วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/33



พระอาจารย์
9/33 (560111)
11 มกราคม 2556


พระอาจารย์ –  เมื่อใดที่เราอยู่ด้วยความไม่รู้ตัว เมื่อนั้นน่ะคือการพอกพูนขึ้นซึ่งอาสวะ ไปโดยปริยาย พอกพูนไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน 

มันน่ากลัว...แต่เราผู้อยู่กับมัน ผู้ที่เป็นไปกับมัน จะไม่รู้สึกเลย จะไม่รู้สึกเลยว่ามันน่ากลัวอย่างไร มันเห็นเป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ มันเห็นเป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไรเลย 

อันเนี้ย ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าประมาท นี่คือความประมาทมัวเมาของกิเลส ที่มันปิดบังมรรคผลและนิพพานอยู่ ...กิเลสตัวเองน่ะแหละปิดบังมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่คนอื่นปิดบังหรอก 

แล้วมันก็มาตีค่าตีราคาของศีลสมาธิปัญญาว่า เอามาใช้ในชีวิตไม่ได้ เอามาใช้ในหน้าที่การงานไม่ได้ เอามาใช้กับสถานที่นี้ เหตุการณ์นี้ บุคคลนี้ไม่ได้ 

มันก็มีข้ออ้างเงื่อนไขขึ้นมา ให้ผลัดไปทำที่นั้นกับเรื่องนั้น กับเหตุการณ์นั้นก่อน อะไรอย่างนั้น ผัดวันประกันพรุ่งไป ...แน่ะ เห็นมั้ยว่าจิตมันปิดบังมรรคผลนิพพาน

ถ้าไม่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง เอาใจใส่ และตั้งอกตั้งใจจริงๆ นี่...ศีลไม่บังเกิด สมาธิไม่บังเกิด ปัญญาไม่บังเกิดแน่ๆ

เพราะนั้นการภาวนาเบื้องต้น ทุกคนแหละ มันเหมือนกินยาขม มันไม่หวาน มันไม่กลมกล่อมหรอก มันก็ต้องฝืดฝืนทั้งนั้นแหละ ...แต่ว่าฝืดฝืนแล้วนี่ แล้วมันจะค่อยๆ ดีขึ้นไปตามลำดับ

เพราะนั้นธรรมนี่เป็นของที่แจกจ่ายเจือจานกันไปมา สงเคราะห์กันไปมา...คนพูดคนฟัง มันเป็นการเกื้อกูลกันอยู่แล้ว ...ธรรมนี่มีแต่ให้ คำว่าธรรมนี่เป็นเรื่องของการให้ 

หมายความว่าแม้แต่คนพูดนี่ก็ได้ แม้แต่คนฟังก็ได้ พูดเองก็ได้เอง เนี่ย เหมือนกับพูดให้ตัวเองฟังด้วยซ้ำ ...เห็นมั้ยว่าเรื่องของธรรมนี่มีแต่ให้ ไม่มีเสียหรอกในการสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา 

เพราะสภาพความเป็นธรรมนี่เป็นสาธารณะ เป็นกลาง ไม่ใช่ของสัตว์บุคคลใดๆ ...มันมีแต่การให้และเอื้อเฟื้อต่อสรรพสิ่ง แม้แต่จะเป็นตัวที่ก่อกำเนิดธรรมนั้นก็ตาม มันก็มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กลับคืน ตอบสนอง

เพราะนั้นการพูด การเตือน การบอกนี่ เพื่อให้เกิดความพากเพียร เกิดความขยัน และก็เกิดความชัดเจนในวิถีแห่งการปฏิบัติ ในแง่ของศีลสมาธิ ปัญญา ไม่ได้แง่ไหนแง่หนึ่ง หรือว่ารูปแบบไหนรูปแบบหนึ่ง 

เราไม่เคยพูดถึงรูปแบบการนั่ง การยืน การเดินจงกรม หรือกำหนดอะไรเป็นพิเศษ ...แต่เราจะพูดซ้ำซากอยู่แค่...ศีลสมาธิปัญญาคืออะไร 

