วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 9/18 (2)


พระอาจารย์
9/18 (551219C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/18  ช่วง 1


โยม –
  ถ้างั้นปัจจุบันดี โอเค ทุกอย่างจบ ก็ดีใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  มันก็ไม่ดีหรอก ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็รู้เองว่ามันดีรึเปล่า ...ถ้าดีมันก็ยังอยู่ในปัจจุบัน ถ้าไม่ดีปัจจุบันมันก็ไม่อยู่  

แต่ตอนนี้ให้เห็นว่าปัจจุบันดีไว้ก่อน แล้วก็อยู่กับปัจจุบันไป ดูปัจจุบันไป  เดี๋ยวมันก็เห็นเองน่ะว่าปัจจุบันมันน่าอยู่มั้ย ...โยมว่าปัจจุบันนี่น่าอยู่มั้ย


โยม –  ค่ะ 

พระอาจารย์ –  น่าอยู่เหรอ มันเป็นทุกข์มั้ย


โยม –  ก็ถ้าจิตคิดไปก็เป็นทุกข์นะคะ ถ้าจิตหยุดมันก็ไม่เป็นทุกข์น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ตราบใดที่โยมยังเห็นว่าปัจจุบันน่าอยู่ โยมก็ยังเกิด กลับมาเกิดอยู่กับปัจจุบัน ...เอาเหอะ ดูไปเหอะ แล้วมันจะเห็นว่าปัจจุบันก็ไม่น่าอยู่เองแหละ 

เมื่อใดที่มันเห็นว่าปัจจุบันก็ไม่น่าอยู่  ก็..เออ กูจะมาเกิดทำไม ...เราก็ถึงถามว่าปัจจุบันมันน่าอยู่หรือนี่ สภาพแวดล้อมอย่างนี้


โยม –  ไม่รู้ ก็อาจารย์ว่ามันอยู่

พระอาจารย์ –  เนี่ย เห็นไหมว่าจิตมันยังพอใจ มันยังมีความพอใจในที่ใดที่หนึ่ง หมายความว่าจิตมันไปแปะหนึบไว้ เขาเรียกว่าเกิดความโสมนัส จิตมีโสมนัสในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง 

และในขณะที่มันมีโสมนัส มันก็มีโทมนัส มันจะคู่กัน ...เมื่อมีโสมนัสโทมนัสปุ๊บ มันจะมีอภิชฌา คือการเพียรจดจ่อเพ่ง หมาย ในที่นั้นๆ


โยม –  ถ้าจิตอยู่กับปัจจุบัน ถ้างั้นการมุ่งปฏิบัติที่หนักเกินไปก็ไม่จำเป็นใช่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ยังไงที่เรียกว่าหนักล่ะ ต้องถามก่อน


โยม –  บางคนจะเพียร เพียรจริงๆ อย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  เพียรยังไง


โยม –  อย่างสมมุติ เพียรเดินจงกรม เพียรนั่งสมาธิ 5 – 6 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  แล้วมันนั่งยังไง มันเดินยังไงล่ะ


โยม –  ก็เป้าหมายอาจจะมุ่งว่าที่นั่งมาก ที่เดินมาก อาจจะบรรลุเร็วขึ้นอะไรทำนองนี้น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  คือเรามองภายนอกนี่ เราจะไปตัดสินอะไรไม่ได้หรอก


โยม –  มันแล้วแต่จริตของแต่ละคนหรือ

พระอาจารย์ –  ไม่ใช่ มันแล้วแต่ว่าภูมิปัญญาของสัตว์บุคคลนั้น เขาเพียรอย่างไร


โยม –  ก็เห็นมีคนบอกว่าถ้าต้องการได้นิพพานเร็วขึ้น ก็ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก

พระอาจารย์ –  อือ ก็ต้องถามว่ามันมากยังไง ...เพราะบอกแล้วว่าคำพูด หรือการปฏิบัติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 

การวางจิตไม่เหมือนกัน การถือเป้าหมายไม่เหมือนกัน การมุ่งหวังก็ไม่เหมือนกัน ...ศีลยังไม่เหมือนกันเลย สมาธิก็ไม่เหมือนกัน ปัญญาก็ไม่เหมือนกัน 

ถ้าอย่างนี้เราจะมาตัดสินไม่ได้หรอกว่า นั่งห้าชั่วโมง เดินสิบชั่วโมง หรือไม่ทำอะไรเลยเช่นไม่ได้เดินจงกรมนั่งสมาธิอย่างนี้ มันต่างกันไม่ได้ หรือว่าคนที่เข้าใจแล้วจะเดินห้าชั่วโมง สิบชั่วโมง ก็ไม่แตกต่างเลย 

