วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/31 (2)


พระอาจารย์
9/31 (560103B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง
3 มกราคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/31  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ถ้าไปจดจ่อกับจิตน่ะเสร็จ...เสร็จมัน บอกให้ ...แล้วก็รอไปเหอะ หาดูจิตใหม่ต่อไปน่ะ มันจะไม่มีความต่อเนื่องหรอก มันจะสร้างความต่อเนื่องหรือว่าสัมมาสมาธิได้ยาก ยากมากๆ 

แต่กายนี่พอระลึกขึ้นปุ๊บ อาจจะมีความหลงแทรกซึมอยู่ ปุ๊บ ...แต่ถ้าหยั่งซ้ำระลึกรู้ซ้ำ อาการกายปรากฏตรงนั้นทันที ไม่หาย ไม่ต้องไปสร้าง ไม่ต้องไปรอด้วย ไม่ต้องไปว่าเมื่อไหร่มันจะมาวะ 

ถ้าไอ้ที่ว่าเมื่อไหร่จะมาวะ...ความคิด หรือจิต หรืออารมณ์ หรือกิเลส...นี่บางทีก็มา บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี...แล้วจะดูอะไร ใช่ป่าว ...แต่กายเนี่ย ไม่ต้องรอ ถึงว่านี่คือความปกติ นี่คือศีลไง 

มันเป็นปัจจุบันศีล มันเป็นปัจจุบันกาย คือความเป็นปกติของกายที่ดำรงอยู่ตราบจนวันตาย ไม่หายไปไหน ...ถ้าหายก็ไม่มีขันธ์ห้าแล้ว ก็คือตายแล้ว มันก็มีขันธ์ห้าขึ้นมาใหม่

ถึงบอกว่ายังไงๆ มันต้องยืนลงยันลงที่กายนี่แหละ หยั่งลงที่กาย ...ไอ้ที่เราใช้คำว่าหยั่งๆๆ นี่ก็เหมือนกับเอาสตินี่ระลึกแล้วก็หยั่งลงไปถึงความรู้สึกที่ปรากฏของกายปัจจุบัน ...นี่เขาเรียกว่าหยั่งลงไป 

ไอ้การหยั่งนั่นก็คือโยนก้อนหินลงไปในน้ำนั่นแหละ มันก็เข้าไปถึง...เห็นเนื้อน้ำ ...ไม่ใช่เห็นจอกแหนหรือผักตบชวา หรือว่าคน หรือว่าสัตว์ที่มันแหวกว่ายอยู่บนน้ำ...ไม่ใช่

มันก็จะเห็นตัวน้ำ ...พอเห็นตัวน้ำ รู้หยั่งลงถึงตัวน้ำ...แล้วก็พยายามจดจ่อไว้ หน่วงไว้ เขาเรียกว่าตรึก ให้อยู่ในอาการตรึก 

เพราะนั้นไอ้ตัวตรึกลงที่กาย หรือว่าน้อมรักษาไว้ที่กายปัจจุบัน  ถ้าเปรียบภาษาฌานที่ว่าอยู่ในองค์ของวิตกวิจาร เข้าใจมั้ย ...เคยได้ยินรึเปล่า องค์ฌานมี ๕ ...องค์แรกคือวิตกวิจาร 

แต่ว่ามันไม่ได้ไปวิตกวิจารกับสิ่งอื่น หรือว่าในบริกรรม หรือว่าในจุดที่ฌาน รูปฌาน หรืออรูปฌานจะไปกำหนด เช่น กสิณ ๑๐ บ้าง ดินน้ำไฟลมอากาศภายนอก หรือว่าคำบริกรรม หรือว่าซากอสุภะ อะไรก็ตาม 

แต่มันเข้ามาวิตก เหมือนกับให้มันเกิดการวิตกคือหยั่ง วิจารก็คล้ายกับไซ้หรือคลอเคลีย ให้การหยั่งนี้คลอเคลียกับความรู้สึกในกายโดยทั่ว ความรู้สึก ไม่ให้มันออกนอกความรู้สึกกาย ...นี่เขาเรียกว่าวิจาร

เพราะนั้นในการวิตกวิจารนี่ ก็คือองค์เหตุของฌาน แต่ลักษณะฌานแบบนี้นี่ ไม่ใช่ลักษณะของวิตกวิจารที่ให้เกิดรูปฌานหรืออรูปฌาน แต่มันไปวิตกวิจารเพื่อให้เกิดฌานที่เรียกว่าเป็นโลกุตตระฌาน 

คือฌานนี่ ผลของฌานที่การวิตกวิจารหรือจดจ่อหรือเพียรเพ่งอยู่ในกายปัจจุบัน หรือปัจจุบันกายนี่ มันจะเป็นเหตุให้เกิดความหลุดพ้น ...จึงเรียกว่าเป็นโลกุตตระฌาน 

แล้วพอมันรวม ...พอรวมนี่มันก็จะไม่เรียกหรอกว่าเป็นฌาน ๔  ฌานอะไร ...ถ้ารวมอยู่ภายในก็เรียกว่าเป็นอุปจารสมาธิบ้าง อัปปนาสมาธิบ้าง

เนี่ย พอขึ้นชื่อว่า ขณิกะสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ พวกนี้เป็นสัมมาสมาธิหมดเลย ...แล้วก็สัมมาสมาธิตัวนี้ มันก็เกิดจากวิตกวิจารเหมือนกัน...แต่วิตกวิจารในสติปัฏฐานสี่ เข้าใจป่าว 

แต่ตอนนี้สติปัฏฐานที่เราว่าเอากายเป็นฐานนี่ เพราะนั้นจิตมันก็จะค่อยๆ รวมเป็นดวงจิตผู้รู้มากขึ้น ...ไอ้ดวงจิตผู้รู้ที่มันชัดเจนขึ้นนั่นแหละ มันก็คือระดับของอุปจาระ ...เหมือนคล้ายๆ อย่างนั้น 

ถ้าจะพูดตามภาษามันคล้ายๆ อย่างนั้น แต่จริงๆ ไม่ต้องไปคิดหรอก ...คือพูดให้เห็นว่าตามปริยัตินี่ มันจะเป็นอย่างนี้ แต่ในภาคปฏิบัติน่ะมันจะไม่มีคำพูด 

เพราะนั้นลักษณะอุปจาระนี่ สามารถทรงได้ตลอดเวลาเลย...สำหรับผู้ปฏิบัติที่ตั้งใจจริงๆ นะ ...แต่ในลักษณะพวกเราๆ นี่...ยากมาก เพราะว่าพวกเราข้องแวะกับผัสสะอยู่ตลอด 

เพราะนั้นกำลังของสติ กำลังของความเพียร ไม่สามารถที่จะจดจ่ออยู่ในกายเดียวได้ต่อเนื่อง ...แต่ถ้าตั้งใจหรือว่ามีเวล่ำเวลานี่ พยายาม อย่างที่เราบอกว่าให้ใส่ใจมากๆ นี่...เพื่อให้ดวงจิตผู้รู้มันตั้ง 

นี่คือฐาน...เหมือนอุปจารสมาธิ  ตรงอุปจาระตรงนี้แหละ จะเป็นเหตุให้เกิดปัญญาญาณ ...ปัญญาญาณจะเริ่มเกิดตรงนี้ ชัดเจนนะ จะเกิดขึ้นชัดเจน 

จริงๆ ขณิกะก็เกิดแล้วปัญญาน่ะ แต่ว่าไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน แล้วก็ไม่ชัดเจนถึงขั้นละ วาง ถอดและถอน หรือเป็นปหานเป็นขณะๆ ปหานให้มันอ่อนตัวหรือว่าหมดกำลังของความไม่รู้มันหมดไป

แต่ในขั้นอุปจารนี่ถือว่าเป็นที่ที่ควรแก่งาน เป็นจิตที่สมควรแก่งาน ...แต่ถ้ามันเกิดรวมเข้าไปปึ้ง เข้าอัปปนา ทำงานไม่ได้  เหลือแต่รู้ ทรงผู้รู้สว่างกระจ่างโล่งอยู่แบบไม่มีผัสสะ ไม่มีกาย ไม่มีโลกปรากฏได้เลย 

แต่ว่าผลจากการออกจากอัปปนาแล้ว นี่ ชัดเจนมาก ต่อเนื่อง เหมือนอัตโนมัติ สามารถทรงภาวะอัตโนมัติของอุปจาระนี่ได้เกือบตลอดวัน ทั้งวันหรือหลายวันได้ ...มันเป็นอย่างนี้

นี่ ตามหลักของมัชฌิมาปฏิปทาจะเป็นอย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหยิบยกอะไรมาพิจารณาเลย ...ซ้ำซากลงที่เดียว คือปัจจุบันกาย แล้วทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมรรคหมด 

เมื่อมันรู้แจ้งเห็นจริงในกายแล้ว มันหมดเรื่องแล้ว หมดเรื่อง ...คราวนี้เป็นเรื่องราวในจิตแล้ว เรื่องของกิเลส เรื่องของการไปการมาของนาม การปรากฏขึ้นของนาม 

