วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 9/11 (1)





พระอาจารย์

9/11 (551122A)

22 พฤศจิกายน 2555

(ช่วง 1)



(หมายเหตุ : แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วง)

พระอาจารย์ –  ฝึก...การฝึกสติก็เพื่อเท่าทัน แล้วก็ละอารมณ์ ...ละไม่ได้ก็อดทนเอา ไม่ไปก่อเวรก่อกรรม 

มันไม่จบไม่สิ้นง่ายๆ หรอก  กรรมก็เยอะอยู่แล้ว ยังไปสร้างกรรมขึ้นมาใหม่ได้ยังไง ...ต้องยอมรับมันให้ได้ ...ไม่ได้ก็อดทนเอา อดทนให้มากที่สุด ทำเฉยๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้น่ะ

เพราะนั้นกรรมไม่หมดง่ายๆ หรอก แล้วความเดือดร้อนใจภายหลังนี่ ใจก็เป็นกลางได้ยาก ... เพราะว่าถึงไม่มีอารมณ์ภายนอก มันก็มีอารมณ์ภายในที่มันตกค้าง เป็นมโนกรรม 

ฝึกภาวนามันต้องมีความตั้งมั่นให้ได้ อยู่กับตัวเอง โดยไม่มีเงื่อนไข ...อย่าไปหาเงื่อนไข อย่าไปมีเงื่อนไข อย่าให้จิตมันมีเงื่อนไขอะไร ...มันไม่ยอมจบหรอก

เรื่องราวน่ะมันจบไปตั้งแต่ที่เห็นที่ได้ยินแล้ว แต่จิตมันไม่ยอมจบ เก็บมาเป็นเรื่อง เก็บมาเป็นความเร่าร้อนอยู่ภายใน  แล้วมันก็หาทางระบายด้วยการไปก่อกรรมใหม่ เพื่อให้ได้ความสะใจ ดีใจ อะไรอย่างนี้ 

มันไม่หายไปไหนหรอก ...มันก็เหมือนกับเอาไฟไปโยนให้คนอื่นเขา เดี๋ยวเขาก็กลับมาโยนให้เรา ซ้ำไปซ้ำมา วนไปเวียนมา

ให้กลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายใจให้ได้ ...ไม่ได้ก็ต้องได้ ไม่มีข้ออ้าง ไม่งั้นน่ะ มันก็จะมีข้ออ้างของกิเลสอยู่เรื่อย

เกิดมาในโลก คนในโลกก็อย่างนี้  ไม่ได้มีถูกใจ ไม่มีดั่งใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก  มันก็เป็นธรรมดาของโลกน่ะ  โลกมันมีกิเลส มนุษย์ก็มีกิเลส เราก็มีกิเลส ต่างคนต่างมีกิเลส ...มันอยู่ด้วยกันน่ะ มันร้อนทั้งนั้นแหละ 

ไปแก้คนอื่นหรือไปห้ามคนอื่นไม่ได้  ใครจะทำอะไรมันก็ทำไปด้วยความไม่รู้ ตัวเราเองก็ทำไปด้วยความไม่รู้  มันก็พอกัน ...คราวนี้ว่าใครมันจะมีปัญญามากกว่ากัน พอที่จะหยุดไฟที่มันจะสาดใส่กัน

กิเลสคือความเร่าร้อน ...ถ้ามันร้อน ต่างคนต่างร้อนกันไป มันก็ไหม้ลุกลามไป  แต่ถ้าเขาร้อน เราไม่ร้อน ถึงร้อนอยู่ภายในก็ไม่ไปเหวี่ยง ไม่ไปใส่ ไม่ไปโหมกระพือให้มัน ...มันก็ค่อยๆ มอดลงไปเอง 

อดทนไว้ ...มันก็มีความมอด มีความดับไปในตัวของมันเองอยู่แล้ว ทุกอย่างทุกประการ 

ยังคงเหลือไว้แค่สัญญา ...ก็คอยชำระล้างไป ด้วยความอดทนอดกลั้น สัญญามันก็จางคลายไปเอง ความหมายมั่นในสัญญามันก็ค่อยๆ จางไป

แต่ว่าผลที่ได้มันอาจไม่ได้อะไรที่ดีใจ พอใจ  แต่มันจะเกิดปัญญา เห็นความเป็นจริง...ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิดมีดับ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับเป็นธรรมดา  นั่นน่ะจิตที่มันเห็นความเป็นธรรมดาของการเกิดเอง ดับเอง 

นั่นแหละ ปัญญาก็เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จิตใจมันก็ไม่แส่ส่ายไปวุ่นวี่วุ่นวายกับภายนอก กับเรื่องราว กับสัตว์บุคคล กับกริยาอาการของสัตว์บุคคล กับวัตถุข้าวของ กับเหตุการณ์ 

