้ มันทำความต่อเนื่องไม่ได้ในการงาน 

แต่ถ้ารู้ตัวอยู่กับตัวนี่ มันสามารถต่อเนื่อง มีสติได้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน  ไม่ต้องไปแบ่งแยก แตกแยกออกมาว่าอยู่คนเดียวถึงจะรู้ตัวได้อย่างนั้น ...มันสามารถรู้ตัวได้ในทุกที่ ทุกสถานการณ์ ทุกเวลา

อะไรก็ได้ที่จะทำให้กลับมารู้ตัวเป็นน่ะ แล้วก็อยู่กับการรู้ตัวได้นานๆ นั่นน่ะ ทำไปเหอะ  แล้วมันก็ค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นตามลำดับ ...ทำจนรู้จักคำว่าจิตตั้งมั่น จนเข้าใจด้วยตัวของมันเองว่า เนี่ย เรียกว่าจิตตั้งมั่น

มันก็เรียนรู้ว่าจิตตั้งมั่นเป็นยังไง จิตเป็นหนึ่งเป็นยังไง จิตที่หนักแน่นไม่หวั่นไหวเป็นยังไง นั่นน่ะ รู้ตัว...มันจะเข้าใจว่าจิตเป็นหนึ่งคืออะไร 

ไม่ใช่รู้ตัวแบบป๊อบๆ แป๊บๆ ...มันไม่มีทางที่จะเข้าถึงความรู้สึกที่เรียกว่าอันนี้จิตตั้งมั่น จิตแนบแน่น จิตไม่หวั่นไหว จิตหนักแน่น จิตมั่นคง จิตหนึ่ง จิตเอก จิตเป็นสัมมาสมาธิ

คราวนี้ว่ารู้ตัวได้เล็กๆ น้อยๆ ขาดๆ หายๆ แล้วก็มานั่งท้อแท้ว่าไม่ได้ไปไหน ไม่ได้อะไร แล้วก็ขี้เกียจขี้คร้านต่อไป  มันจะเป็นอยู่ตรงนี้  พอมันไม่ได้ผลที่เห็นชัดขึ้นมาก็จะหาทางแก้ หาทางอื่นแล้ว

ให้รู้มันเข้าไปว่า อย่าไปมัวแต่บ่น อย่ามัวท้อแท้ อย่ามัวแต่หวังผล ...เอาจนมันเกิดความรู้ความเข้าใจด้วยตัวของมันเอง ว่าอย่างนี้ รู้ตัวจนเกิดภาวะจิตตั้งมั่นขึ้นด้วยตัวของมันเองน่ะ มันจะค่อยๆ ชัดเจน เข้าใจ 

เมื่อมันตั้งมั่นดีแล้ว มันจึงจะเห็นกาย รู้จักกาย...ในแง่มุมที่มันไม่เคยรู้จักมาก่อน  มันจะเห็นกายรู้จักกาย ในแง่มุมที่จิตไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจมาก่อน

เรียกว่าเป็นแง่มุมที่เป็นความเป็นจริง ...ไม่ใช่แง่มุมหลอกๆ ที่จิตมันเชื่อ ที่จิตมันเคยมีความเห็น ที่คนอื่นเขาเชื่อ ที่คนอื่นเขาเคยมีความเห็น

ก็เรียกว่าเห็นตรงลงไปในกาย ยอมรับในความเป็นกายที่แท้จริงมากขึ้น  มันจึงจะถอดถอนความเห็นผิดในกาย ...เมื่อความเห็นผิดในกายมันหมดไป น้อยไป ความเป็นเรา ตัวเรา ก็น้อยลงไปด้วย 

เมื่อตัวเราน้อยลง เรื่องราวของผัสสะที่มากระทบ มาสัมผัส จิตที่มันจะไปหมายมั่นว่าเป็นเรื่องราวของเรา โดนเรา ตัวเรา มันก็ไม่มี ...เมื่อมันไม่มี ทุกข์มันก็ไม่มี 

ไอ้ทุกข์ที่มันมีอยู่ทุกวันที่วี่นี่ มันเป็นทุกข์มาจาก "ตัวเรา"  เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ...เป็นตัวเราทั้งนั้น เป็นเรื่องของเรา...นั่นแหละ มันจึงเป็นทุกข์