นั่น มันไม่ใส่ใจใยดี มันไม่ข้องแวะกับกาย มันไม่สงสัยไม่ลังเลแล้ว...ว่ากายนี่ยังเป็นเราจริงรึเปล่า กายนี้ยังเป็นชายยังเป็นหญิงจริงรึเปล่า

ซึ่งพวกเราตอนนี้ยังสงสัยอยู่ ..."อาจจะเป็นจริงอยู่มั้ง" นี่ ยังเชื่ออยู่ ยังสงสัยว่ายังเป็นชาย ยังเป็นหญิง ยังเป็นเราอยู่จริงๆ หรือไม่ใช่แค่สงสัย...มันแบบกูเชื่อเลยแหละ

แต่พอมาถึงขั้นนี้...ถ้ายังสงสัยคือมันยังวางไม่ขาด ...แต่ถ้ามันหายสงสัยแล้ว หมายความว่าไม่เชื่อแล้ว หมดความเชื่อเช่นนี้ว่าชายหญิง หมดความเชื่อว่าเป็นคนเป็นสัตว์แล้ว ...เป็นแค่สิ่งหนึ่ง 

นี่ตรงนี้มันก็หมดวาระ หมดภาระ มันก็วางทิ้งเลย ทิ้งเรื่องกาย ...จากนั้นก็มาดูอาการวูบวาบๆ คราวนี้มันมาคอยสังเกตสะเก็ดดาวโดยตรง ฝนดาวตกบ้าง 

แล้วไอ้ตรงนี้ ไอ้ตรงที่ไม่มีสะเก็ดดาวหรือดาวตก ...ตรงนี้จะหลงเข้าอรูป จะไปหมายอรูป บางครั้งนี่หายไปเลย...ตอนนี้มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปกลืนกินอรูป อรูปภพ 

เพราะบางครั้งก็ไม่มีอะไร บางทีมันหดหาย ความคิดเกิดไม่ได้เลย หายไปเลย อารมณ์ก็ไม่มีอารมณ์อะไรเลย มีแต่ความโปร่ง เบา ...จนสำคัญผิดก็ได้ คือหลงเข้าไปในอรูปก็ได้ว่าหมดแล้ว

มหาสติเวลาถึงนั่นแล้ว จิตมันไม่มีได้ผุดได้โผล่หรอก ดับแล้วดับๆๆๆ ไป จนจะไม่เหลืออะไร มันก็นึกว่าหมดแล้ว ...ก็จะมาเรียนรู้เรื่องอรูปขั้นต่อไป

ที่ว่าไม่มีอะไร...แล้วใครรู้ว่าไม่มีอะไร ใครเห็นว่าไม่มีอะไร...ก็ถอยอีก กลายเป็นสองสิ่งอีกแล้ว ...ถ้ายังมีสองสิ่งแสดงว่ายังมีภพอยู่ ยังเป็นภพ ยังมีภพปรากฏแล้วเข้าไปอยู่ในภพนั้น...ก็ถอน 

นี่ รู้ก็จะยิ่งชัดขึ้นๆ มีแต่รู้ ...ไม่มีว่างแล้วนะ ไม่เข้าไปในว่าง...เหลือแต่รู้  ในรู้ก็ไม่ว่าง ก็เป็นรู้...รู้ก็คือรู้ เห็นก็คือเห็น อยู่ที่รู้และเห็น ...อันนี้จิตเอก เข้าสู่ความเป็นจิตเอก

พอถึงจิตเอกนี่โลก-อรูป ขาดๆ ไม่มีแล้วๆ มันไม่มีความหมายแล้ว จิตไม่ให้ค่าแล้ว จิตไม่ไปแตะต้อง ไม่ข้องแวะแล้ว เหลือแต่อย่างเดียวคือรู้และเห็น ...นั่นแหละจิตเอก 

ตรงนั้นน่ะมันถึงจะสำคัญผิดอีกทีว่าหมดแล้วอีก ...ก็ตราบใดที่ยังมีรู้มีเห็นอยู่ มันจะเรียกว่าหมดได้ยังไง ใช่มั้ย  ก็ยังมีรู้และเห็น แล้วจะบอกว่าหมดได้ยังไง

แต่มันสำคัญว่าหมดแล้ว เออ ก็มันไม่เห็นอะไรแล้วน่ะ แต่มันลืมไป มันลืมทวนกลับมาอีกว่า ก็มันจะหมดยังไง ก็มันยังมีรู้และเห็นอยู่น่ะ ...นั่น อันนี้เป็นงานของพระอรหันต์ เป็นงานที่ไม่ต้องทำงาน 

ก็ทำความรู้แจ้งซ้ำอยู่อย่างนี้ ที่ว่าหมดแล้ว ก็มึงน่ะแหละยังรู้และเห็นน่ะ นั่น เห็นอยู่แค่นั้นแหละ รู้อยู่แค่นั้นแหละ เป็นความรู้เท่านั้นแหละ ที่จะลบล้างตัวมันเอง

พอมันเข้าใจตรงนั้น อ๋อ ไม่มี ไม่มีคือไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งรู้ ไม่มีแม้กระทั่งเห็น ไม่มีแม้กระทั่งผู้รู้ ไม่มีแม้กระทั่งผู้เห็น ...เอ้า นั่นแหละ อนันตมหาสุญญตา นั่นคือ หมด จบ สิ้น หมดจด 

นี่คือความหมดจด หมดสิ้น โดยสิ้นเชิง ...หมดโดยสิ้นเชิงด้วยนะ ไม่ใช่หมดธรรมดานะ หมดโดยสิ้นเชิง หมายความว่าไม่มีการตั้งขึ้นมาได้อีกแล้ว 

คือถ้าโคตรมัน โคตรรู้น่ะ หรือตัวจิต ตัวรู้นี่...ตั้งไม่ได้เลย อะไรก็ตั้งไม่ได้ ไม่ว่าอะไร หมดแล้ว ...แล้วมันก็ยืนยันได้ด้วยตัวของมัน ด้วยใจที่ไม่มีประมาณนั่นแหละว่าหมดแล้ว 

ไม่ใช่ยืนยันด้วยดวงจิตผู้รู้นะ มันก็เกิดเป็นอาสวักขยญาณ ...และก็ตัวญาณนั้นน่ะเป็นตัวบอก คือความเป็นใจล้วนๆ นั่นแหละบอก

เนี่ย มันเป็นไปตามบัญญัติ ไม่ข้ามขั้นเลย มันจะไม่ข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันจะเป็นอย่างเนี้ย

เพราะนั้นว่าในขั้นตอนของพวกเราก็คือ รู้ตัวให้มาก  เพราะว่าศีลเล็กน้อย ศีลกระพร่องกระแพร่ง ศีลด่างพร้อย ศีลขาด ศีลทะลุ...อย่าถามหามรรคผลนิพพานนะ เป็นไปไม่ได้

ศีลคือกาย กายคือศีล ...เอาจนมันถึงว่าก้อนนี้เป็นก้อนศีล ไม่ใช่ก้อนเรา  ดูมันจนเห็นว่าก้อนนี้เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ก้อนหญิงก้อนชาย ...จนจิตมันเชื่อ 

นี่ไม่ใช่ไปบังคับให้มันเชื่อ ดูเอาจนมันเชื่อเองน่ะ เอาจนจิตมันหมดคำพูดมาเถียงน่ะ ...เห็นมั้ย มันจะต้องอาศัยความต่อเนื่องซ้ำซากขนาดไหน...ก็นึกเอาแล้วกัน 

แต่ถ้ายังไม่เกิดความต่อเนื่องจริงจังน่ะ อย่าทิ้งกาย อย่าปล่อยให้มันหายนาน อย่าให้มันห่างกายปัจจุบัน อย่าไปจมแช่คิดค้นกับเรื่องราว...ทั้งทางโลกและก็ทางธรรม...ข้างหน้าข้างหลัง 

ยิ่งห่างไกลกาย ยิ่งห่างกายปัจจุบัน ยิ่งออกจากกายปัจจุบันนานเท่าไหร่...การพอกพูนภพและชาติมากขึ้นเท่านั้น ...การสะสมความไม่รู้ การพอกพูนความไม่รู้เป็นอาสวะอนุสัยมันก็มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าอยู่กับความไม่รู้ก็หมายความว่า กำลังของมันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ...เราถึงบอกว่าอย่าห่าง อย่าห่างรู้ อย่าห่างเห็น อย่าห่างกายปัจจุบัน 

อย่างน้อยวันหนึ่งๆ ก็ให้มันได้มากเท่าที่จะสามารถทำได้ แล้วก็ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ...ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมากเกิน ศีลสมาธิปัญญาอย่าไปกลัวว่ามันจะเกิน

ไอ้ที่เรากลัวคือกลัวขาด กลัวจะไม่มีเลย เพราะส่วนมากมันไม่มีเลย มันยังไม่รู้ตัวเลยว่ามันไม่มีเลย ...แล้วมันก็อยู่ได้หน้าตาเฉยแบบกลมกลืนมากกับโลก 