มันก็มีความร่มเย็นมากขึ้นอยู่ภายใน เป็นความสงบเย็น ความรอบรู้ในธรรม ความเห็นชัดเจนในธรรม ในขันธ์ ในโลก มันก็เริ่มชัดเจนขึ้น

แต่ถ้าจิตไม่สงบเย็น มีแต่ความเร่าร้อน แล้วคอยลุกคอยกระพืออยู่ตลอด มันไม่เห็นอะไรหรอก  มันเห็นแต่เรื่อง มันคอยหาแต่เรื่อง จิตน่ะ  มันคอยจะหาแต่เรื่องทุกข์ ...มันไม่ยอม 

จิตมันไม่ยอม มันมีมานะในตัวของมัน มีความถือตัวถือตน ถือหน้าถือตา ยึดหน้ายึดตา ยึดเรายึดเขาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตัวจิตน่ะ ...ถ้าไปปล่อยให้มันแส่ส่ายไปตามอำนาจตามอำเภอใจของมันน่ะ ไม่มีทางจะชำระปัดเป่าความไม่รู้ภายในออกไปได้

เพราะนั้นการฝึกภาวนา ไม่ใช่ฝึกภาวนาเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นภาวนาเท่านั้น  ภาวนาเพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองน่ะแหละ ให้จิตใจนี่มันสูงขึ้น สูงจากอารมณ์ เหนืออารมณ์ เหนือกิเลส เหนือเรื่องราว เหนือโลก 

นั่นแหละ การฝึกมันก็ต้องพัฒนาให้จิตใจมันสูง  ไม่ใช่ให้จิตใจมันต่ำลง อยู่ใต้อำนาจของกิเลส ต่ำลงอยู่ใต้อำนาจของรูปเสียงกลิ่นรสภายนอกอย่างนี้

เพราะนั้นเวลาทำอะไรไปตามกิเลสตามอำเภอใจแล้วนี่ เวลามันเสร็จสิ้นไปแล้ว สุดท้ายก็มาเสียใจภายหลัง เกิดความกังวล เกิดความกลัว 

ผลที่กระทำมา ทั้งที่ตั้งใจ ทั้งที่ไม่ตั้งใจ มันมีผลทั้งนั้นแหละ การกระทำไปด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่ ... จึงต้องฝึก ต้องมีการฝึกอยู่ตลอดเวลา ด้วยความอดทนอดกลั้น

ไม่มีใครเขาเห็นใจเราหรอกในโลกนี้ ต่างคนต่างเห็นแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักอยู่แล้ว  เมื่อมีการกระทบกันมันก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา 

ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิดหรอก เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น ทำตามอารมณ์ ...แล้วเราก็ทำตามอารมณ์เหมือนเขารึเปล่า  ก็แค่นั้น ...มันก็พอกัน

เพรานั้นในแต่ละวันน่ะ ถึงแม้จะเจริญสติรู้เนื้อรู้ตัวไม่ได้ตอนเวลาปกติเวลาทำงานนี่ เวลากลับบ้านมา ก็ให้นั่งสมาธิซะบ้าง ต้องมีการนั่งในรูปแบบ เพื่อฝึกจิตใจให้มันเข้มแข็งมั่นคง ทุกวัน ไม่ให้ขาด


โยม –  หมายถึงหนูหรือคะ นั่งสมาธิ

พระอาจารย์ –  อือ

โยม –  นั่งได้แล้วหรือคะ

พระอาจารย์ –  ต้องนั่ง ถ้าไม่ทำน่ะ ปล่อย  ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่หรอก มันก็ต้องฝึกทรมานจิตตัวเองซะบ้าง

โยม –  นั่งนี่คือต้องภาวนามั้ยคะ

พระอาจารย์ –  นั่งเฉยๆ นั่งรู้ตัว ไม่ต้องไปขยับเขยื้อน ทำความรู้ตัว ไม่ปล่อยให้จิตมันลอยไปลอยมา ทำความรู้สึกที่ตัวให้ได้...ในช่วงเวลานึง 

ครึ่งชั่วโมง-หนึ่งชั่วโมงก็ทำไป ...จะดูลม จะดูกาย จะดูอะไรก็ได้ที่เป็นส่วนของกาย ...ดูความรู้สึกในกาย มากๆ มันจะได้มีจิตที่ตั้งมั่น มั่นคงบ้าง เป็นฐาน