ให้เห็นคุณค่าของกายปัจจุบัน ให้เห็นคุณค่าของจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับกายปัจจุบัน ให้เห็นคุณค่าของการรู้การเห็นกายปัจจุบัน อยู่แค่นี้เอง

นี่คือหลักปฏิบัติ หรือวิถีของการปฏิบัติ ไม่ใช่รูปแบบการปฏิบัติ ไม่เรียกว่ารูปแบบการปฏิบัติ ...แต่เรียกว่าเป็นวิถีของการปฏิบัติ การดำรงชีวิต การนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน 

การนำเอาไป...สามารถเอาไปใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาทุกสถาน ให้เป็นอกาลิกธรรม...อกาลิโก นั่นแหละ 

ถ้ามันเข้ารูปแบบ หรือว่าเราพูดถึงรูปแบบของการปฏิบัติปุ๊บ ...มันจะไม่เป็นอกาลิโก มันจะไม่เป็นอกาลิกธรรม อกาลิกจิต 

แต่ถ้าพูดถึงวิถีแห่งมรรค วิถีแห่งศีล วิถีแห่งสมาธิ วิถีแห่งปัญญา...เนี่ย จะเป็นสาธารณะ เป็นกลาง เป็นอกาลิโก เป็นอกาลิกธรรม ไม่มีเวลา ไม่มีวัน ไม่มีสถานที่ ไม่มีบุคคล ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข

ถ้าเข้าใจและก็ชัดเจนในจุดนี้ การปฏิบัติก็จะตรงต่อมรรค ก็จะเร็ว ...เร็วเพราะอะไร  เร็วเพราะมันตรง ...ไม่ใช่เร็วเพราะว่าใส่ปุ๋ย เร่งปุ๋ย...ไม่ใช่ 

มันเร็วเพราะว่ามันตรง ไม่คด ไม่โค้ง ไม่งอ ไม่อ้อม ...เพราะมันตรงมันก็เลยเร็ว เหมือนขึ้นทางด่วนเงี้ย มันไม่มีเบี้ยใบ้รายทางหรือว่าไปตัดเข้าที่ใครให้โค้งไปโค้งมาอะไรอย่างนี้ 

แต่นี่มันตรงไปเลย ตรงต่อศีล ตรงต่อสมาธิ ตรงต่อปัญญา ...มันก็เหมือนกับไฮเวย์น่ะ มันจะไม่ด่วน จะไม่ไวได้ยังไง ใช่ไหม

แต่ว่าความเชื่อความเห็นที่มันติด ที่มันคา ที่มันข้องอยู่นี่...โดยสัญญาความจำ โดยคนรอบข้างเนี่ย มันจะเป็นตัวเหนี่ยวตัวรั้ง และก็เป็นตัวที่เราเสียดาย 

และก็เป็นตัวที่เรายังคายังข้องอยู่ ยังหมายมั่นกับมันอยู่เท่านั้นเอง ...เพราะฉะนั้น ปัญญาของเราในเบื้องต้นนี่ คือปัญญาในองค์ศีล หมายความว่าปัญญาที่จะรักษาศีลให้ได้ ให้ดี ให้ต่อเนื่อง

ปัญญาในการรักษาศีลคืออะไร ...เวลาจิตมันจะแลบไปแลบมาหานู่นหานี่ คิดเรื่องการกระทำ จะทำอย่างนั้นดีกว่ามั้ย จะทำอย่างนี้ดีกว่ามั้ย 

ปัญญาจะต้องล้อมกรอบเท่าทันแล้วว่าไม่เอา ...ศีลดีกว่า ศีลปัจจุบันนี่ดีที่สุดแล้ว ...นี่ปัญญามันจะควบคุมไม่ให้มันแตกออกจากศีล ...มันต้องมีปัญญาขั้นนี้ก่อน 