มันเข้าไปกลมกลืนกับโลกแบบหน้าตาเฉย และไม่รู้สึกด้วยว่าผิด ไม่รู้สึกเลยว่าไม่ถูกในองค์มรรค ไม่สำคัญเลย ...มันกลมกลืนอย่างมากเลยกับโลก

เพราะว่ามันห่างศีลสมาธิปัญญา ห่างสติ ห่างกาย ห่างปัจจุบัน ...แต่ยิ่งมีปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันกาย ด้วยสติ มากขึ้นเท่าไหร่...ยิ่งใกล้ชิดองค์มรรค ยิ่งแนบชิดติดกับมรรค 

และก็ยิ่งเดินเข้าไปในมรรค ลึกเข้าไปในมรรคเรื่อยๆ ...ถนนของมรรค หรือว่าเส้นทางของมรรค หรือว่าครรลองของมรรค มันก็ขยับเข้าไปๆ ในมรรค 

จนก็เป็นมรรคเบื้องต้น มรรคขั้นกลาง แล้วก็ที่สุดของมรรค...ก็ต้องอาศัยกายใจปัจจุบันเป็นหลัก ความต่อเนื่องคือการก้าวเดินไปในมรรค นั่นแหละ


(ต่อแทร็ก 9/32)




วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/31 (1)


พระอาจารย์
9/31 (560103B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง
3 มกราคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เราไม่สนับสนุนให้ดูจิตก่อนเลย แต่เราจะสนับสนุนให้รวมอยู่ที่กาย เพื่อให้ก่อให้เกิดดวงจิตผู้รู้ขึ้นมา ...ถ้ามีศีลถ้ามีสมาธิ ถ้ามีศีลถ้ามีสติในปัจจุบันกายนี่ จิตจะรวมเป็นหนึ่ง รวมเป็นดวงจิตผู้รู้ 

แล้วตรงนี้ ดวงจิตผู้รู้นี่จะชัดขึ้น มันจะชัดขึ้นมาเอง ไม่ต้องไปหาเลย ไม่ต้องหาว่าไอ้นี่เป็นดวงจิตผู้รู้มั้ย ไอ้นี่รู้อย่างนี้ถูกมั้ย ไอ้รู้อย่างนี้แล้วจะจับมันอยู่อย่างนี้ใช่มั้ย ...ไม่ใช่

มันจะเกิดขึ้น รวมขึ้น ค่อยๆ ก่อเกิด ก่อตัว รวมตัวอยู่ภายใน ...แล้วก็หายไปถ้าสติในกายจาง ดวงจิตผู้รู้ก็จะจางหายไปเช่นเดียวกัน เพราะว่าโมหะจะเข้ามาคลุมมิดเลย มิดจนแทนที่ด้วยความไม่รู้ 

จนมันแทนที่ด้วยความไม่รู้นั่นแหละ ดวงจิตผู้รู้ก็จะหายไป ดูเหมือนหายไป ...แต่จริงๆ มันไม่หายหรอก มันมีอยู่แล้ว เข้าใจมั้ย  แต่ว่ามันถูกห่อหุ้มไว้ 

เหมือนเอากระดาษ...ไม่ใช่กระดาษใสด้วย กระดาษทึบ กระดาษขุ่นน่ะ มาปิดดวงจิตผู้รู้ไว้...คือใจ ... มันก็ไม่เห็นใจแล้ว ไม่เห็นดวงจิตผู้รู้แล้ว มันก็หายไปแล้ว

มันก็เหลือแต่ความมืดบอด ...คือความไม่รู้นั่นแหละคือความมืดบอด ท่านเรียกว่าความมืดบอด ...เพราะนั้นเวลารู้ๆๆ รู้ว่านั่งอย่างนี้ มันมีความสว่างรู้อยู่แว้บๆๆ  

นั่นล่ะมันเป็นความสว่างของผู้รู้ แต่มันไม่ชัดไง ถ้ารู้เป็นขณะๆ ...แต่ว่าถ้าจดจ่อไว้ รู้มันก็จะอยู่คู่กัน แล้วตรงนี้มันจึงจะเกิดสัมปชัญญะขึ้นมา 

ตัวสติและสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นจากสัมมาสมาธินี่ มันจะเข้ามารักษาใจ รักษาดวงจิตผู้รู้นี่ให้มั่นคงอยู่ภายใน ให้เกิดความมั่นคง ตั้งมั่นอยู่ภายใน

แล้วก็รักษากาย รักษาสติต่อเนื่องไป ผู้รู้ก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ อาการเห็นโดยรอบนี่ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ...คราวนี้พอดวงจิตผู้รู้มันตั้งได้ หรือว่าชัดเจนขึ้นเป็นดวงจิตผู้รู้นี่

นี่ด้วยอำนาจของสติแล้วก็ศีลนะ ไม่ใช่ด้วยอำนาจของการบังคับหรือว่านึกเอาคิดเอา ...แต่มันขึ้นมาจากสติตามลำดับขั้น สติที่ระลึกเท่าทันอิริยาบถกาย เท่าทันปัจจุบันกายนี่ ก็จะเกิดดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นขึ้น

เมื่อดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นมันปรากฏชัดเจนขึ้น คราวนี้มันไม่ได้เห็นแค่กายแล้ว ...เห็นหมด จิตก็เห็น อารมณ์ก็เห็น กิเลสก็เห็น ผัสสะก็เห็น นี่เขาเรียกว่ารู้รอบเห็นรอบ ...อยากดูจิตเหรอ ไม่ต้องรอดูเลย มีให้เห็นเอง 

แต่มันเห็นแบบเฉยๆ เห็นแบบไม่ไปไม่มา เห็นแบบรู้อยู่...ไม่ใช่รู้ไป ...นี่ เดี๋ยวนี้เขาเอาป้ายคำสอนของหลวงปู่มาเขียนไว้หน้าทางเดินเข้าไง ...ดวงจิตผู้รู้อยู่ ไม่ใช่รู้ไป

มันจะเกิดอาการรู้อยู่เห็นอยู่ แล้วมันก็เห็นโดยรอบ จิตบ้าง กายบ้าง อะไรบ้าง วูบวาบๆ ไปมา ...ยิ่งเห็นชัดในความไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ยิ่งเห็นชัดในการแค่เป็นอาการหนึ่ง ปรากฏการณ์หนึ่ง 

ตอนนี้ สติถึงขั้นนี้ มันจะเข้ารวมสติปัฏฐานสี่นี่ มาเป็นสติหนึ่งแล้ว เรียกว่ามหา...เข้ามาเป็นมหาสติ

เพราะนั้นคำว่ามหาสติหมายความว่ามันรวมฐานทั้งสี่เป็นอันเดียวกัน มันไม่มีตัวเข้าไปแบ่งแล้ว ว่านี่กาย นี่เวทนา นี่จิต นี่ธรรม ด้วยความเป็นสมมุติใดสมมุติหนึ่ง 

นี่เขาเรียกว่าสติมันก็รวมเป็นหนึ่ง ศีลก็รวมเป็นหนึ่ง สมาธิก็รวมเป็นหนึ่ง ปัญญาก็รวมเป็นหนึ่ง เห็นโดยรอบ เป็นธรรมหนึ่งๆ แต่ในลักษณะธรรมหนึ่งนี่ ยังไงๆ นี่ มันยืนอยู่ในหลักกายหมดแหละ 

เพราะมันจะต้องแจ้งเรื่องนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ยืนพื้นเลย...กายนี่ ...เวทนาจิตธรรมน่ะ เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีๆ มันเหมือนดาวหาง สะเก็ดดาว ...แต่กายนี่เหมือนโลกเลยนะ 

ส่วนดาวหาง สะเก็ดดาวนี่ ผลอุกาบาตบ้าบออะไรนี่ พวกนี้จึงไม่ใช่หลัก ...หลักอยู่ที่กาย แม้จะเป็นมหาแล้วก็ตาม แต่ว่าตัวนี้ยืนพื้น กายนี่ยืนพื้น

เพราะนั้นเมื่อมันเป็นธรรมเบื้องหน้า ธรรมเฉพาะหน้า ซึ่งใน 80-90 เปอร์เซ็นต์ มันอยู่น่ะ มันก็แจ้งตัวนี้ก่อนแน่ๆ  ยังไงก็แจ้งตัวนี้ก่อนแน่ๆ ...แจ้งกายก่อน 

เพราะไอ้สะเก็ดดาว ดาวตก นานๆ มาที หรือว่าอาจจะมาเป็นระลอกๆ ก็ตามเหอะ เดี๋ยวมันก็หายไป อารมณ์ด้วย อะไรด้วย  ...นี่ ส่วนที่เป็นนาม ถึงบอกว่านามนี่ไว้ทีหลังเลย จิตเขาคัดสรรเองน่ะ 

มหาสติก็จะมาทำความรู้ชัดเห็นชัด กายนี่ชัดที่สุด ...แต่ไม่ได้หมายถึงกายนี้นะ ตรงที่เป็นมหานี่จะไม่หมายว่าเป็นกาย ไม่มีสมมุติกาย ไม่มีชื่อ ไม่ค่อยมีชื่อ 