เมื่อมันไม่มีเรื่องของเรา ไม่มีอะไรเป็นตัวเราแล้วนี่ มันจะเป็นทุกข์ยังไง ...เพราะนั้นถึงบอกว่าการที่เห็นกายตามความเป็นจริงแล้ว มันจึงจะออกจากความเป็นเรา  ถ้าไม่เห็นกาย มันจะออกจากเราไม่ได้ 

ถ้าออกจากเราไม่ได้ ก็ออกจากทุกข์ เหนือทุกข์ไม่ได้ ...ทุกเรื่องก็เป็นเรา เขาว่าให้เรา เขาทำให้เรา เขาพูดให้เรา เขาดูถูกเรา เขาชมเรา เขาติเรา เขาเกลียดเรา เขาโกรธเรา เขารักเรา เขาไม่รักเรา 

พวกนี้ ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ...รักก็เป็นทุกข์ เราก็เป็นทุกข์ ...ไม่รักก็เป็นทุกข์ เราก็เป็นทุกข์ ...มีแต่ทุกข์

ทุกข์มันไม่ได้อยู่ที่รักหรือชังอ่ะ ทุกข์มันอยู่ที่เรานั่นแหละ...ไปสร้าง ไปหมาย ตัวนี้ ก้อนนี้ กองนี้ เป็นเรา ทั้งที่ว่าก้อนนี้กองนี้มันเป็นก้อนทุกข์กองทุกข์ ก้อนธรรมกองธรรม ก้อนธาตุกองธาตุ ...มันเป็นก้อนเราที่ไหน 

นี่ มันไม่เห็น จิตมันโง่ จิตไม่มีปัญญา ...แล้วก็มัวแต่ปล่อยให้มันเอ้อระเหยลอยนวลของมันไป ปล่อยจิตปล่อยใจไปตามยถากรรม ...มันจะเข้าใจอะไร มันจะละอะไร มันจะเลิกอะไร มันจะถอดถอนอะไรได้ล่ะ 

มันมีแต่พอกพูนกิเลสน่ะ พอกพูนอารมณ์ ทำตามอารมณ์  ได้อะไรมา ไม่ได้อะไรมา มันก็เก็บไว้ คาไว้ ข้องไวอยู่ภายในนั่นแหละ  ใส่แต้มใส่คะแนนสะสมไป ไม่มีลดน้อยจางคลายลงไปเลย 

ยิ่งอยู่ยิ่งกิเลสหนาขึ้น มันจะอยู่ไปทำไม ตายซะดีกว่า ...อยู่ไปแล้วกิเลสน้อยลงเบาลง...เออ สมควร

ผู้ภาวนาจริงๆ น่ะ  ยิ่งอยู่ยิ่งกิเลสเบาบางลงไป มีคุณค่าแห่งการเกิด ...แต่มนุษย์ทั่วไป อยู่ไปอยู่มา กิเลสมันมากกว่าตอนที่มันเกิดอีก 

ตอนเกิดมาเป็นเด็กกิเลสมันไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่หรอก  ตอนตายสิเต็มตัวเลย เต็มจนนอนตาหลับไม่ลง นอนแล้วคนยังก่นด่าตามหลังอีกต่างหาก ...เห็นมั้ย ตายไปกิเลสมันพอกพูนขึ้นเป็นกองเลย ไม่รู้มันจะเกิดมาทำไม

แล้วมันเกิดมากี่ภพกี่ชาติ กิเลสมันจะพอกพูนขนาดไหน  มันมองไม่เห็นกันรึไง ...แล้วยังปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มันไปตามอารมณ์ ไปตามอำเภอใจ ไปตามกิเลสอยู่อย่างนี้ มีชีวิตตามกิเลส

พอให้มาภาวนานิดๆ หน่อยๆ  มันก็บ่นแล้ว "ยาก ทำไม่ได้" ... อะไรก็ทำไม่ได้ ไอ้นู่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ ไอ้นั่นก็ไม่ถึงเวลา ไอ้นี่ก็ไม่ถึงเวลา เรายังไม่อยู่ในสถานะที่ทำได้ 