บอกแล้วว่าถ้ามันตรงแล้วนี่ ทุกอย่างตรงหมด เมื่อไม่อยู่ในท่าทางไหนเป็นภาวนา ...คราวนี้ก็อยู่ที่จริตนิสัยแล้ว จะเดินจงกรมทั้งวันก็เดินได้ ก็ดี  ถึงไม่เดินจงกรมเลย ก็ดี ...คือมันจะมาเป็นตัวตัดสินไม่ได้


โยม –  แล้วแต่จริตของคน

พระอาจารย์ –  มันสำคัญว่าเข้าใจองค์มรรคหรือยัง เข้าใจมรรครึยัง เข้าใจศีลสมาธิปัญญาหรือยัง ถ้ามันเข้าใจแล้วนี่ รูปแบบภายนอกนี่ไม่สำคัญ จะทำก็ได้ จะทำแบบเอาเป็นเอาตายก็ยิ่งดีเลย 

แต่ถ้ายังไม่เข้าใจมรรค แล้วไปทำแบบเอาเป็นเอาตายนี่ ...ไม่มีประโยชน์ กลับเป็นการไม่มีประโยชน์ไปด้วยซ้ำ 

มันอยู่ที่ว่าเข้าใจมั้ยว่ามรรคคืออะไร มันจริงรึยัง ปฏิบัติลงในองค์มรรคจริงมั้ย เป็นความเพียรหรือเป็นความอยากกันแน่ ...ยังแยกไม่ออกเลย 

ถ้ายังแยกไม่ออกระหว่างความเพียรกับความอยากนี่ ต่อให้นั่งข้ามวันข้ามคืนก็ตาม มรรคก็ไม่เกิด ...อยากนั่งข้ามคืนก็ไปดูนู่น ฮินดู เคยเห็นฤาษีไหม เก่งกว่าพระอีก


โยม –  แต่นั่นเขาได้เฉพาะฌานใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  แล้วรู้ได้ยังไง ไอ้คนที่เดินจงกรม นั่งสมาธิ มันจะไม่ทำฌานอยู่ ...บอกแล้ว ถ้ามันยังไม่แจ้งในเรื่องมรรคนี่ มันไม่ต่างอะไรกับฤาษีหรอก 

คือเราไม่ได้ปฏิเสธการเดินจงกรม การนั่งสมาธินานๆ นะ เราสนับสนุนด้วยซ้ำ ...แต่ว่าต้องเข้าใจว่านั่งอย่างไร นั่งเพื่ออะไร เจริญมรรคหรือเจริญความอยาก เจริญการระลึกอยู่กับทุกข์ รู้กับทุกข์ หรือเจริญสมุทัย 

ถ้ายังไม่เข้าใจมรรคก็ไม่เข้าใจอริยสัจสี่ ถ้าไม่เข้าใจอริยสัจสี่ ไม่เข้าใจมรรค ก็ไม่เข้าใจศีลสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมา ที่เป็นอธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา 

ต่อให้เดินจงกรม ไม่พูดไม่จากับใครหนึ่งปี หนึ่งพรรษา มันก็ไม่ต่างกับตอไม้ ไม่รู้อะไร ก็ได้แต่ไม่รู้อะไร ละอะไรก็ไม่ได้ เข้าใจอะไรก็ไม่เข้าใจ ...ก็เหมือนกับตอไม้อ่ะ 

ครูบาอาจารย์ท่านถึงเรียกว่าสมาธิหัวตออ่ะ เหมือนทำแบบหัวตอ


โยม –  มันไม่เกิดปัญญา ...หินทับหญ้า  พอยกออกหญ้ามันก็ขึ้นใหม่

พระอาจารย์ –  คือพวกเราฟังกันแต่คำพูดมานี่ แต่เวลาเราเอามาพากเพียรปฏิบัติจริง เราไม่เข้าใจความหมายนี้หรอก 

เราก็นึกได้พูดได้ว่ามันเป็นอย่างนั้น ...แต่จิตเรายังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสมาธิหัวตอ หรือการปฏิบัติแบบหัวตอนี่เป็นยังไง

แต่เมื่อใดที่เข้าใจมรรคแล้วนี่ เข้าใจศีลโดยถ่องแท้แล้วนี่ ชัดเจนในมรรค ชัดเจนในไตรสิกขาแล้วนี่ ...การปฏิบัติทุกอย่างนี่มันจะเป็นไปเพื่อสงเคราะห์ทั้งสิ้น 