ไม่ค่อยเอาไปอ้างอิงว่าอาการนั้นอาการนี้ หรือว่าเข้าไปคิดค้น หรือว่าหาเหตุและผลแต่ประการใดแล้ว มันก็แค่สักแต่เห็น สักแต่รู้อย่างเดียวนั่นเอง...อะไรวะ ดูมันไปเฉยๆ 

ไม่ไปตั้งแง่ตั้งงอนกับมัน หรือจะไปวิเคราะห์วิจารณ์อะไรมัน มันก็ยิ่งเห็นความเป็นสิ่งหนึ่ง ก้อนหนึ่ง กองหนึ่ง ก็เห็นแค่นี้ สิ่งหนึ่ง ก้อนหนึ่ง กองหนึ่ง

ถ้าสมมุติจิตมันจะถามว่าก้อนอะไร มันก็จะมีคำตอบอยู่ข้างในว่า ก้อนทุกข์  มันก้อนอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จะเรียกอะไรดี ก็เรียกก้อนทุกข์แล้วกัน ตรงที่สุดเลย 

นี่หมายความว่ายังไง ...มันดูไปดูมา มันไม่เห็นความหมายอะไรที่จะตรงมากกว่าคำว่าก้อนทุกข์ เพราะเป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้ที่ตั้งอยู่ ก็เรียกว่าก้อนทุกข์ซะเลย 

ถึงมันตอบให้เองน่ะ ก็ว่าถ้าไม่เป็นก้อนทุกข์แล้วเป็นก้อนอะไร ก็ในความเป็นก้อนกองหนึ่งน่ะ มันก็มีความแปรปรวนไปมา ก็เรียกว่าก้อนที่แปรปรวนไปมา

นี่ มันก็ชัดที่สุด ตามประสาที่จิตมันเห็นตลอดเวลาในความเป็นจริงของมัน ว่าเป็นก้อนที่แปรปรวนอยู่ตลอด ก็เรียกว่าอย่างนั้น ...คือมันจะไม่ออกไปว่าเป็นก้อนเรา หรือว่าก้อนชายก้อนหญิงแล้ว 

เพราะดูไม่ชัดแล้วว่ามันเป็นก้อนชายก้อนหญิง มันดูไม่ชัด จิตก็จะตอบได้ไม่ชัด เพราะมันชัดแต่ว่าแปรไปปรวนมา เปลี่ยนไปแปลงมา 

แล้วก็เป็นกองที่มีเวทนาอยู่ตลอดเวลา มันก็เป็นก้อนทุกข์ ก้อนแปรปรวนไปมา แล้วก็ไม่มีชีวิตจิตใจ

ถ้าจิตมันยังสงสัยว่าเป็นก้อนอะไรไม่มีชีวิตจิตใจ มันก็จะได้คำตอบ เหมือนกับเป็นภาษาลึกๆ ภายในของมันเองว่า ก้อนธาตุ ...ก็คือมันเห็นว่าตรงที่สุดแล้ว ไม่รู้จะนิยามยังไงดี 

ไอ้นิยามว่าเป็นหญิงเป็นชายมันก็จะเริ่มเลือนๆๆ หายไป ...ที่เชื่อ ที่มันเคยเชื่อ หรือไอ้นิยามที่มันเคยนิยามหรือเคยสมมุติบัญญัติไว้ว่านี่เป็นกองเรา ก้อนเรา มันก็เลือนๆ เลือนๆ ไป 

เพราะมันเห็นแต่ว่า ไม่เป็นก้อนทุกข์ก็เป็นก้อนแปรปรวน ไม่เป็นก้อนแปรปรวนก็เป็นก้อนธาตุ ไม่เป็นก้อนธาตุ ไม่เป็นก้อนทุกข์ มันก็เห็นว่าเป็นแค่ก้อนธรรม คือการปรากฏขึ้นเฉยๆ

เนี่ย มหา...มันจะเห็นอย่างนี้ ...ไม่ใช่มหาเปรียญนะ มหาสติ มันจะเห็นสภาพธรรมตามจริง ชัดเจนในแง่มุมนี้ มันจะชัดเจนในแง่นี้ ...ไม่ได้ชัดเจนในแง่สวย ดี ถูก ผิด มันไม่ชัดอย่างนั้นเลย

สวย ดี ถูก ผิด มีคุณ มีประโยชน์ ไอ้พวกนี้เป็นแง่ของอุปาทาน เป็นแง่ของจิตปรุงแต่ง เป็นแง่ของอวิชชาความไม่รู้ เป็นแง่ของตัณหา เป็นแง่ของทิฏฐิมานะมันเข้าไปให้ค่า ...มันจะไม่เห็นในแง่นั้นเลย

พอมันเห็นในแง่นี้มากๆ มันจะไม่เชื่อในแง่นั้นเลย แล้วมันก็จะเห็นด้วยว่าไอ้แง่นั้นน่ะ หลอก เหมือนหลอก เหมือนจิตว่าเอาเอง แล้วก็เดี๋ยวกูจัดการมึงทีหลัง ...เอาตรงกายนี้ก่อน จิตไว้ทีหลัง 

แต่ว่าตรงนี้เอาก่อน ให้มันเห็น จนไปลบล้างความเชื่อที่จิตมันเคยเชื่อ เหมือนจิตตอนนี้มันยังมีชีวิตอยู่นะ มีสัตว์เลี้ยง แล้วก็มันมีความเป็นอิสระในตัวของมันที่จะสร้างความคิดสร้างความเชื่ออย่างนี้ 

มันว่า "อย่ามาแตะต้องกูนะ" ...ก็ต้องเอาตรงนี้ ให้มันชัดเจนจนตัวมันน่ะเริ่มอึกๆ อักๆ  ไอ้จิตอวิชชาหรือจิตที่มันสร้างตัวเราอยู่ในเรื่องราวในจิต มันก็เริ่มอึกอัก 

พูดไม่ออกแล้ว มันเริ่มพูดไม่ออกแล้ว เพราะมันจะเริ่มเถียงไม่ได้ ...เพราะมันถูกปัญญานี่ถ่างตาไว้อยู่ตลอด...ให้มันเห็นแต่ของจริง ความจริง

มันจะเอาอะไรมาเถียงล่ะ มันจะเอาชายเอาหญิงมาใส่เท่าไหร่ๆ มันก็เห็นจริงๆ เท่านี้ ...เถียงไม่ออกแล้ว มันก็เริ่มเหมือนน้ำท่วมปาก ...นี่เขาเรียกว่ามันคลายออกแล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไอ้จิตผู้ไม่รู้หรืออวิชชาน่ะ

เห็นมั้ยว่า อวิชชามันจะถูกลบล้างได้ด้วยวิชชา วิชชาที่ไม่ใช่วิชชาจากการเขียน การอ่าน การฟัง การคิดวิเคราะห์ ...แต่มันเป็นวิชชาที่มาจากศีลสมาธิปัญญา 

วิชชาที่เกิดจากสติระลึกรู้เท่าทันปัจจุบันกาย จนจิตตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ...แล้วสัมมาสมาธิเข้าไปเห็นซ้ำในธรรมที่อยู่เบื้องหน้ามันตรงๆ โดยปราศจากความคิดและจำ

นี่เรียกว่าวิชชาเกิด...วิชชานี่คือปัญญาญาณ ...ไอ้ตัววิชชานี่แหละจึงจะไปชนะอวิชชาที่อยู่ในจิต ที่มันสร้างความเชื่อความเข้าใจ ความยึดมั่นจริงจัง

ว่านี่...เป็นชาย เป็นหญิง เป็นเด็ก เป็นคนแก่ เป็นหนุ่ม เป็นพยาบาล เป็นหมอ เป็นพระ เป็นโยม เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย ...ไอ้นั่นมันความเชื่อ ทุกวันนี้พวกเราเชื่อกันอย่างนี้ 

เชื่อตามจิตว่า แล้วก็เชื่อตามคนอื่นเขาว่าด้วยประกอบกัน ...ก็เลยว่าจริง จริงแล้ว ไม่ค้นหาความจริงอะไรนอกจากนี้แล้วเพราะมันเชื่อซะแล้วว่าต้องเป็นจริง

ถ้าบอกว่านั่ง ก็บอกว่ามันมีทั้งเรานั่ง และไอ้ตัวเราคนที่นั่งนี่ก็เป็นผู้หญิงด้วย และไอ้ตัวเราที่นั่งนี่เราก็เชื่อด้วยว่าเป็นพยาบาลด้วย และเราก็เชื่อด้วยว่าตัวเราคนที่เป็นพยาบาลเป็นผู้หญิงนี่เป็นคนไทยด้วย 

เห็นมั้ย มันเชื่อหมดเลยว่าไอ้พวกนี้จริง ไม่รู้กี่จริงของมันแล้ว เนี่ย คือมันครอบ ครอบสิ่งที่จริงกว่านั้น ...แล้วมันหยั่งไม่ถึงความจริง มันก็ติดอยู่แค่ไอ้ความเชื่อที่ว่าจริงๆๆๆ