อ้างอยู่นั่นน่ะตลอด อ้างไปจนวันตาย แล้วก็สะสมกิเลสไป ตายไปพร้อมกับกิเลสที่ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ...เขาเรียกว่าเกิดมาเพื่อพอกพูน สะสม มันไม่ได้เกิดมาเพื่อขัดเกลา ชำระออก

เพราะนั้นการได้ยินได้ฟังธรรม ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อกระตุ้นตัวเองขึ้นมา  ให้มันขยันหมั่นเพียรขึ้นมา ให้มันเกิดการเข้าไปชำระขัดเกลา 

ไม่ใช่พูดไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ...เดี๋ยวคนพูดก็ตาย คนฟังก็ตายแล้ว แต่ตายไม่เหมือนกัน ...ตายเกิดกับตายไม่เกิดก็ตายไม่เหมือนกัน ตายเกิดน้อยลงกับตายเร็วแล้วเกิดซ้ำมากขึ้น  มันไม่เหมือนกันแล้วแต่ละคน

เพราะนั้นเราจะอยู่ในมนุษย์หมู่ไหนล่ะ หมู่ของปุถุชนหรือหมู่ของอริยะล่ะ มันต่างกัน 

วนเวียนซ้ำซากจนไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรแล้ว โกรธกันไปเกลียดกันมา เกิดใหม่ก็เจอกันอีก  ตอนนี้เราเหนือเขา ชาติหน้าเขาเหนือเรา สลับสับเปลี่ยนกันอยู่อย่างนั้นน่ะ เหมือนงูกินหาง ไม่มีทางออก ไม่มีทางจบหรอก 

ทำไปตามอารมณ์ ทำไปตามกิเลส ...วันนี้เราได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาได้  วันนี้เราเสีย เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาเสีย  เดี๋ยววันหน้าเราเสีย วันนี้เราได้ ...มันสลับสับเปลี่ยนอยู่อย่างนี้ 

เหมือนเล่นเกมเล่นกลกันอยู่อย่างนั้น เป็นกลของกิเลส กลของความไม่รู้ ...หาทางออกซะตั้งแต่หัววัน ตั้งแต่อายุยังน้อย

(ต่อแทร็ก 9/12)




วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 9/11 (1)





พระอาจารย์

9/11 (551122A)

22 พฤศจิกายน 2555

(ช่วง 1)



(หมายเหตุ : แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วง)

พระอาจารย์ –  ฝึก...การฝึกสติก็เพื่อเท่าทัน แล้วก็ละอารมณ์ ...ละไม่ได้ก็อดทนเอา ไม่ไปก่อเวรก่อกรรม 

มันไม่จบไม่สิ้นง่ายๆ หรอก  กรรมก็เยอะอยู่แล้ว ยังไปสร้างกรรมขึ้นมาใหม่ได้ยังไง ...ต้องยอมรับมันให้ได้ ...ไม่ได้ก็อดทนเอา อดทนให้มากที่สุด ทำเฉยๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้น่ะ

เพราะนั้นกรรมไม่หมดง่ายๆ หรอก แล้วความเดือดร้อนใจภายหลังนี่ ใจก็เป็นกลางได้ยาก ... เพราะว่าถึงไม่มีอารมณ์ภายนอก มันก็มีอารมณ์ภายในที่มันตกค้าง เป็นมโนกรรม 

ฝึกภาวนามันต้องมีความตั้งมั่นให้ได้ อยู่กับตัวเอง โดยไม่มีเงื่อนไข ...อย่าไปหาเงื่อนไข อย่าไปมีเงื่อนไข อย่าให้จิตมันมีเงื่อนไขอะไร ...มันไม่ยอมจบหรอก

เรื่องราวน่ะมันจบไปตั้งแต่ที่เห็นที่ได้ยินแล้ว แต่จิตมันไม่ยอมจบ เก็บมาเป็นเรื่อง เก็บมาเป็นความเร่าร้อนอยู่ภายใน  แล้วมันก็หาทางระบายด้วยการไปก่อกรรมใหม่ เพื่อให้ได้ความสะใจ ดีใจ อะไรอย่างนี้ 