ยังไม่ใช่ปัญญาขั้นเลิกละเพิกถอนอัตตาตัวตนหรือว่าสักกาย ...แต่เป็นปัญญาที่จะน้อมกลับมา เพื่อให้จิตมันน้อมกลับมาอยู่ที่นี้ ที่เดียว อยู่ที่ศีลนี้ศีลเดียว กายนี้กายเดียว 

ถ้ามันอยู่ได้ และมีปัญญาควบคุมศีลนี้ได้ เดี๋ยวมันจะเข้าใจเองว่าศีลนี้คือมหาศีล คืออธิศีล คือศีลอันยิ่งใหญ่ คือศีลใหญ่ ศีลหลวง ...มหาศีลน่ะศีลใหญ่

แต่ถ้าไม่มีปัญญาที่ควบคุม มันก็ไม่ทัน มันจะไม่ทันจิตที่ว่า...ที่มันเคยคา เคยข้อง เคยได้ยิน เคยได้ฟัง เคยลองทำมา เหล่านี้ มันก็จะไพล่ออกไป หรือว่าเผลอเพลินไป 

หรือว่าเพลิดเพลินไป ตามความคิด ตามความปรุงแต่งนั้นนี้ ...เพราะนั้นปัญญามันจะต้องทันตรงนี้ก่อน เห็นทัน แล้วก็กลับมาอยู่กับหลักกาย หลักศีลนี้...ประจำ 

ยังไม่ต้องคิดมากเรื่องการละสักกาย เรื่องอะไร ...นั่นเป็นปัญญาขั้นลำดับต่อไป แต่ปัญญาที่จะต้องรักษาตัวศีลนี้เป็นเบื้องต้น

เพราะนั้นการที่จะรักษาศีลได้ ก็ต้องมีปัญญาแล้ว ปัญญามันต้องเกิดพอสมควรแล้ว ไม่งั้นศีลก็ไม่เกิด ...การต่อเนื่องในศีล การสม่ำเสมอในศีล การไม่ขาดตกบกพร่องในศีลก็จะเกิด 

เห็นมั้ย แม้ว่าศีลก็ต้องมีปัญญา แล้วมันก็จะยกระดับของปัญญา ต่อไปก็เป็นปัญญาที่จะรักษาสมาธิ ...เพราะนั้นปัญญานี่มันเกิดคู่กันตลอดแหละในมรรคน่ะ 

ไม่ใช่ว่ามันจะละวางอย่างเดียว หรือว่าถอดถอนกิเลสอย่างเดียว ...มันเป็นปัญญาที่มารักษาตัวมรรค องค์มรรคด้วย เพื่อให้เกิดการที่เป็นปัญญาขั้นประหัตประหารจริงๆ จังๆ ขึ้นมา

เพราะนั้นว่าไม่ใช่แค่รู้กายเห็นกายนี่มันไม่มีปัญญาเลยนะ ...ไม่มีปัญญามันรู้กายเห็นกายไม่ได้นะ เพราะจิตมันจะพาโลดแล่นไปเลยน่ะ ไปเห็นคุณค่าที่อื่นมากกว่า 

เพราะนั้นมันต้องมีปัญญาในระดับนึงแล้ว มันถึงจะยอมกลับมาที่นี่ ...ปัญญามันรักษาตัวศีลให้ ปัญญาก็เกิด

และเมื่อได้ศีลที่เป็นกอบเป็นกำขึ้น มันมีน้ำหนักของศีลขึ้น ...เหมือนกับแก้วที่ใส่น้ำเข้าไปแล้วมันมีน้ำหนัก มันมีน้ำหนักมันมีมวลขึ้นมา 

นั่นแหละ มันจึงจะเกิดผลตามมาคือสมาธิหรือจิตตั้งมั่น แนบแน่น รู้เห็นเป็นกลางอยู่ภายใน ชัดเจนขึ้น 