ทุกลมหายใจเข้าออก มันจะเป็นเหตุสงเคราะห์องค์มรรคหมด มันจะเป็นเหตุของศีลสมาธิปัญญาหมด ...และยิ่งถ้าประกอบด้วยรูปแบบของการปฏิบัติ ยิ่งมาสนับสนุนโดยตรงเลย

เพราะนั้นตอนนี้เราจะมาพูดไม่ได้ว่าให้คนที่นั่งได้ 5 ชั่วโมง เดินจงกรมได้ทั้งวันทั้งคืนน่ะ คือผู้ปฏิบัติที่ดี หรือว่าถึงแล้วหรือว่าเก่งแล้ว ...เราก็ยังไม่เรียกว่าอย่างนั้น


โยม –  ก็ต้องประกอบด้วยปัญญาด้วย

พระอาจารย์ –  เมื่อใดที่ทำความรู้ตัวอยู่ เราถึงบอก...เมื่อกี้ก็พูดว่า... 

ผู้ใดที่รู้ว่านั่ง ผู้ใดที่รู้ว่ากำลังเดิน ผู้ใดที่รู้อยู่ว่ากำลังยืน  แล้วก็เห็นอาการยืน อาการนั่ง อาการเดิน อาการขยับที่เกิดขึ้นในกายปัจจุบันแล้ว ผู้นั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่มีปัญญา 

แล้วเราก็ถามอีกว่า ที่ไหนไม่มีกาย ...เพราะนั้นเมื่อใดที่มันมีกาย หรือความเป็นจริงกายมันมีอยู่ตลอดเวลา แล้วมีผู้ที่รู้อาการของกายอยู่ตลอดเวลา ...ผู้นั้นแหละคือผู้ที่ทำความเพียร ...ไม่มีคำว่าเวลาไหน 

เพราะนั้นผู้ปฏิบัติที่แท้จริง คือเป็นผู้ที่ไม่มีเวลาปฏิบัติ เป็นผู้ที่ไม่มีสถานที่ปฏิบัติ เป็นผู้ที่มีแต่จิตเดียวในปัจจุบัน กับกายเดียวในปัจจุบัน 

ไม่รู้ว่ากายไหน ไม่รู้ว่าที่ไหน ไม่รู้ว่ากายทำอย่างไร หรือว่าต้องให้กายทำอะไรก่อน ...ถ้าทำอย่างนี้ ฝึกอยู่แค่นี้ จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่มีการภาวนาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก 

ไม่ต้องถามมรรคผลนิพพานเลย ...ถ้าทำได้ระดับนี้ ถ้าทำได้ทุกลมหายใจเข้าออกอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึงมรรคผลนิพพานเลย ...พูดก่อนว่าทำอย่างนี้ได้รึเปล่า แค่นั้น 

เพราะมรรคหรือผล จะเกิดขึ้นด้วยการประกอบเหตุ...ประกอบเหตุอย่างไร ...ต้องถามก่อนว่า ประกอบเหตุควรแก่เหตุไหม จะไม่ถามผล จะไม่ถามหานิพพาน ...แต่จะถามว่าประกอบเหตุควรไหม 

ประกอบเหตุแห่งศีลควรรึยัง ประกอบเหตุแห่งสมาธิพอรึยัง ประกอบเหตุแห่งปัญญาพอรึยัง ...ถามอันนี้มากกว่า ควรจะถามอย่างนี้กันมากกว่า 

อย่ามาถามว่าเมื่อไหร่ได้ เธอได้อะไร ฉันจะได้อะไร ทำยังไงถึงจะได้ ทำยังไงถึงจะนิพพาน อย่าถามดีกว่า ...ฟุ้งซ่าน นี่เรียกว่าฟุ้งซ่าน จิตปรุงแต่ง

ประกอบเหตุเยอะๆ ...รู้ตัว กายคือศีล กายปกติกาย กายปัจจุบันนี่แหละ รู้ลงไป ...อย่าออกนอกกาย อย่าลืมกาย อย่าหลง อย่าเพลิน อย่าหาย อย่าขาด อย่าห่าง

รู้เข้าไป ไม่ต้องไปคิดอะไร ...อย่าเชื่อความคิด อย่าตามความคิด อย่าหลงไปกับความคิด  อย่าเชื่ออารมณ์ อย่าตามอารมณ์ อย่าหลงกับอารมณ์ 

อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าตามความรู้สึก อย่าตามความอยาก อย่าเชื่อความอยาก อย่าตามความไม่อยาก อย่าเชื่อความไม่อยาก แค่เนี้ย อย่าลืม อย่าหาย ทำได้ไหม 

นี่ ประกอบเหตุแห่งมรรค ถ้าทำอย่างนี้เรียกว่ากำลังประกอบเหตุแห่งมรรค ประกอบเหตุแห่งไตรสิกขาอยู่ 

แล้วพอมันเริ่มคิดเริ่มค้นว่านิพพานอยู่ไหน รีบละ รีบถอน ออกจากความคิดนั้นๆ ออกจากอารมณ์นั้นๆ ความอยากนั้นๆ ความหมายมั่นไปในนิพพานนั้นๆ ...เพราะไม่จริง ...ไม่ใช่

ทำไมถึงว่า...ไม่ใช่ ไม่จริง ...เพราะว่าไม่ได้อยู่ที่การประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิและปัญญา เป็นเรื่องของความอยากล้วนๆ เป็นเรื่องของความหลง ความเพลิน ความเผลอ ความไม่รู้ปัจจุบัน 

ความไม่รู้ปัจจุบันน่ะคือหลงนึงแล้ว ...แต่จะไปรู้อดีตอนาคต โดยไปสำคัญว่าอดีตอนาคตเป็นจริงเป็นจังก็หลง ...ก็ต้องออกจากความหลงด้วยการรู้ในปัจจุบัน ...ศีลก็บังเกิดขึ้น ปรากฏขึ้น 

เหตุแห่งกายปรากฏ...ศีลก็ปรากฏ สติก็เป็นผู้เข้าไประวังรักษาศีล คือการปรากฏขึ้นแห่งกาย จิตก็เกิดความตั้งมั่นขึ้นเป็นหนึ่งเดียวกับกาย ...กายหนึ่ง จิตหนึ่ง เป็นหนึ่งซึ่งกันและกัน 

ทำให้มาก ...อย่าไปติ อย่าไปคิดว่ามันมากเกินไปแล้วมั้ง แล้วอย่าปล่อยให้มันคิดต่อ  เพราะไม่ได้คิดมานานแล้ว กลัวมันจะคิดไม่เป็น ...ไม่ต้องกลัว 

ไม่ต้องกลัวว่ามันจะคิดไม่เป็น มันจะทำงานข้างหน้าข้างหลังไม่ได้ผล ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคิดล่วงหน้าไปก่อนว่าจะทำยังไง จะเตรียมการยังไง ...ไม่ต้องกลัว 

กล้าๆ ไว้ ให้มันกล้าหาญ กล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่จะเผชิญกับอะไรก็ได้ที่จะเกิดหรือไม่เกิด นั่นแหละ ในปัจจุบันที่มันจะมาถึงในข้างหน้า 

เนี่ย เขาเรียกว่ากล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่จะยอมรู้ยอมเห็นแค่ปัจจุบัน ...ถ้าจิตไม่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว มันอดไม่ได้ที่จะต้องคิดไปล่วงหน้า ไปคาด ไปหมาย ไปหวังกับอะไร กับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้

นี่ จิตมันก็จะมั่นคงขึ้น ตั้งมั่นขึ้น เด็ดเดี่ยวขึ้น กล้าหาญขึ้น  เผชิญได้กับทุกสิ่ง...ที่ดั่งใจและไม่ดั่งใจ 

แล้วมันจะแก้ปัญหาได้หมดเองแหละ ณ ปัจจุบันนั้นๆ ...ไม่ต้องแก้ล่วงหน้า ไม่ต้องแก้ข้างหลัง ...การปฏิบัติก็แก้ลงในปัจจุบันที่เดียว 

จะทำถูก-จะทำผิด เขาจะทำถูก-เขาจะทำผิด แล้วต้องไปเจอกันโดยเราไม่ได้คิดมาไว้ล่วงหน้า แล้วมันเกิดอาการผิดพลาดอะไรขึ้นมา ณ ตรงนั้นขณะนั้น ...มันก็แก้ได้ 

แก้ด้วยศีล แก้ด้วยสมาธิ แก้ด้วยปัญญา ...ไม่ได้แก้ด้วยอารมณ์ ไม่ได้แก้ด้วยกิเลส ไม่ได้แก้ด้วยความพอใจหรือความไม่พอใจ ...แต่จะแก้ด้วยความตั้งมั่น เป็นกลาง และปล่อยวาง 