เพราะว่าเวลาทำงานแล้วมันจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวกันหมดน่ะ ไม่ได้ใส่ใจสนใจที่จะกลับมารู้ตัวกันเลย   ...มันก็เลยใช้ชีวิตอยู่ไป ทำอะไรไป พูดไป คิดไป ตามอำนาจของกิเลสทั้งนั้นน่ะ ไม่มีสติคอยระวังรักษาการกระทำ กายวาจาใจทำพูดคิดอะไรก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

จิตน่ะ ถ้าไม่อบรม ถ้าไม่ขัดเกลามันน่ะ มันไม่มีทางดีขึ้นมาเองหรอก ...มันไม่ใช่เหมือนผลไม้ ที่อยู่ไปนานๆ แล้วมันก็สุกเอง ไม่ต้องทำอะไรมันก็สุกเอง 

จิตน่ะไม่มีทางสุกเองหรอก ไม่มีทางดีขึ้นเองได้หรอก  มันต้องฝึก ต้องขัดเกลา ...จะมาแค่รู้แค่เข้าใจเพียงได้ยินได้ฟังเท่านี้ มันไม่สามารถจะพัฒนาจิตขึ้นมาได้หรอก 

มันก็ต้องมีช่วงเวลาที่มันต้องจริงจัง ...ในหนึ่งวัน 24 ชั่วโมง...หนึ่งวันนี่ แค่นั่ง เดินจงกรม สักหนึ่งชั่วโมงนี่มันไม่เสียหายอะไรหรอก แบ่งเวลามาฝึกจิตซะบ้าง ให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน

เพราะลำพังการใช้ชีวิตการดำรงชีวิตอยู่กับการทำงานนี่  มันไม่มีความขวนขวายในการเจริญสติสักเท่าไหร่ ...มีแต่ความปล่อยให้มันไหลไปตามความคิดตามอารมณ์...ลอย 

มันก็ไปจมปลักจมแช่อยู่กับความขุ่นมัว มีแต่ความเศร้าหมองทั้งวี่ทั้งวัน หงุดหงิดรำคาญใจ ...แล้วก็ไปอยู่อย่างนั้น มันออกจากอารมณ์ไม่ได้  เพราะมันไม่มีฐานของสติ ของการระลึกรู้ เท่าทัน

เพราะนั้นเวลากลับมาอยู่ส่วนตัว อยู่ในห้องในหับก็ต้องฝึกในรูปแบบซะบ้าง  มันจะได้รู้จักว่า “รู้” อยู่ที่ไหน  รู้ตัว... “ตัว” อยู่ที่ไหน “รู้” อยู่ที่ไหน  มันจะได้เอาไปใช้ได้ เวลาอยู่ในสถานการณ์คับขัน หรือสถานการณ์ที่เป็นกิจวัตรน่ะ

ไม่อย่างนั้นน่ะ ไปเรียกหาความรู้ตัวในขณะทำงาน ขณะประกอบอิริยาบถปกตินี่  มันหาความรู้ตัวไม่เจอ เจอก็ไม่นาน เจอก็ไม่ชัดเจน ...มันไม่มีความชัดเจน 

ก็อาศัยนั่งสมาธิไป ดูความชัดเจนของ...ตัวอยู่ไหนรู้อยู่ไหน กายอยู่ไหนรู้อยู่ไหน  อันไหนเป็นกาย...อันไหนเป็นรู้  อันไหนเป็นตัว...อันไหนเป็นความรู้สึกในตัว อันไหนเป็นความคิดอันไหนเป็นรู้ว่าคิด อย่างนี้ ...เพื่อให้เกิดความชัดเจน แล้วเอาไปใช้เวลาอยู่ในอิริยาบถปกติ

เพราะลำพังถ้าทิ้งรูปแบบแล้วก็ปล่อยให้จิตลอยไปลอยมาในอิริยาบถปกติ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ...ถึงจะรู้ถึงจะเข้าใจว่าวิถีคืออะไร การภาวนาที่แท้จริงคืออะไร  แต่มันไม่สามารถเอาไปทำได้ ...ถ้ามันเอาไปทำไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์ ฟังไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็ได้แค่จำ

มันมีความรู้อยู่หลายแบบ รู้คิด รู้จำ แล้วก็รู้จริง ...ส่วนมากน่ะมันจะไปรู้คิดกับรู้จำ  รู้นอกรู้ออกไปนี่คือรู้คิดรู้จำ ... แต่รู้จริงน่ะไม่ค่อยรู้

เพราะนั้นสติที่แท้จริงคือมันจะต้องเกิดการระลึก...แล้วกลับมารู้จริง ... จริงคืออะไร จริงคือปัจจุบัน จริงคือกาย จริงคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ...ถ้ารู้จริงก็คือ อะไรที่มันนั่งอยู่ตรงนี้ มันปรากฏอยู่จริงนี่ เขาเรียกว่ารู้จริง...รู้อยู่ที่ของจริง