แล้วจากนั้นมันจึงจะเกิดภาวะที่เรียกว่าจำแนกแยกแยะ วิจยะ ใคร่ครวญ ถี่ถ้วน รอบคอบ ภายในกาย ทุกแง่ทุกมุม ...ตีจนแตกละเอียดหมด 

ตีเหตุแห่งกายที่ปรากฏ...กายเล็ก กายน้อย กายใหญ่ กายย่อย กายละเอียด กายประณีต กายที่สุดละเอียดสุดประณีต ...มันตีจนแตกหมด 

นี่ มันตีแตกจนกระจัดกระจายรวมตัวกันไม่ติด ไม่ติดมาเป็นก้อนเรา ก้อนของเราเลยน่ะ ...แน่ะ มันแตกขั้นเป็นอณูธาตุ ปัญญามันจะเข้าไปตีแตกหมด ถี่ถ้วนหมด ถึงขั้นนั้น

นั่น ถ้าไม่เริ่มที่นี้ ก็ไม่สามารถจบได้ ...เพราะนั้นอย่าเบื่อ อย่าท้อถอย อย่ามักง่าย อย่าโลภมากกับธรรมอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นปัจจุบันธรรม 

ไอ้ที่มันโลภเพราะมันไปหมายในอนาคตธรรม มันอยากได้อนาคตธรรม หรือสภาวธรรมที่ยังไม่ปรากฏ 

แล้วมันก็พยายาม...การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงก็มุ่งเน้นไปเพื่อให้เกิดสภาวธรรมที่ยังไม่ปรากฏนั้นให้ปรากฏ ...นั่นแหละ มันผิดจากมรรคตั้งแต่เริ่มปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว

เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ต้องเลิกอาการนั้น กลับมารู้โง่ๆ อยู่กับกายที่เป็นปัจจุบัน  นั่นแหละ ก็จะเริ่มตั้งหัวเรือใหม่ให้มันตรงทางหน่อย ...แล้วเดี๋ยวก็จะเบ้ไปอีกน่ะ ก็คอยเท่าทัน...ไม่เอาอ่ะ ซ้ำซากลงที่เดิม 

มันก็กลับมาเบ้หัวเรือใหม่ให้ตรงต่อครรลองของมรรค ...แต่จะเดินหรือไม่เดิน เรือมันจะเดินหรือมีคนพายไปมั้ย มันอีกเรื่องหนึ่งล่ะ ...นั่นต้องอาศัยความพากเพียรแล้ว 

มันหันหัวเรือตรง...แต่กูไม่พาย...มันก็เท่านั้นแหละ ...คือประเภทหนึ่งวิ...เลิก หนึ่งวิ...หาย หนึ่งวิ...ไม่สานต่อ ไม่ทำต่อเนื่อง ...การเจริญขึ้นในองค์ศีลองค์มรรคก็ไม่เกิด 

มันก็คาราคาซังอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ซึ่งเดี๋ยวผลมันก็คือว่า...พอเริ่มทำไปเรื่อยๆ แล้วก็จะรู้สึกว่า...ทำแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย ...ไอ้นี่มันเป็นรูทีนคำตอบ... “ไม่เห็นได้อะไรเลย” “งั้นๆ น่ะ” 

แล้วก็เกิดความขี้เกียจ ท้อถอย ล่าถอย  แล้วไปแสวงหาอนาคตธรรมต่อ ตามคำพูด ตามคำบอก ตามความเห็นของผู้อื่น ตามตำราบ้าง ตามที่เขาขีดเขาเขียนมาบ้าง 

เดี๋ยวนี้ตำราเยอะ วิธีการปฏิบัติเยอะ อุบายการปฏิบัติก็เยอะ มีให้เลือกสรรหาเหมือนกับตลาดนัดเลย มีเงินก็ไปซื้อเอา วิธีการปฏิบัติน่ะ ง่ายจะตายชัก 