ถึงบอกว่า ถ้าไปให้ค่าให้ความสำคัญผูกยึดอยู่กับมัน ก็จะไม่เห็นความเป็นจริง...ที่มันไม่นึกอยากจะดูเลย ...เพราะมันเชื่อไปซะแล้ว 

นี่เรียกว่าอวิชชามันปิดบัง ทิฏฐิมานะปิดบัง สมมุติบัญญัติปิดบัง การให้ค่าปิดบัง ...ปิดบังอะไร ปิดบังความเป็นจริงในปัจจุบัน...ในที่นี้คือกาย

เพราะนั้นว่า ต้องซ้ำ ย้ำ เหมือนแหวกๆ ออก ...เพราะนั้นสติสมาธิน่ะเหมือนแหวกสิ่งที่มันปกคลุมไว้แล้วเข้าไปหยั่งถึงเนื้อแท้ธรรมแท้ ของจริง 

แต่พอหยั่งแล้วนี่ มันก็ปิด...ถ้าไม่รักษา ถ้าไม่จดจ่อกับความจริงของจริง ...เหมือนเราโยนหินลงไปในบ่อที่มีแหนน่ะ มันก็แหวกออกปึ้บ ใช่มั้ย พอหินจมปุ๊บมันก็ปิดคลุมอีก 

นี่คือสติแบบขณิกะ ไม่ว่าจะเป็นกาย ไม่ว่าจะเป็นจิตน่ะ จะเห็นอย่างนี้หมด


(ต่อแทร็ก 9/31  ช่วง 2)




แทร็ก 9/30 (2)


พระอาจารย์
9/30 (560103A)
3 มกราคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/30  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะว่าการเห็นกายหยาบๆ ก็คือเห็นรูปกายเดิน เห็นรูปกายนั่ง ...ก็เรียกว่าเห็นกายหยาบๆ 

แล้วก็ทำความละเอียดในกาย ก็เห็นความรู้สึกในการนั่ง ในการเดิน ในการหยิบ ในการจับ ในการเหลียว ในการเหยียด ในการคู้ เหล่านี้

ฝึก...กับกาย รู้กับกาย รู้กับตัวนี่...ให้มันละเอียด ถี่ถ้วนในกาย ในการปรากฏอิริยาบถของกายใหญ่ กายย่อย ...ถ้ามันเอาจริงเอาจัง คือเขาเรียกว่าเคร่งครัด ไม่ใช่เคร่งเครียดนะ แต่ว่ามันเคร่งครัด 

ให้มันเคร่งครัดกับกาย เรื่องของกาย เรื่องของอิริยาบถ ...ก็เคร่งครัดในอิริยาบถ มันคร่ำเคร่งกับอิริยาบถกาย ด้วยการเจริญสติระลึกรู้ จนเป็นนิสัย จนติดนิสัยรู้ตัว

ติดนิสัยประเภทที่ว่าหลับตาแล้ว นอนหลับ พอเวลาตื่นขึ้นมานี่ เปลือกตาลืม มันยังรู้ตัวตั้งแต่เปลือกตาลืมเลย ...เคยรู้รึเปล่า เคยรู้มั้ยว่าเปลือกตามันลืม หรือรู้สึกถึงอาการที่เปลือกตามันกระพริบลืมตาตื่น 

กว่าจะไปรู้กันน่ะ มันตอนไหนล่ะ ฮึ เคยสังเกตมั้ยว่า ตื่นนอนมาแล้วนี่ รู้ตัวได้ตอนไหน ...เนี่ย แปลว่ามันทิ้งหายสติห่างจากปัจจุบันนี่ 

เพราะนั้นว่าโดยความเคยชินเลย พวกเรานี่ ตื่นนอนขึ้นมานี่ ลืมตัวก่อน โมหะแทรกก่อน ไม่รู้ตัว ...พอไม่รู้ตัวแล้วคราวนี้ความคิดก็เริ่ม...อดีต อนาคตมาแล้ว

"เดี๋ยวจะทำอะไรต่อไป เดี๋ยวจะไปกินน้ำก่อน เดี๋ยวจะไปเข้าห้องน้ำ" ความคิดมาเลย เห็นมั้ย หรือถ้าไม่คิดมันก็โมหะ...ความเคยชินมาเลย เหมือนทำเป็นอัตโนมัติของความเคยชิน 

มันไม่ใช่อัตโนมัติรู้ แต่อัตโนมัติหลง...หลง แล้วก็ทำตามความเคยชิน เคยทำยังไง ซ้ำซาก มันก็วนทำเหมือนเดิมซ้ำซาก ...แต่ว่าทำได้เอง เหมือนทำได้เอง

แต่ถ้าฝึกสติในการระลึกรู้ปุ๊บ พอตื่นปั๊บนี่...รู้ตัว ...รู้ที่ไหนก่อนก็ได้ รู้ที่ตัว แล้วก็จับอาการตัวไว้ ...ต้องจดจ่อไว้ ต้องจดจ่อกายไว้ จดจ่อความรู้สึกกายไว้ จะเหยียด จะย่าง จะยกขา 

เคยเห็นท่าลุกของการตื่นนอนมั้ย เคยเห็นความรู้สึกทุกกระบวนการของการตื่นนอนมั้ย ...ที่พรวดๆๆๆ เขาเรียกว่าไม่ใส่ใจ มันลวกๆ มักง่าย จิตน่ะมันชอบอะไรอย่างนั้น มันเร็ว ความหลงความอะไร

แต่ก็ไม่ต้องช้าเหมือนกับผีบ้าหรอก มันค่อยๆ เอาสติเข้าไปตาม ฝึก...ต้องฝึก ให้มันกลมกลืนกัน พอดีกัน ไม่ต้องยกหนอๆ แหนๆ อะไรหรอก ...ก็แค่รู้ไปตรงๆ ไม่ต้องสมมุติบัญญัติกับมัน 

เพราะว่าจะไปสมมุติบัญญัติกับมันทำไม ก็เราจะทิ้งสมมุติ เราจะทิ้งบัญญัติ แล้วจะไปบัญญัติกำกับซ้ำซากกับมันทำไม ...เพราะตัวมันก็นอกบัญญัติเหนือสมมุติอยู่แล้ว กายน่ะ 

มันไม่มีบัญญัติ ไม่มีสมมุติในตัวมัน มันก็เป็นอาการหนึ่งแค่นั้นน่ะ...เพราะนั้นต้องฝึก ตั้งใจให้ดี ในการที่จะมาทำความรู้รอบเห็นรอบในกายก่อน 

มาทำความถี่ถ้วนในกาย ทำความคุ้นเคยกับกายปัจจุบันให้มากที่สุด อย่าไปคุ้นเคยกับจิตมาก ...จิตนี่ มันดูเหมือนมันมีชีวิตน่ะจิต  จิตเรา เรื่องของเราในจิตน่ะ เรื่องของเราทั้งนั้นจิตน่ะ 

ดูเหมือนจิตมันมีชีวิตจิตใจในตัวของมันเองเลย เพราะว่าความไม่รู้นี่มันเข้าไปให้ค่า...จิตในความเป็นเรา  จนเหมือนกับจิตนี่มันมีชีวิตจิตใจของตัวเราอยู่ในนั้น ...มันเหมือนกับเป็นสัตว์ตัวหนึ่งเลยน่ะ

ถ้าให้เราเปรียบก็ว่าเหมือนหมาน่ะ อย่าไปเล่นกับมัน ...ถ้าเล่นกับมัน มันก็มาคลอเคลีย เพราะว่าดีกับมันนี่ มันก็คลอเคลียเคล้าแข้งเคล้าขาอยู่ ...ถ้าไปตีมันล่ะ มันก็แว้งกัดอีก เดี๋ยวมันก็แฮ่ ฮื่อใส่ ...กลัวอีก

แล้วทำยังไง ...ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หมามันเป็นยังไง ถ้าไม่สนใจมัน ไม่หันไปมองมันด้วยนะ อย่าจ้องตามันนะ ถ้าจ้องเดี๋ยวก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปลูบหัวมันอีกแล้ว เข้าไปเล่นกับมัน ไม่มอง ไม่สนใจ

หมาเมื่อมันเจอความไม่สนใจ มันก็ไม่เกิดความคุ้นเคย ใช่ป่าว เหมือนหมาข้างถนนน่ะ ไม่มีเจ้าของ มันก็ไม่เข้ามาวอแว หรือว่าเข้ามาพัวพัน มันก็ต่างคนต่างไปของมัน 

แล้วสุดท้ายไม่มีใครเลี้ยงดูให้อาหารการกิน มันก็ตายของมันไปเอง ...มองให้เห็นอย่างนั้น

จิตน่ะมันมีชีวิตจิตใจเหมือนเป็นตัวเราของเรา ดูเหมือนว่า พอจะบอกให้มันทำอะไร สั่งให้มันเลิกคิดนี่ สั่งให้มันคิดน้อยๆ ยังสั่งมันไม่ได้ ใช่มั้ย 