นี่คือวิถีแห่งพุทธะ นี่เรียกว่าวิถีแห่งมรรค ให้แก้ด้วยวิธีนี้ ...อย่าแก้ด้วยความคิด อย่าแก้ด้วยความอยาก อย่าแก้ด้วยอารมณ์

อดทน อดกลั้น ...ใครจะดี ใครจะร้าย ใครจะดั่งใจ ใครจะไม่ดั่งใจ อดทน ...แล้วก็จะเห็นเองว่าที่สุดของความอดทนคืออะไร ...ทุกอย่างมีความดับไปเองเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรเกิดแล้วไม่ดับ 

และก็ในทำนองเดียวกัน ไม่มีอะไรดับแล้วจะไม่เกิด...ตราบใดที่ยังเป็นเรื่องของโลก  แล้วมันก็ผ่านไป แล้วเดี๋ยวมันก็ผ่านมาอีก แล้วเดี๋ยวมันก็ผ่านไปอีก 

แค่นั้นแหละ ...จิตมันจะเห็นซ้ำซากอยู่แค่นี้ ความจริงมีอยู่แค่นี้ 

แต่เรายังเห็นความจริงเหล่านี้เพียงแค่ผิวเผินและเล็กน้อย หรือเห็นความเป็นจริงเหล่านี้เพียงแค่อ่านมาฟังมา ...จิตมันบอกว่า แค่นั้นกูไม่เชื่อ

จิตมันไม่เชื่อว่า...โลกเป็นอย่างนี้ ไม่เชื่อหรอกว่า...ความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ ...มันก็เข้าไปลบล้างความเห็นผิดหรือว่ามิจฉาทิฏฐิไม่ได้ด้วยอาการรู้แค่ผิวๆ เผินๆ อย่างนี้


(ต่อแทร็ก 9/19)



แทร็ก 9/18 (1)


พระอาจารย์
9/18 (551219C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
19 ธันวาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ – (ถามพระภิกษุที่มากราบและร่วมฟังอยู่ด้วย) ...ท่านที่บวชนี่ จะบวชกี่พรรษา

พระภิกษุ –  ยังไม่ได้กำหนดครับ

พระอาจารย์ –  บวชแล้วก็ดี ได้อยู่ในที่ที่มันสงบวิเวก ...หากุฏิเข้าไปอยู่ในๆ แล้วก็อยู่กับตัวเอง อย่าไปมัวคิด มัวค้น มัวหา ...อยู่กับตัวเอง อยู่กับรู้ อยู่กับกาย อยู่กับปัจจุบัน 

อย่าไปเยิ่นเย้อยืดยาวกับอะไร อย่าไปต่อภพต่อชาติด้วยจิต ...ให้มันเหลือแค่สอง กายกับใจ รู้กับนั่ง รู้กับยืน รู้กับเดิน รู้กับความรู้สึก แค่นั้นน่ะ เอาให้อยู่ ...เอาให้มันอยู่ 

ถ้าไม่อยู่มันก็ไป จิตมันจะไป ...พอจิตไปนี่เดี๋ยวขันธ์จะไปด้วย ไปหาที่ที่ดีกว่านี้ ไปหาคนที่อยากจะคุยด้วย ไปหาที่ที่สุขกว่านี้ สบายกว่านี้ ไปหาที่ที่มันจะได้ธรรมดีกว่านี้ ...อย่าไปนะ 

ถ้าจิตไป เดี๋ยวกายไป ...แต่ถ้าจิตอยู่...กายอยู่ ...เพราะกายมันไปเองไม่ได้ มันไปไหนเองไม่ได้ เพราะกายมันเป็นธาตุ กายมันเป็นก้อนธาตุ กายมันเป็นมหาภูตรูป มันไม่มีชีวิต มันเป็นซาก ซากของขันธ์ 

ไม่ใช่ว่าคนตายเป็นซากศพอย่างเดียว คนเป็นนี่ก็เป็นซาก ...กายก็ยังเป็นซาก แสดงความเป็นซากของมหาภูตรูปที่ไม่มีชีวิตจิตใจแต่ประการใด  เพราะนั้นมันไปเองมาเองไม่ได้หรอก

เพราะนั้นให้สังเกตไปเวลาอยู่ไปนานๆ แล้วมันจะมีความเร่าร้อน ...กายไม่ร้อน...จิตร้อน  จิตอยาก จิตไม่พอใจ จิตไม่พอดี จิตไม่อยู่ นี่...ยายฉิมเริ่มทำงานแล้ว