มันไม่หายไปไหนหรอก ...มันก็เหมือนกับเอาไฟไปโยนให้คนอื่นเขา เดี๋ยวเขาก็กลับมาโยนให้เรา ซ้ำไปซ้ำมา วนไปเวียนมา

ให้กลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายใจให้ได้ ...ไม่ได้ก็ต้องได้ ไม่มีข้ออ้าง ไม่งั้นน่ะ มันก็จะมีข้ออ้างของกิเลสอยู่เรื่อย

เกิดมาในโลก คนในโลกก็อย่างนี้  ไม่ได้มีถูกใจ ไม่มีดั่งใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก  มันก็เป็นธรรมดาของโลกน่ะ  โลกมันมีกิเลส มนุษย์ก็มีกิเลส เราก็มีกิเลส ต่างคนต่างมีกิเลส ...มันอยู่ด้วยกันน่ะ มันร้อนทั้งนั้นแหละ 

ไปแก้คนอื่นหรือไปห้ามคนอื่นไม่ได้  ใครจะทำอะไรมันก็ทำไปด้วยความไม่รู้ ตัวเราเองก็ทำไปด้วยความไม่รู้  มันก็พอกัน ...คราวนี้ว่าใครมันจะมีปัญญามากกว่ากัน พอที่จะหยุดไฟที่มันจะสาดใส่กัน

กิเลสคือความเร่าร้อน ...ถ้ามันร้อน ต่างคนต่างร้อนกันไป มันก็ไหม้ลุกลามไป  แต่ถ้าเขาร้อน เราไม่ร้อน ถึงร้อนอยู่ภายในก็ไม่ไปเหวี่ยง ไม่ไปใส่ ไม่ไปโหมกระพือให้มัน ...มันก็ค่อยๆ มอดลงไปเอง 

อดทนไว้ ...มันก็มีความมอด มีความดับไปในตัวของมันเองอยู่แล้ว ทุกอย่างทุกประการ 

ยังคงเหลือไว้แค่สัญญา ...ก็คอยชำระล้างไป ด้วยความอดทนอดกลั้น สัญญามันก็จางคลายไปเอง ความหมายมั่นในสัญญามันก็ค่อยๆ จางไป

แต่ว่าผลที่ได้มันอาจไม่ได้อะไรที่ดีใจ พอใจ  แต่มันจะเกิดปัญญา เห็นความเป็นจริง...ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิดมีดับ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับเป็นธรรมดา  นั่นน่ะจิตที่มันเห็นความเป็นธรรมดาของการเกิดเอง ดับเอง 

นั่นแหละ ปัญญาก็เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จิตใจมันก็ไม่แส่ส่ายไปวุ่นวี่วุ่นวายกับภายนอก กับเรื่องราว กับสัตว์บุคคล กับกริยาอาการของสัตว์บุคคล กับวัตถุข้าวของ กับเหตุการณ์ 

มันก็มีความร่มเย็นมากขึ้นอยู่ภายใน เป็นความสงบเย็น ความรอบรู้ในธรรม ความเห็นชัดเจนในธรรม ในขันธ์ ในโลก มันก็เริ่มชัดเจนขึ้น

แต่ถ้าจิตไม่สงบเย็น มีแต่ความเร่าร้อน แล้วคอยลุกคอยกระพืออยู่ตลอด มันไม่เห็นอะไรหรอก  มันเห็นแต่เรื่อง มันคอยหาแต่เรื่อง จิตน่ะ  มันคอยจะหาแต่เรื่องทุกข์ ...มันไม่ยอม 

จิตมันไม่ยอม มันมีมานะในตัวของมัน มีความถือตัวถือตน ถือหน้าถือตา ยึดหน้ายึดตา ยึดเรายึดเขาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตัวจิตน่ะ ...ถ้าไปปล่อยให้มันแส่ส่ายไปตามอำนาจตามอำเภอใจของมันน่ะ ไม่มีทางจะชำระปัดเป่าความไม่รู้ภายในออกไปได้

เพราะนั้นการฝึกภาวนา ไม่ใช่ฝึกภาวนาเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นภาวนาเท่านั้น  ภาวนาเพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองน่ะแหละ ให้จิตใจนี่มันสูงขึ้น สูงจากอารมณ์ เหนืออารมณ์ เหนือกิเลส เหนือเรื่องราว เหนือโลก 