มันเหมือนมีชีวิตในตัวของมันเอง บอกอะไรก็ไม่ฟัง ...บอกไม่ให้มันเกิดอารมณ์ มันก็จะเกิด  บอกให้มันไม่มีความอยาก มันก็ไม่ฟัง อะไรอย่างนี้

มันเหมือนมีชีวิตเป็นของตัวมันเอง ที่แตะต้องมันไม่ได้ ...ก็เรานั่นแหละ เป็นผู้ไปให้กำลังมัน เวลาจะเอาอะไร จะอยากได้อะไร ก็เข้าไปให้ชีวิตจิตใจกับมัน 

จิตมันก็เลยดูเหมือนมีความเป็นบุคคล หรือว่าความเป็นสัตว์อยู่ในอาการนั้นของจิต ...ทั้งๆ ที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกแล้วว่า จิตตานุสติปัฏฐาน ท่านก็บอกว่าจิตสักว่าจิต

ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของใคร ...ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลก็แปลว่ามันไม่ใช่มีชีวิตจิตใจอะไรในความเป็นจริง 

แต่ว่าจิตน่ะ เราคุ้นเคยกับจิตมาก เหมือนกับว่าเป็นหมาเลี้ยงแสนรักแสนรู้ ทำได้ทุกอย่าง ...มันก็ภาคภูมิใจในสัตว์เลี้ยงตัวนี้มาก ว่าเป็นของเรา ตัวเรา สมบัติของเรา 

กูสั่งให้ทำให้คิดเรื่องอะไร มันก็คิดให้ทำให้ บอกให้มันคิดวิธีหาความสุข มันก็คิดหาความสุขทุกรูปแบบมาให้ แล้วก็ทำตามมัน ได้บ้างไม่ได้บ้าง มันก็ถือว่าได้แล้วมีแล้ว ...มันก็เป็นตัวเราๆ เป็นสัตว์ของเรา

เพราะนั้นอย่าไปข้องแวะกับจิตมาก ให้มันมาคร่ำเคร่ง เคร่งครัดอยู่ในกายให้มากๆ ให้มันทั่ว เหมือนกับไม่ให้มันหลุดเล็ดรอดออกไปจากอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยได้ 

ช่องทางที่มันหลงลืมกาย ห่างกายนี่ เป็นช่องทางที่จิตน่ะมันจะออกไปทำงาน ...แล้วการเท่าทันจิต มันเท่าทันได้ขณะแรกเท่านั้น ขณะเดียว แป๊บเดียว แล้วจากนั้นก็ไม่ทันแล้ว เลื่อนลอย ไหลไป

เพราะนั้นดูจิตแค่อย่างเดียวไม่พอหรอก ...คือขอให้เห็นว่าจิตกำลังคิด กำลังนึก แค่นั้นน่ะ ดูให้เห็นแค่นั้นก่อน  เสร็จแล้วมันต้องเอามาจดจ่ออยู่ในกาย ถ้าไม่จดจ่ออยู่ในกายนี่ เดี๋ยวก็ถูกหลอกไปกินหมดน่ะ 

ไอ้ที่ว่ารู้จิตดูจิตน่ะ มันดูได้แค่ขณะเดียว ฐานหรือว่าดวงจิตผู้รู้ผู้ตั้งมั่นไม่มี ไม่มีฐาน ...เพราะนั้นเวลาทำงานมันก็เห็นอาการของจิตวุบวับๆ มันก็เห็นแค่นั้นน่ะ มันไม่มีจิตตั้งมั่น 

มันไม่ตั้งมั่นมารู้มาเห็น มาเป็นรากเป็นฐาน มาหยุดมาอยู่ มาเป็นดวงจิตที่รวมตัวเป็นหนึ่ง ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ...มันก็เห็นแค่ขณะนึง วูบไปวาบมา ก็...เออ เห็นแล้วนะ ...แล้วก็หลงต่อแล้วนะ อย่างเนี้ย

คือมันไม่รู้หรอกว่ามันหลงต่อ มันไม่เห็นหรอก ...ไอ้ตอนที่หลงต่อออกไปนั่นมันไม่เห็นหรอกน่ะ แต่มันเห็นตอน เออ เกิดอารมณ์ หรือกำลังคิดหนักๆ น่ะเห็น เห็นแค่แป๊บนึงแล้วก็หายไปแล้ว 

เนี่ย เล่นกับมัน เหมือนกับเข้าไปเล่นกับมันโดยที่ไม่รู้ตัวเลย เหมือนกับเข้าไปลูบหมา หมาเลียปากยังไม่รู้ตัวเลยว่านั่นเข้าไปเล่นกับมันแล้ว

แต่ไอ้ตอนเห็นว่าเป็นหมา ครั้งแรก มันวิ่งเข้ามาหรือเกิดขึ้นมา...จากที่มันไม่มีอะไรแล้วมีขึ้นมานี่ก็เห็น ก็เห็นมันมา แต่ว่าเห็นสักพักนึง มันก็เข้าไปกลืนกัน ...ไอ้ตอนเข้าไปกลืนกันน่ะไม่รู้ตัว ไม่มีสติเลย 

แต่พอกลืนไปนานๆ แล้วมีอะไรแรงๆ ขึ้นมา มันถึงเห็นอีก ...มันก็อยู่อย่างนั้น มันอยู่นอกฐานหมดเลย นอกฐานปัจจุบันน่ะ ...ปัจจุบันอยู่ที่รู้ ปัจจุบันอยู่ที่กาย เป็นตัวที่เป็นปัจจุบันที่สุด

ทำไมถึงต้องบอกว่าอยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นความเป็นจริง ความเป็นจริงมันอยู่ในปัจจุบัน ...อะไรที่ออกจากปัจจุบันน่ะ มันไม่จริง 

อันนี้...อะไรที่ออกนอกปัจจุบันน่ะ มันอุปาทานขันธ์ คือเป็นขันธ์ที่จิตสังขารนี่มันสร้างขึ้นมา จิตผู้ไม่รู้หรือจิตอวิชชานี่ มันสร้าง มาเป็นรูป เป็นลักษณะอารมณ์ ลักษณะความสุขความทุกข์ 

มันเป็นลักษณะที่มันสร้างขึ้นมา เป็นอดีต เป็นอนาคต ข้างหน้า ข้างหลังตลอด ...แต่ไอ้ความเป็นจริงที่มันเป็นปัจจุบันจริงๆ นี่ มันก็มีแค่กายกับรู้ที่เป็นปัจจุบันชัดเจน 

จริงๆ ปัจจุบันก็มีทั้งผัสสะด้วย รูปที่เห็น ตาที่เห็น หูที่ได้ยินเสียง เสียงที่ได้ยิน มันก็เป็นปัจจุบัน ...แต่ว่าไอ้ปัจจุบันพวกนี้ มันยังเป็นรายละเอียด 

มันไม่สามารถจะไปจดจ่อหรือว่าตั้งมั่นอยู่กับผัสสะนั้นได้ตลอดเวลา เพราะผัสสะมันก็เกิดๆ ดับๆ เหมือนกัน แค่พอให้รู้ พอให้เห็นแค่นิดเดียว 

แต่อย่าไปตั้งจดจ่ออยู่ว่าจะเอาเสียงเป็นอารมณ์ แล้วก็จะรู้ปัจจุบันของว่ากำลังได้ยินอะไรอย่างนี้ ไม่ได้ หรือว่าเอาตา เอารูปเป็นปัจจุบันแล้วก็จะตั้งว่า รู้ว่าเห็นๆๆ ตลอดเวลานี่ไม่ได้ 

มันก็ได้แค่ครั้งคราว ก็เหมือนกับอาการของจิตนี่เหมือนกัน ... แต่ว่าตัวที่มันจะเป็นฐาน ตัวที่เป็นฐานนี่ คือองคาพยพของกาย มหาภูตรูปนี่ มันถึงจะเป็นฐานที่จิตมันสามารถรวมตั้งมั่นเป็นหนึ่งได้ 

นี่เป็นสัมมาสมาธิที่แนบแน่นขึ้น ...ไอ้สมาธิแบบขณิกะๆ น่ะเอาไว้หลอกเด็กเอา เข้าใจมั้ย พอให้ระงับ ไม่ให้แล่นโลดไหลไปในอารมณ์แรงๆ เท่านั้นแหละ

แต่ว่าเพื่อทำความรู้แจ้งนี่ไม่มีทาง มันจะไม่สามารถเอาสมาธิระดับขณิกะอย่างนั้นไปใช้ได้พอ ...มันต้องตั้งมั่นอยู่ภายในด้วยความมั่นคงจริงๆ มันจึงจะเกิดโยนิโสมนสิการ...คือแยบคาย 

นั่นแหละปัญญาญาณมันจะเกิดภาวะรู้ภาวะเห็นสภาพธรรมตามจริงจึงจะเกิด ...คือมันจะต้องอาศัยการเห็นการรู้ที่ต่อเนื่องกว่านี้ 