แต่ไม่รู้จะปฏิบัติถูกหรือปฏิบัติผิดก็ไม่รู้นะ ...มันก็เลยวกวนอยู่นั่นน่ะ เหมือนเขาวงกต

แต่ถ้าซ้ำซากจำเจอยู่ในกายเดียวที่เดียวนี้ รู้เดียวนี้ ...อดทนไปเหอะ เดี๋ยวมันก็แก่กล้าภายในขึ้นมาเอง ศีลก็แก่กล้า สมาธิก็แก่กล้า ปัญญาญาณก็แก่กล้าขึ้นมาเองน่ะ 

เพราะว่ามันไม่สามารถทานทนต่อความบากบั่นพากเพียร ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ภาวิตา พาหุลีกตาได้ ...แล้วก็จะค่อยๆ บังเกิดผลขึ้นมา เกิดความสงบร่มเย็นภายใน 

มันไม่ค่อยมีอาการเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องราวสัตว์บุคคลอื่นเหมือนเดิม เหมือนที่เคยผ่านมา ...มันก็ค่อยๆ เก็บเกี่ยวผลไปตามลำดับทีละเล็กทีละน้อยไป

เพราะนั้นการภาวนา เป็นเรื่องของการแข่งกับตัวเอง และก็แข่งกับเวลา แข่งกับกิเลสตัวเอง ที่มันอยู่ในสภาวะ Unlimited น่ะ คือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่มีคำว่าจบและหยุด 

เนี่ย ต้องแข่งกับกิเลสของตัวเอง ไม่ได้ไปแข่งกิเลสคนอื่น และก็ต้องแข่งกับเวลาที่มันกำลังกลืนกินขันธ์ห้า ให้มอดไหม้ ให้หมดสิ้น ให้ดับ ให้แตกสลาย ให้ตาย ให้หมดสิ้นไปตามอายุขัย 

เห็นมั้ย มันต้องแข่ง...สองแข่ง แข่งกับตัวเอง แข่งกับกิเลสตัวเองแล้วก็แข่งกับเวลา ...จะมาเพลิดๆ เพลินๆ  หลงๆ ลืมๆ  ไหลๆ หลงๆ ไปกับอะไรก็ไม่รู้ ไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย 

ปล่อยให้จิตไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย ไม่เป็นคุณ ไม่เป็นประโยชน์ต่อการรู้แจ้งเห็นจริง ไม่เป็นประโยชน์ต่อมรรคผลและนิพพาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อความดับไปสิ้นไปของภพและชาติ 

เนี่ย มันไม่เป็นโล้เป็นพาย ...ก็ทำให้มันเป็นโล้เป็นพาย คือกลับมาหมั่น ขยัน ทำความรู้ตัวอยู่ ...นั่งที่ไหนก็รู้ ยืนที่ไหนก็รู้ กำลังคิดก็รู้ว่ากำลังคิด 

หรือกำลังมีอารมณ์ก็รู้ว่ากำลังมีอารมณ์อะไร กำลังติดข้องก็รู้ว่ากำลังติดข้องอะไร อย่างนี้ รู้มันเข้าไปเหอะ แล้วไม่มีอะไรก็กลับมารู้กาย เอากายเป็นหลักไว้ อยู่อย่างนั้น 

เวลาที่อารมณ์มันถั่งโถมถาโถมมา ก็เห็นว่ามันกำลังบ้าอยู่กับอารมณ์ ให้เห็นว่ามันกำลังบ้าไปในอารมณ์ แล้วก็รีบกลับมารู้อยู่กับกายไว้ เป็นพื้นฐาน เป็นหลัก เป็นที่ยึด เป็นที่เกี่ยว เป็นที่เกาะ เป็นที่มั่น

การก้าวไปในองค์มรรค การเจริญขึ้นในองค์มรรค มันก็จะเกิดขึ้นเอง อย่างค่อยเป็นค่อยไป นุ่มนวล พอดี เรียบง่าย เป็นกลาง