โยม –  เก็บเห็ดแล้ว (หัวเราะกัน)

พระอาจารย์ –  เริ่มหาเห็ดแล้ว นั่น ...อย่าให้มันได้ช่อง อย่าปล่อยให้มันเปิดโอกาส อย่าเปิดโอกาสให้มัน เรียกว่าสำรวมระวังด้วยสติสังวร ...จึงเรียกว่าเป็นอินทรีย์สังวร 

คำว่าอินทรีย์สังวรนี่คือ สังวรทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เรียกว่าสังวรไว้ ...สังวรไม่ให้จิตมันเพ่นพ่านออกไปตามช่องทางเหล่านี้

เพราะนั้นลำพังจะจับให้จิตมันอยู่รู้ลอยๆ ไม่ได้  มันต้องมีที่ตั้ง มันต้องมีหลักให้มันจับ ...ท่านจึงบอกว่ากายนี้แหละเป็นหลักที่มันต้องจับ 

ให้จิตมันมาจับอยู่ในกาย จับอยู่กับกายปัจจุบัน ถือกายเป็นหลัก...หลักจิตหลักใจไว้ ...ท่านเปรียบว่าศีลคือกาย กายคือศีล ...ท่านเปรียบว่าให้ตั้งใจในศีลนี่เหมือนกับเสาอินทขิล

รู้จักเสาอินทขิลรึเปล่า เสาหลักเมือง ...เสาอินทขิลคือหมายความว่า ฝังลงไปในดินสี่ศอก โผล่ขึ้นพ้นดินสี่ศอก หมายความว่ามันจะโยกคลอนได้ไหม ด้วยลมฟ้าอากาศ ...ไม่มีทาง 

ท่านบอกว่าให้ตั้งหลักของกาย หลักของศีลสมาธิปัญญานี่ ให้เหมือนตั้งเสาอินทขิลน่ะ 

เพราะนั้นถ้ามันตั้ง เอาจิตมาจับอยู่กับกาย...ที่เป็นเหมือนกับหลักที่มันไม่สั่นคลอนเลยนี่  จิตนั้นก็จะแนบแน่นเท่าแผ่นดิน เหมือนแผ่นดิน ไม่หวั่นไหว ไม่เกิดความหวั่นไหวไปตามอาการทั้งหลายทั้งปวง 

แต่มันไม่ได้หมายความว่าไม่หวั่นไหวแล้วแผ่นดินจะไม่กระเทือน ... กระเทือน...แต่ไม่ไหว ไม่ตื่นเต้นตกใจ หรือว่ากลัวโลกแตกแล้วก็หาที่มุดหัวนอนใหม่ 

มันก็มีอาการไหว อาการกระเทือน  แต่ว่าไม่ตื่นเต้นตกใจ ดีใจเสียใจ หรือว่าค้นหา หรือออกตามมัน ...นี่เขาเรียกว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว

เพราะนั้นน่ะ อาการของจิตมันก็จะสำแดง คอยสำแดงอาการอยู่ตลอด เป็นธรรมดา มองให้เป็นเรื่องธรรมดา ...แต่ไม่ตามมัน ไม่ฟังมัน ไม่เชื่อมัน 

มันจะมีกำลังก็ต่อเมื่ออะไร จิตน่ะ ...ก็ต่อเมื่อมันไปคลุกเคล้าปนเป หรือว่าสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นภพสำเร็จรูปแล้ว 

สมมุติว่ามีข้าว มีต้นหอมผักชี มีหมู มีน้ำมัน มีกระทะ มีไฟ เห็นมั้ย ยังไม่น่ากิน ยังไม่อร่อย ...แต่อย่าให้ลงมือปรุงนะ พ่อครัวแม่ครัวหัวป่าก์ลงมือปรุงเมื่อไหร่ ตั้งโต๊ะ น่ากินขึ้นแล้ว 

ถ้าได้ชิมนะ ก็ต้องกินจนหมดจานเลย ...เนี่ย เมื่อใดที่ปล่อยให้จิตมันลอยนวล คิดเยิ่นเย้อจนสำเร็จรูปเป็นฟาสต์ฟู้ดประเภทจานด่วนแล้ว 

คือมันสร้างขึ้นมาลอยๆ แต่ว่ามันสำเร็จรูปแล้วนี่ ...มันจะมีรสชาติ มันเข้าไปเสพรสชาติ  มีรสชาติ มีเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ถอนได้ยาก...จะถอนได้ยาก 