นั่นแหละ การฝึกมันก็ต้องพัฒนาให้จิตใจมันสูง  ไม่ใช่ให้จิตใจมันต่ำลง อยู่ใต้อำนาจของกิเลส ต่ำลงอยู่ใต้อำนาจของรูปเสียงกลิ่นรสภายนอกอย่างนี้

เพราะนั้นเวลาทำอะไรไปตามกิเลสตามอำเภอใจแล้วนี่ เวลามันเสร็จสิ้นไปแล้ว สุดท้ายก็มาเสียใจภายหลัง เกิดความกังวล เกิดความกลัว 

ผลที่กระทำมา ทั้งที่ตั้งใจ ทั้งที่ไม่ตั้งใจ มันมีผลทั้งนั้นแหละ การกระทำไปด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่ ... จึงต้องฝึก ต้องมีการฝึกอยู่ตลอดเวลา ด้วยความอดทนอดกลั้น

ไม่มีใครเขาเห็นใจเราหรอกในโลกนี้ ต่างคนต่างเห็นแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักอยู่แล้ว  เมื่อมีการกระทบกันมันก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา 

ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิดหรอก เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น ทำตามอารมณ์ ...แล้วเราก็ทำตามอารมณ์เหมือนเขารึเปล่า  ก็แค่นั้น ...มันก็พอกัน

เพรานั้นในแต่ละวันน่ะ ถึงแม้จะเจริญสติรู้เนื้อรู้ตัวไม่ได้ตอนเวลาปกติเวลาทำงานนี่ เวลากลับบ้านมา ก็ให้นั่งสมาธิซะบ้าง ต้องมีการนั่งในรูปแบบ เพื่อฝึกจิตใจให้มันเข้มแข็งมั่นคง ทุกวัน ไม่ให้ขาด


โยม –  หมายถึงหนูหรือคะ นั่งสมาธิ

พระอาจารย์ –  อือ

โยม –  นั่งได้แล้วหรือคะ

พระอาจารย์ –  ต้องนั่ง ถ้าไม่ทำน่ะ ปล่อย  ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่หรอก มันก็ต้องฝึกทรมานจิตตัวเองซะบ้าง

โยม –  นั่งนี่คือต้องภาวนามั้ยคะ

พระอาจารย์ –  นั่งเฉยๆ นั่งรู้ตัว ไม่ต้องไปขยับเขยื้อน ทำความรู้ตัว ไม่ปล่อยให้จิตมันลอยไปลอยมา ทำความรู้สึกที่ตัวให้ได้...ในช่วงเวลานึง 

ครึ่งชั่วโมง-หนึ่งชั่วโมงก็ทำไป ...จะดูลม จะดูกาย จะดูอะไรก็ได้ที่เป็นส่วนของกาย ...ดูความรู้สึกในกาย มากๆ มันจะได้มีจิตที่ตั้งมั่น มั่นคงบ้าง เป็นฐาน

เพราะว่าเวลาทำงานแล้วมันจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวกันหมดน่ะ ไม่ได้ใส่ใจสนใจที่จะกลับมารู้ตัวกันเลย   ...มันก็เลยใช้ชีวิตอยู่ไป ทำอะไรไป พูดไป คิดไป ตามอำนาจของกิเลสทั้งนั้นน่ะ ไม่มีสติคอยระวังรักษาการกระทำ กายวาจาใจทำพูดคิดอะไรก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

จิตน่ะ ถ้าไม่อบรม ถ้าไม่ขัดเกลามันน่ะ มันไม่มีทางดีขึ้นมาเองหรอก ...มันไม่ใช่เหมือนผลไม้ ที่อยู่ไปนานๆ แล้วมันก็สุกเอง ไม่ต้องทำอะไรมันก็สุกเอง 

จิตน่ะไม่มีทางสุกเองหรอก ไม่มีทางดีขึ้นเองได้หรอก  มันต้องฝึก ต้องขัดเกลา ...จะมาแค่รู้แค่เข้าใจเพียงได้ยินได้ฟังเท่านี้ มันไม่สามารถจะพัฒนาจิตขึ้นมาได้หรอก 