เพราะนั้นถ้ามันไม่มีสัมมาสมาธินี่ มันจะไม่เกิดภาวะที่รู้ต่อเนื่อง เห็นต่อเนื่อง มันก็เห็นแว้บ...หาย แว้บ...หาย อยู่อย่างนี้ มันไม่ต่อเนื่อง ...ไม่ต่อเนื่องก็ไม่เชื่อหรอก จิตมันว่าอย่างนั้น

แต่ถ้าเห็นต่อเนื่องแล้วมันเถียงไม่ออก มันเถียงไม่ได้ เห็นความเป็นไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลต่อเนื่องเลยอย่างนี้ เห็นความเป็นก้อนต่อเนื่องเลย เห็นความแปรปรวนไป แปรปรวนมาแบบต่อเนื่องเลย 

เดี๋ยวอีกเดี๋ยวมันไม่เชื่อแล้วว่ามันมีเราของเราอยู่นี่ มันหาความเป็นสัตว์เป็นบุคคลไม่ได้จริงๆ ...จิตมันจะค่อยๆ ยอม เพราะมันเห็นต่อเนื่อง

เพราะนั้นตัวที่มันเห็นต่อเนื่องนี่ท่านเรียกว่าสัมปชัญญะ  ไอ้ตัวสัมปชัญญะมันก็ต้องอาศัยจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งไม่หวั่นไหว ...ถึงได้บอกว่า สติมา อาตาปี สัมปชาโน มันต้องอยู่ในลักษณะนี้

เพราะนั้นตัวอาตาปีน่ะคือการจดจ่อในกายเดียว กายปัจจุบันกายเดียว นั่น ในกายปัจจุบัน ในกายานุสติปัฏฐาน ท่านไม่ได้พูดถึงตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ได้พูดถึงผัสสะเลยนะ 

ท่านพูดแต่กายานุสติ คือเรื่องของกาย และในขณะที่รู้ตั้งมั่นอยู่กับกาย พอมันตั้งมั่นดีแล้วนี่ อาการผัสสะทางอายตนะนี่ มันจะรู้ต่อไปเอง มันจะเห็นเองด้วยจิตที่ตั้งมั่น 

คราวนี้มันจะเห็น ตรงนู้นก็เห็น ตรงนี้ก็เห็น เห็นว่ามีการได้ยิน เห็นว่ากำลังได้ยิน...เห็น นี่จะไม่ใช่รู้แล้ว มันจะเห็นว่ากำลังได้ยินอยู่ กำลังเห็นรูป กำลังอยู่ในอาการเห็นรูป กำลังอยู่ในอาการเย็นร้อนอ่อนแข็ง 

มันเห็น แต่ว่ามันเห็นแล้วตัวรู้นี่มันจะอยู่เฉยๆ นี่เขาเรียกว่ามันมีฐานรู้ ฐานตั้งมั่นอยู่ มันไม่ใช่ไปรู้แล้วก็ลอย รู้แล้วก็ลอยออกไป ตีนลอยๆ เลื่อนลอย...เรียกว่ารู้แบบเลื่อนลอย


(ต่อแทร็ก 9/31)



วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/30 (1)



พระอาจารย์
9/30 (560103A)
3 มกราคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  มีทุกวงการน่ะคน ถ้ามันไม่ได้มีการอบรมจิตภาวนาให้เกื้อกูลกัน สงเคราะห์กัน ตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้อ่ะ แสวง เสวยแต่ความสุขชั่วคราวไป โดยเข้าใจว่ามันดีที่สุดแล้ว 

มันติดมันข้องอยู่แค่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกับเครื่องฉาบทาเท่านั้นเอง หลง จริงจังเกินไป หาความสุขที่แท้จริง ไม่รู้จัก

เพราะว่าสุขที่แท้จริงก็คือสุขที่มันปราศจากอามิส ปราศจากความปรุงแต่งนั่นแหละ เรียกว่านิรามิสสุข 

คนที่ไม่รู้จักการภาวนา ไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญา มันจะไม่สามารถเข้าไปหยั่งถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการปราศจากความปรุงแต่ง 

ขนาดผู้ปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่ ยังผูกติดอยู่กับอะไรตั้งหลายอย่าง ความคิดบ้าง สภาวะบ้าง อารมณ์บ้าง มันยังผูกอย่างนั้น...ด้วยความคุ้นเคย

กว่าจะมาเรียนรู้เท่าทัน แล้วก็เห็นโทษเห็นภัยของการเข้าไปตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ เข้าไปเสวยกับอารมณ์ มันก็ต้องเจริญปัญญาโดยรอบโดยตลอด มันถึงจะคลายออก 

การปฏิบัติธรรมที่มันเนิ่นนาน ซ้ำซาก ชักช้ากันนี่ เพราะว่ามันไม่ต่อเนื่อง การรู้การเห็นนี่ มันแค่กระพร่องกระแพร่ง ขาดๆ หายๆ มันก็เลยเลิกละอะไรไม่ได้เด็ดขาด 

เห็นทุกข์เห็นโทษก็เห็นแค่ผิวๆ มันก็ไม่เชื่อจนถึงขั้นที่จะละวางได้ด้วยตัวของจิต ...แต่ไอ้ตัวความอยากละ ความอยากวาง มันก็มี แต่ไอ้ตัวจิตมันไม่ละไม่วางให้น่ะสิ ...ปัญหามันอยู่ที่ตัวจิตนั่นแหละ 

เหมือนกับปากกับใจไม่ตรงกันน่ะ ไอ้อยากได้ก็อยากได้ อยากละก็อยากละ ...แต่จิตน่ะ มันก็เอา มันก็ถือไว้อย่างนั้นน่ะ เผลอเมื่อไหร่มันก็เข้าไปครอบครอง เข้าไปผูกไว้

เพราะนั้นแค่เรียนรู้เท่าทันอาการปัจจุบันกาย แล้วก็อยู่โดยปราศจากความคิด ปราศจากความปรุงแต่งน่ะ มันก็ยากลำบากจะตายอยู่แล้ว ยิ่งมันมีงานภายนอกเข้ามาอีก มันก็ยิ่งทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

จะบอกว่ามันก็เหมือนเหยียบเรือสองแคมน่ะ บางครั้งมันก็ทุ่มเทลงไปภายนอก จนลืมภายใน บางครั้งก็หยั่งๆ ไว้ พอได้หยั่งไว้ภายในบ้าง 

แต่ประเภทที่ว่ากระโดดเข้ามาสองขาภายในนี่ น้อยมาก แล้วก็ได้ชั่วคราว แป๊บเดียว ...ผลมันเลยตามไม่ทัน ส่งผลมา...ผลของมรรคมาไม่ทัน 

ผลของกิเลสคือความทุกข์ อุปาทานทุกข์ ความเป็นอุปาทานทุกข์ ความเป็นเรา ความเป็นของเรา มันก็เลยสะสมเพิ่มกำลัง เต็มกำลังไปเรื่อยๆ ด้วยอำนาจของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน 

เพราะนั้นมันก็สะสมแต้มเพิ่มคะแนนบวกขึ้นไป พอกพูนขึ้นไป ...การละการวางก็น้อย อำนาจแห่งการละการวาง หรือกำลัง ความเด็ดเดี่ยวในการละการวาง มันก็น้อย

แต่เมื่อใดที่มันอยู่ในฝากฝั่งของศีลสมาธิปัญญามาก กำลังในการละ การวาง การปล่อย มันก็มาก แล้วก็ไม่เกิดความลังเล เสียดาย

สมมุติเวลาเรามีเรื่องมีราวมีปัญหาอะไรขึ้นมานี่ ส่วนมากมันก็จมอยู่ในการคิดค้น พอรู้ตัวแล้วก็จะหยุดการคิด รู้แล้วก็ละความคิด รู้แล้วก็ออกจากความคิดนี่ บางทีมันก็ไม่กล้าออก 

กลัว มันกลัวที่จะ...ถ้าไม่คิดแล้วจะไม่ประสบผลดั่งคาดดั่งหวัง ...ไอ้ดั่งคาดดั่งหวังนั่นน่ะอุปาทานภพ แล้วมันก็ให้ความสำคัญกับอุปาทานภพ ข้างหน้า อนาคต 

โดยที่ว่าจริงจัง หรือว่าเที่ยง...เที่ยงในภาษามันน่ะ ...แต่ในความเป็นจริงมันไม่เที่ยงเลย มันประกอบด้วยเหตุปัจจัยมากมายมหาศาล ไม่ได้ขึ้นกับความคิดอย่างเดียว 

แต่ว่าไอ้ตัวความคิดหรือว่าตัวที่สร้างเรื่องไปข้างหน้า มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หรือว่าเค้าๆ ลางๆ แต่จิตมันไม่เห็นอย่างนั้น มันเชื่อแบบหมายมั่น หรือว่ายึดมั่น 

เขาเรียกว่าเกิดความเชื่อจนยึดมั่นถือมั่น ในภพนั้นๆ ว่าควรต้องมี ควรต้องเป็นอย่างนั้นๆ