ท่านถึงบอกว่าอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับญาติมิตรน่ะให้ระวังวาจา ปากนี่พาจน คนนี่ ...พูดมาก ก็เรื่องมาก...ทุกข์มาก มากเรื่อง ...อยู่คนเดียว ไม่พูดจากับใครก็ดีแล้ว 

ให้จิตมันวิเวก กับกายวิเวก คือกายเงียบจิตเงียบนั่นแหละ อยู่ด้วยกัน จับคู่กัน ให้เป็นคู่ซี้ ...แต่ถ้าไม่เป็นจิตวิเวกกับกายวิเวก จิตถ้าไม่วิเวกมันจะเป็นขาลุย พาเที่ยว...แล้วก็ชักจูงชักชวนให้กายนี้ไปท่องเที่ยว 

แต่ถ้าโอกาสที่กายยังไปท่องเที่ยวไม่ได้ ...มันก็เอากายหลอก กายปลอม คือกายอุปาทาน หรืออุปาทานขันธ์นั่นแหละ ไปเที่ยวก่อน...ในความคิด ในความจำ 

ถ้ายังสนุกไม่พอก็ไปฝันต่ออีก ก็เอากายที่ไม่มี เป็นกายที่ไม่จริง ไปเที่ยว แล้วก็ตื่นขึ้นมา ตื่นเต้นตกใจ ดีใจ เหาะได้ ...อะไรก็มี เยอะแยะไปหมด สนุกสนานไป 

แต่กายจริงยังนอนไม่รู้ชี้อยู่นี่ กายจริงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ...นั่นแหละกายวิเวก แต่จิตยังไม่วิเวก

สติระลึกไว้กับกาย ผูกไว้กับกาย  เดี๋ยวจิตจะค่อยๆ วิเวกขึ้น เป็นหนึ่งขึ้น ...เป็นหนึ่งขึ้นเท่าไหร่ก็วิเวกขึ้นเท่านั้น หนึ่งแค่รู้...หนึ่งแค่รู้ 

ฝึก...ไม่ฝึกมันไม่ได้ ไม่ทำไม่เกิดขึ้น มรรคไม่เจริญขึ้น ...การปฏิบัติต้องเจริญในองค์มรรค อยู่ดีๆ มันจะเกิดขึ้นเอง...ไม่มี ...ศีลไม่มี สมาธิไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด

ถ้าไม่ทำ ถ้าไม่ขยัน ถ้าไม่บากบั่น ถ้าไม่อดทน ถ้าไม่ทวน กลับมาอยู่ในฐาน กลับมาอยู่ในปัจจุบันกาย ...มันไม่มีทางอยู่ของมันเองหรอกจิตน่ะ 

ต่อให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ปลอบประโลม ปลอบโยนมันขนาดไหน กูก็ไม่อยู่ บอกให้เลย ...ต้องฝึกสติมากๆ ระลึกลงที่กายปัจจุบันบ่อยๆ ต่อเนื่อง 

ไม่เปิดโอกาส ไม่ปล่อยโอกาสให้จิตมันล่องลอย เผลอเพลิน หลงใหล ไปมาตามอำเภอใจของมัน ...อย่าไปคิดว่าอยู่คนเดียวจะคิดยังไง ไปยังไงก็ได้ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น 

เมื่อรักษากายด้วยสติไปนานๆ ...ต่อไปมันจะเกิดคำว่าหิริโอตตัปปะภายในขึ้น มันจะระมัดระวังตัวมันเอง ที่จะไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านเผลอเพลินออกไป

สมัยเราอยู่กับครูบาอาจารย์นี่ เวลาเข้าไปใกล้หลวงปู่ทีนี่  หูย ควบคุมจิตแบบไม่กระดิกเลย...กลัว ...นี่หิริโอตตัปปะเกิดเพราะกลัวครูบาอาจารย์ 

แต่พอออกมาจากกุฏิท่านแล้ว โอ๋ย...แทบตาย (โยมหัวเราะกัน) ...มันไม่เกิดเองไง เห็นมั้ย ต้องอาศัยครูบาอาจารย์เป็นหลักก่อน 

แต่พอทำไปเรื่อยๆ แล้วมันเกิดเอง มันจะเกิดความระมัดระวัง ...แม้จะไม่อยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์ อยู่คนเดียวในป่าก็ยังไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยเลย มันกลัว 

ไม่ได้กลัวอะไร ไม่ได้กลัวบาปอะไร ...กลัวเกิด กลัวเป็นทุกข์ กลัวจะไปสร้างทุกข์ กลัวจะไปก่อทุกข์ กลัวจะเกิดความผูกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ...มันเกิดหิริโอตตัปปะเพราะศีลนี่แหละ 