มันก็ต้องมีช่วงเวลาที่มันต้องจริงจัง ...ในหนึ่งวัน 24 ชั่วโมง...หนึ่งวันนี่ แค่นั่ง เดินจงกรม สักหนึ่งชั่วโมงนี่มันไม่เสียหายอะไรหรอก แบ่งเวลามาฝึกจิตซะบ้าง ให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน

เพราะลำพังการใช้ชีวิตการดำรงชีวิตอยู่กับการทำงานนี่  มันไม่มีความขวนขวายในการเจริญสติสักเท่าไหร่ ...มีแต่ความปล่อยให้มันไหลไปตามความคิดตามอารมณ์...ลอย 

มันก็ไปจมปลักจมแช่อยู่กับความขุ่นมัว มีแต่ความเศร้าหมองทั้งวี่ทั้งวัน หงุดหงิดรำคาญใจ ...แล้วก็ไปอยู่อย่างนั้น มันออกจากอารมณ์ไม่ได้  เพราะมันไม่มีฐานของสติ ของการระลึกรู้ เท่าทัน

เพราะนั้นเวลากลับมาอยู่ส่วนตัว อยู่ในห้องในหับก็ต้องฝึกในรูปแบบซะบ้าง  มันจะได้รู้จักว่า “รู้” อยู่ที่ไหน  รู้ตัว... “ตัว” อยู่ที่ไหน “รู้” อยู่ที่ไหน  มันจะได้เอาไปใช้ได้ เวลาอยู่ในสถานการณ์คับขัน หรือสถานการณ์ที่เป็นกิจวัตรน่ะ

ไม่อย่างนั้นน่ะ ไปเรียกหาความรู้ตัวในขณะทำงาน ขณะประกอบอิริยาบถปกตินี่  มันหาความรู้ตัวไม่เจอ เจอก็ไม่นาน เจอก็ไม่ชัดเจน ...มันไม่มีความชัดเจน 

ก็อาศัยนั่งสมาธิไป ดูความชัดเจนของ...ตัวอยู่ไหนรู้อยู่ไหน กายอยู่ไหนรู้อยู่ไหน  อันไหนเป็นกาย...อันไหนเป็นรู้  อันไหนเป็นตัว...อันไหนเป็นความรู้สึกในตัว อันไหนเป็นความคิดอันไหนเป็นรู้ว่าคิด อย่างนี้ ...เพื่อให้เกิดความชัดเจน แล้วเอาไปใช้เวลาอยู่ในอิริยาบถปกติ

เพราะลำพังถ้าทิ้งรูปแบบแล้วก็ปล่อยให้จิตลอยไปลอยมาในอิริยาบถปกติ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ...ถึงจะรู้ถึงจะเข้าใจว่าวิถีคืออะไร การภาวนาที่แท้จริงคืออะไร  แต่มันไม่สามารถเอาไปทำได้ ...ถ้ามันเอาไปทำไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ ฟังไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็ได้แค่จำ

มันมีความรู้อยู่หลายแบบ รู้คิด รู้จำ แล้วก็รู้จริง ...ส่วนมากน่ะมันจะไปรู้คิดกับรู้จำ  รู้นอกรู้ออกไปนี่คือรู้คิดรู้จำ ... แต่รู้จริงน่ะไม่ค่อยรู้

เพราะนั้นสติที่แท้จริงคือมันจะต้องเกิดการระลึก...แล้วกลับมารู้จริง ... จริงคืออะไร จริงคือปัจจุบัน จริงคือกาย จริงคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ...ถ้ารู้จริงก็คือ อะไรที่มันนั่งอยู่ตรงนี้ มันปรากฏอยู่จริงนี่ เขาเรียกว่ารู้จริง...รู้อยู่ที่ของจริง

เพราะนั้นถ้ารู้จริงนั่นแหละจะเกิดความรู้แจ้ง ...แต่รู้จำรู้คิดน่ะมันไม่รู้  รู้จำกับคิดน่ะมันไม่ใช่ความจริง มันเป็นแค่สังขารปรุงแต่ง ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีอะไรเป็นสาระ จับต้องไม่ได้ 