เพราะนั้นถ้ารู้จริงนั่นแหละจะเกิดความรู้แจ้ง ...แต่รู้จำรู้คิดน่ะมันไม่รู้  รู้จำกับคิดน่ะมันไม่ใช่ความจริง มันเป็นแค่สังขารปรุงแต่ง ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีอะไรเป็นสาระ จับต้องไม่ได้ 

เพราะนั้นมันก็ไม่เกิดความรู้แจ้งได้จากความรู้จำและรู้คิด ...มันมีแต่ทุกข์ มันมีแต่เรื่อง มันมีแต่อารมณ์ตามมา มันมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น มันมีแต่ความถือเนื้อถือตัว ยึดตัวยึดตน ถือเราถือเขา อยู่ในรู้จำกับรู้คิดนั่นแหละ

แต่ถ้ารู้จริงแล้วมันก็จะไม่มีรู้จำกับรู้คิด ...ถึงจะมีก็ไม่สนใจ ให้สนใจอยู่ที่รู้จริง รู้กับความเป็นจริงในปัจจุบัน...โดยในที่นี้ก็คือตัวหรือกายนี่แหละเป็นหลักของปัจจุบัน 

เพราะนั้นถ้ามันรู้ความจริง หรือว่ารู้จริงอยู่บ่อยๆ นี่  ปัญญามันก็จะเกิดตรงที่รู้จริง ...ไม่ใช่รู้จำหรือรู้คิด

นั่นไม่เกิดปัญญาหรอก ถึงเป็นปัญญาก็เป็นปัญญาหลอกๆ เป็นปัญญาที่จะทำให้เกิดมานะทิฏฐิ ถือเนื้อถือตัว ถือถูกถือผิด ดีร้าย อะไรประมาณนั้น ...แล้วพวกเราก็ใช้เป็นกันอยู่แค่รู้จำกับรู้คิดน่ะ รู้จริงน้อย แต่ละคน 

ที่ให้ฝึกกันนี่...คำว่ารู้ตัว คือให้มันมารู้กับความเป็นจริง  อะไรมันนั่ง สิ่งที่นั่งอยู่นี่ปรากฏอยู่จริง แล้วจริงยังไงล่ะ ...มันยังไม่เข้าใจ 

เอาจนมันรู้จริงเห็นจริง จนมันเข้าใจว่าไอ้ที่นั่งอยู่นี่คืออะไร ตัวนี้คืออะไร มันเป็นใคร มันเป็นของใคร หรือมันไม่ได้เป็นใคร ไม่ได้เป็นของใคร ...นี่ก็เรียกว่าเมื่อรู้ความจริงมันจะเกิดความแยบคาย ลึกซึ้ง ชัดเจน ในความจริงที่ตั้งอยู่เดี๋ยวนี้

จิตที่มันโง่เง่าเต่าตุ่น โง่เขลาเบาปัญญา แล้วมันก็ไปเชื่อตามที่มันรู้คิดรู้จำนี่ มันก็หายไป คลายไป ...ไอ้ความที่รู้คิดรู้จำนี่ มันเป็นรู้ที่เรียกว่าเกิดมิจฉาทิฏฐิ มันเห็นผิด มันเกิดความเห็นที่ผิดๆ เกิดความเชื่อผิดๆ มันจึงเป็นทุกข์ 

คนไม่มีปัญญา มันก็พยายามเอาความคิด เอาความจำมาแก้ แก้ด้วยความคิด แก้ด้วยการกระทำ มันก็ยิ่งสับสน  เดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็หายทุกข์ เดี๋ยวก็ทุกข์มากขึ้น หาความแน่นอนไม่ได้

แต่เมื่อรู้จริงบ่อยๆ แล้ว รู้จำรู้คิดมันจะจางลงไป  การแก้ปัญหาด้วยการจำและการคิดนี่ มันก็จะน้อยลง ...มันก็จะแก้ปัญหาด้วยการรู้อยู่ที่ความเป็นจริงในปัจจุบัน ความสงบร่มเย็นก็เป็นผลมา ไม่ได้เกิดเป็นทุกข์ 

ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ สังเกตดูสิ จำได้ในอดีตในอนาคตน่ะ ยิ่งทุกข์ขึ้นไปอีก ...เคยทำดี เคยทำไม่ดีกันมา  มันเปลี่ยนไปอย่างนั้น มันไม่เหมือนเดิม อะไรอย่างนี้...เป็นความรู้ที่เกิดจากความจำการคิด มันพาให้เกิดความเร่าร้อน เศร้าหมอง ขุ่นมัว


(ต่อแทร็ก 9/11 ...ช่วง 2) 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น