ศีลนี่เป็นตัวให้เกิดหิริและโอตตัปปะ ไม่ให้จิตมันล่องลอยไปมา ...แต่แรกๆ เราไม่เข้าใจ ก็เพราะกลัวครูบาอาจารย์ท่านรู้ท่านเห็น ก็เลยกลัวจิตคิดนู่นแวบนี่ ก็ระวัง กดข่ม บังคับ อะไรอย่างนั้นน่ะ

ต้องฝึก...จิตน่ะ ถ้าไม่ฝึกมันไม่ดีขึ้นมาหรอก มันไม่เป็นจิตที่ควรแก่งาน 

จิตขี้เกียจ จิตขี้คร้าน จิตฟุ้งซ่าน จิตกระจัดกระจายไปมา จิตตำหนิติเตียนผู้คน จิตคิดนู่นคิดนี่ จิตคาดนั่นหวังนี่ จิตหมายนั่นหมายนี่ พวกนี้เป็นจิตที่ไม่ควรแก่งาน 

จิตที่ควรแก่งานคือจิตหนึ่ง จิตรู้ จิตเห็น จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง ...เนี่ย จิตที่พูดมาทั้งหมดนี่คือจิตที่ควรแก่งานแห่งองค์มรรค คือปัญญา 

จิตหนึ่ง จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง จิตหนักแน่น จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่ไปไม่มา จิตหยุด จิตอยู่ ...พวกเนี้ย ต้องฝึก


โยม –  ท่านอาจารย์คะ ถ้าเป็นจิตที่จะมุ่งนิพพานล่ะคะท่าน ต้องฝึกไหม

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องฝึก ไอ้นั่นน่ะอยาก


โยม –  ไม่อยาก ...คือตั้งเป้าหมายเอาไว้น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ก็แค่ตั้งก็ตั้งไว้


โยม –  ค่ะ ...แต่ก็คือเป็นจิตที่รู้กับปัจจุบันใช่ไหมคะ แล้วมันก็จะเป็นไปเอง

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ให้รู้กับปัจจุบันนั่นแหละ ... เพราะนิพพานก็อยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่อื่น ...แต่ถ้าไปมุ่งนิพพาน ก็หมายความว่ามันอยู่ข้างหน้าแล้ว


โยม –  แล้วจะมีลักษณะเป็นแบบไหนหรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  อะไร


โยม –  คือจิตลักษณะที่จะมุ่งนิพพาน ไปนิพพาน ลักษณะเป็นแบบไหน อย่างเนี้ย

พระอาจารย์ –  มันก็ยืดออกไปอีก มันก็ยืดยาวออกไป ...มันมีเวลาข้างหน้าไง เป็นจิตที่มันสร้างเวลาขึ้นมา นิพพานก็อยู่ข้างหน้า


โยม –  ค่ะ แล้วที่เขาพูดบอกว่า จิตสะอาด จิตสว่าง จิตสงบ แล้วจิตเย็น  อย่างนี้จิตใช่ไปอยู่ ณ นิพพานรึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  เปล่า อยู่ในปัจจุบันอยู่


โยม –  ยังอยู่ปัจจุบัน แล้วนิพพานก็อยู่ในปัจจุบันเหมือนกัน

พระอาจารย์ –  ไม่รู้ ดูเอาเอง


โยม –  ต้องขอพระอาจารย์ชี้แนะหน่อยเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  ก็นี่ บอกแล้วไงอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ ดูเอาเอง อย่าหา ดูไป  อย่าคิด


โยม –  ค่ะ แต่ก็ต้องตั้งเป้าไว้น่ะค่ะ เพราะไม่อยากมาเกิดอีกแล้วน่ะเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องตั้งแล้ว พอแล้ว ดีแล้ว ...ไม่ต้องคิดต่อ อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็ละความคิดทุกความคิด ละความเห็นทุกความเห็น


โยม –  สาธุค่ะ

พระอาจารย์ –  ละอดีต ละอนาคต แม้แต่ขณะจิตหนึ่ง ...ถ้าทำอย่างนี้ เดี๋ยวจะหายสงสัยว่านิพพานคืออะไร ต่อไปนิพพานมันก็ไม่อยากไปแล้ว ไม่ไป จะไม่ไปนิพพานแล้ว ...ก็จะอยู่ในปัจจุบัน


(ต่อแทร็ก 9/18  ช่วง 2)