เพราะนั้นพอกำลังของศีลสมาธิปัญญานี่มันไม่มากกว่า หรือว่ามันไม่เฉียบคมกว่านี่ มันตัดละไม่ออก วางไม่ได้ ไม่กล้าวาง เกิดความห่วงหาอาวรณ์ ก็เลยคิดซ้ำซาก 

ตกอยู่ในภาวะคิดซ้ำซาก หลงซ้ำซาก วนเวียน แง่มุมต่างๆ นานา มันก็ปรุงไปตามภาษาของมัน ...แต่ขณะที่ปรุง ขณะที่หา อยู่ในความคิดนั้นน่ะ มันเป็นความเศร้าหมอง มันมีความเศร้าหมอง ขุ่นมัว 

ไอ้ความเศร้าหมองขุ่นมัวคืออะไร คือมันลังเล ไม่แน่ใจว่าจะได้หรือไม่ได้นั่นน่ะ จิตมันก็เกิดความเศร้าหมอง เพราะว่ามันไม่เกิดความชัดเจน มันไม่ชัดเจน

แต่ถ้าเราอยู่กับความชัดเจน มันก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่มันมีอยู่ชัดเจน ปรากฏอยู่ชัดเจนอย่างนี้ แต่มันกลับวิ่งไปหาสู่ความไม่ชัดเจน แล้วก็พยายามจะทำให้มันชัดให้ได้ ทั้งที่มันไม่ชัด 

เพราะมันยังไม่เกิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างนั้น ...นั่นแหละท่านเรียกว่าความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ที่เกิดจากความปรุงแต่งไปในอดีต ในอนาคต แล้วมันก็เข้าไปหมายมั่นจริงจัง

เพราะนั้นเวลาที่มันไม่มีเรื่องอะไรนี่ หรือว่ายังไม่เกิดปัญหาอะไรนี่ แทนที่จะเอาเวลาไปเผลอเพลินทำนู่นทำนี่ หรือว่าอยู่ด้วยความสบายใจ ผ่อนคลายอะไรอย่างนี้ 

เวลานั้นน่ะควรจะระลึก รู้ตัว ตั้งมั่นกับกายใจปัจจุบันให้มาก ให้นาน ให้ต่อเนื่องที่สุด มันจะได้สะสมกำลังด้วยศีลสมาธิปัญญา เอาไว้ใช้ยามคับขัน 

เวลาที่มันหลงเข้าไปจมแช่กับอารมณ์ หลงเข้าไปจมแช่อยู่ในอดีตอนาคตนั่นแหละ หรือหลงไปจมแช่อยู่กับเรื่องราวของสัตว์บุคคลที่มันคาดไม่ถึง ว่าการกระทำคำพูดนั้นจะปรากฏเช่นนั้นน่ะ 

มันก็สามารถจะเอามาใช้เป็นกำลังที่จะเกิดความไม่หวั่นไหว เท่าทัน แล้วก็ไม่ก่อทุกข์ภายใน มโนกรรม ...มโนกรรม ทุกข์ภายในนี่ ถ้ามันก่อขึ้นเรื่อยๆ นี่ เดี๋ยววจีกรรมภายนอก อาการภายนอก ก็จะตามมา 

มันก็เกิดความผูกเรื่องเป็นวิบากขันธ์ วิบากกรรม ไม่จบไม่สิ้นอีกต่อไป ...มันก็กลายเป็นว่าพอกพูนภพชาติไปโดยปริยาย

อย่าไปปล่อย เวลาที่ออกจากผัสสะอารมณ์ภายนอกได้ ก็พยายามตั้งมั่นให้ได้ ...แล้วก็ถ้ามันยังขี้เกียจขี้คร้านที่จะรู้ในปัจจุบันธรรม ก็ต้องอาศัยรูปแบบ นั่งสมาธิบ้าง 

นี่เป็นตัวกำกับ เป็นตัวกำชับ ให้มันเกิดความตั้งอกตั้งใจอยู่ภายใน เป็นระยะเวลาหนึ่ง ช่วงหนึ่ง ชั่วโมงนึง ครึ่งชั่วโมง

ก็สังเกต ให้สังเกตดูว่า สมมุติว่าคนที่นั่งสมาธิเป็นนี่ เวลานั่งสมาธิโดยที่ไม่ได้นั่งเข้าไปทำความสงบนี่ แต่นั่งทำความรู้ตัว รู้ชัด ในกายในรู้ปัจจุบันนี่ 

เวลามันรวมดีแล้วนี่ ลืมตามาแล้ว ออกจากสมาธิมาแล้ว ออกมาจากการกำหนดในรูปแบบนั้นน่ะ สติสัมปชัญญะนี่มันจะมีติดตัวมาด้วย 

เหมือนกับมันจะเกิดการรู้การเห็นตาม...เป็นกำลังอยู่ข้างใน ที่มันสว่างแจ้งในการกระทำของปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้อยู่

เพราะนั้นน่ะในรูปแบบ ถ้าต้องทำในรูปแบบ ในลักษณะที่ทำสติรู้ตัว ด้วยความรู้ชัดเห็นชัดนี่ มันก็มีกำลังติดเนื้อติดตัวกลับมาในชีวิต 

เวลาจะลุกไปเข้าที่หลับที่นอน ลุกไปหยิบนั่นหยิบนี่ มันก็เกิดความรู้ชัดเห็นชัด สว่างอยู่ภายใน ได้ระยะหนึ่งช่วงหนึ่ง ...แล้วจากนั้นไป พอมันเริ่มคลี่คลาย ก็ต้องกำชับสติในปัจจุบันให้ได้ 

นี่เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เท่าที่จะทำได้...มันต้องฝึก ...การนั่งสมาธิภาวนาก็ต้องมี ทุกวันน่ะ ในรูปแบบก็ต้องทำ แล้วก็ในอิริยาบถปกติก็ต้องทำ 

มันไม่มีว่าง ไม่มีเว้น ไม่มีเปิดโอกาส ปล่อยทิ้งช่วงให้กิเลสมันครอบครองใจ ความไม่รู้มันครอบครองใจ ...ให้สังเกตว่าวันวันนึงนี่ มันมีความไม่รู้ครอบงำมากน้อยเท่าไหร่ 

ให้สำรวจบ้าง ว่าทั้งวันเลยนี่ สักยี่สิบชั่วโมง สิบชั่วโมง หรือว่าครึ่งวัน มันอยู่ด้วยความไม่รู้ อยู่กับความไม่รู้ หรืออยู่กับความรู้ อยู่กับสติ อยู่กับศีล อยู่กับกายนี่ กี่ชั่วโมงกี่นาที ...มันก็ต้องพัฒนาให้มันดีขึ้น

ไอ้เรื่องงานภายนอกก็ปล่อยมันบ้าง ช่างหัวมันบ้าง แล้วแต่มันจะเป็นไปบ้าง ไม่ต้องไปซีเรียสกับมันมาก อย่าไปปล่อยให้มันมีกำลัง ดึงกายดึงใจหายไป 

จนตามหากายตามหาใจตัวเองไม่เจอ หรือว่าเจอแล้วก็อยู่กับมันได้ยาก เหมือนกับมันจะวิ่งหนีหายไปอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามันไปทำงาน จิตมันไปทำงานที่ไม่ใช่งานในองค์มรรค 

แล้วจิตมันเห็นคุณค่าของผลจากการทำงานนอกองค์มรรคนี่ มากกว่าคุณค่าของการทำงานในองค์มรรค เพราะว่างานในองค์มรรค ผลมันยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลมันก็ยังไม่ปรากฏชัดเจน

แต่ว่าผลจากการกระทำตามความคิด หรือว่าผลจากที่คิดไปแล้วกระทำตามเนี่ย มันรู้สึกว่าน่าจะชัดเจนกว่า ได้ผลเร็วกว่า มันก็มุ่งมั่นออกมาไปจม ฟุ้งซ่านอยู่ในความคิดนั่นน่ะ อดีตอนาคตอะไรก็ตาม

มันต้องคอยหมั่นละ หมั่นวาง หมั่นถอนตัว ถอนใจ ถอนจิตออกมา ถอนจิตที่มันอยู่ในแง่มุมของการคิดการปรุง ให้มันมากลายเป็นจิตที่รู้เห็นจดจ่ออยู่กับกายใจปัจจุบันให้มาก 

แล้วก็รู้แค่ไหนก็รู้แค่นั้นแหละ...กายน่ะ อย่าไปฟุ้งซ่าน อย่าไปหาเหตุหาผลกับมันอีก ก็แค่รู้ ...แล้วก็รู้ลงไปถึงความรู้สึกในกาย ว่านั่ง และความรู้สึกในการนั่งเป็นยังไง 

รู้ถึงความรู้สึกในการเดิน ในการกระทบ ในการเหยียด ความรู้สึกของการก้าว อย่างเนี้ย ให้เห็นความรู้สึกของการเดินจริงๆ 

ไม่ใช่เดินแบบผีดิบ หรือว่าเดินแบบท่อนไม้ ก็เดินให้เห็นความรู้สึกจริงๆ ของการเดิน ของการนั่ง


(ต่อแทร็ก 9/30  ช่วง 2)