เพราะนั้นมันก็ไม่เกิดความรู้แจ้งได้จากความรู้จำและรู้คิด ...มันมีแต่ทุกข์ มันมีแต่เรื่อง มันมีแต่อารมณ์ตามมา มันมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น มันมีแต่ความถือเนื้อถือตัว ยึดตัวยึดตน ถือเราถือเขา อยู่ในรู้จำกับรู้คิดนั่นแหละ

แต่ถ้ารู้จริงแล้วมันก็จะไม่มีรู้จำกับรู้คิด ...ถึงจะมีก็ไม่สนใจ ให้สนใจอยู่ที่รู้จริง รู้กับความเป็นจริงในปัจจุบัน...โดยในที่นี้ก็คือตัวหรือกายนี่แหละเป็นหลักของปัจจุบัน 

เพราะนั้นถ้ามันรู้ความจริง หรือว่ารู้จริงอยู่บ่อยๆ นี่  ปัญญามันก็จะเกิดตรงที่รู้จริง ...ไม่ใช่รู้จำหรือรู้คิด

นั่นไม่เกิดปัญญาหรอก ถึงเป็นปัญญาก็เป็นปัญญาหลอกๆ เป็นปัญญาที่จะทำให้เกิดมานะทิฏฐิ ถือเนื้อถือตัว ถือถูกถือผิด ดีร้าย อะไรประมาณนั้น ...แล้วพวกเราก็ใช้เป็นกันอยู่แค่รู้จำกับรู้คิดน่ะ รู้จริงน้อย แต่ละคน 

ที่ให้ฝึกกันนี่...คำว่ารู้ตัว คือให้มันมารู้กับความเป็นจริง  อะไรมันนั่ง สิ่งที่นั่งอยู่นี่ปรากฏอยู่จริง แล้วจริงยังไงล่ะ ...มันยังไม่เข้าใจ 

เอาจนมันรู้จริงเห็นจริง จนมันเข้าใจว่าไอ้ที่นั่งอยู่นี่คืออะไร ตัวนี้คืออะไร มันเป็นใคร มันเป็นของใคร หรือมันไม่ได้เป็นใคร ไม่ได้เป็นของใคร ...นี่ก็เรียกว่าเมื่อรู้ความจริงมันจะเกิดความแยบคาย ลึกซึ้ง ชัดเจน ในความจริงที่ตั้งอยู่เดี๋ยวนี้

จิตที่มันโง่เง่าเต่าตุ่น โง่เขลาเบาปัญญา แล้วมันก็ไปเชื่อตามที่มันรู้คิดรู้จำนี่ มันก็หายไป คลายไป ...ไอ้ความที่รู้คิดรู้จำนี่ มันเป็นรู้ที่เรียกว่าเกิดมิจฉาทิฏฐิ มันเห็นผิด มันเกิดความเห็นที่ผิดๆ เกิดความเชื่อผิดๆ มันจึงเป็นทุกข์ 

คนไม่มีปัญญา มันก็พยายามเอาความคิด เอาความจำมาแก้ แก้ด้วยความคิด แก้ด้วยการกระทำ มันก็ยิ่งสับสน  เดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็หายทุกข์ เดี๋ยวก็ทุกข์มากขึ้น หาความแน่นอนไม่ได้

แต่เมื่อรู้จริงบ่อยๆ แล้ว รู้จำรู้คิดมันจะจางลงไป  การแก้ปัญหาด้วยการจำและการคิดนี่ มันก็จะน้อยลง ...มันก็จะแก้ปัญหาด้วยการรู้อยู่ที่ความเป็นจริงในปัจจุบัน ความสงบร่มเย็นก็เป็นผลมา ไม่ได้เกิดเป็นทุกข์ 

ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ สังเกตดูสิ จำได้ในอดีตในอนาคตน่ะ ยิ่งทุกข์ขึ้นไปอีก ...เคยทำดี เคยทำไม่ดีกันมา  มันเปลี่ยนไปอย่างนั้น มันไม่เหมือนเดิม อะไรอย่างนี้...เป็นความรู้ที่เกิดจากความจำการคิด มันพาให้เกิดความเร่าร้อน เศร้าหมอง ขุ่นมัว


(ต่อแทร็ก 9/11 ...ช่วง 2)