เพราะนั้นว่าคนที่ตรงต่อมรรค เจริญอยู่ในมรรค เจริญอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทานี่ ...ปฏิปทาของกาย วาจาใจนี่ จะเป็นไปด้วยความเรียบง่าย ธรรมดา ไม่โอ้อวด ไม่ขี้อวด ไม่ไปยกตนข่มท่าน 

ให้ดูเอาเถอะ มันจะเป็นอย่างนั้น จะอยู่ด้วยความสงบเสงี่ยม เป็นผู้เสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา เป็นผู้รับโทษรับภัยแทนผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ...เนี่ย มันยอมรับไง มันฝึกอยู่กับการยอมรับตัวมันเอง 

มันก็ยอม ยอมให้บุคคลอื่นล่วงเกิน ยอมให้โลกนี้ล่วงเกิน คล้ายๆ อย่างนั้น ...มันก็อยู่รับรู้ด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว ด้วยความสงวนตัว ...มันมีการสงวนเนื้อสงวนตัว สงวนศีล 

คำว่าสงวนเนื้อสงวนตัว ก็คือหมายความว่าสงวนศีล สงวนสมาธิภายในอยู่ ไม่ให้มันขาดตกบกพร่อง มันต้องอยู่ด้วยความสงวนเนื้อสงวนตัว ไม่อยู่ด้วยอาการเห่อเหิม กำเริบ อหังการ

เพราะนั้นการปฏิบัติ หรือว่าผู้ที่ปฏิบัติตรงอยู่ในองค์มรรคนี่ จะมีความงดงาม ทั้งภายนอกภายใน นี่เขาเรียกว่าเข้าสู่ความงามพร้อม งามด้วยศีลสมาธิปัญญานั่นเอง 

ไม่ได้งามด้วยการแต่งหน้าตาเนื้อตัว ไม่ใช่สวยงามแบบนั้น ...งามด้วยศีลสมาธิและปัญญา เป็นความงามที่แม้แต่เทวดาอินทร์พรหมยังต้องยอมมากราบมาเคารพ มาอภิวันท์ อภิวาท มาบูชา มาอัญชุลี 

นั่น ทั้งที่ว่าไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันเลยนะ ...เห็นมั้ยว่าความงามหรือว่าความหอมของศีลสมาธิปัญญานี่เป็นอย่างนี้

เพราะนั้นการภาวนาอย่าท้อถอยในองค์มรรค อย่าท้อถอยในการเจริญสติปัจจุบัน ...การรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน...โดยอาศัยกายนี่เป็นหลักยึดโยงของปัจจุบัน 

ทำอยู่แค่นี้แหละ ง่าย สั้น ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก ไม่มีรูปแบบของการนั่งนอนยืนเดิน...ธรรมดา เคยยืน เคยเดิน ปกติการยืนเดินนั่งนอนยังไง ก็อยู่อย่างนั้น

จึงว่ามันไม่มีพิธีรีตองอะไรให้มันวุ่นวี่วุ่นวายต้องรั้งต้องรอ หรือต้องสร้าง หรือต้องเพิ่มอะไรขึ้นมาอีก 

ตอนไหน เวลาไหน มันก็มี...มีกายให้ระลึกรู้อยู่เสมอ มีความปกติกาย มีความเป็นปัจจุบันกายปรากฏให้ระลึก...ให้รู้...ให้ตั้งมั่นอยู่เสมออยู่แล้ว

ถ้าชัดเจนอยู่ในจุดนี้ แล้วก็ทำอยู่ในจุดนี้ ...มันก็จะเกิดความแนบแน่นมั่นคงอยู่กับศีลอยู่กับกายมากขึ้นๆๆ ...ชัดเจนขึ้น มากขึ้นแล้วก็จะชัดเจนขึ้นภายใน


.................................. 



วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/32 (3)


พระอาจารย์
9/32 (560103C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 มกราคม 2556
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/32  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นว่าการรู้ตัวมันก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ว่าจะต้องปลีกตัว จะต้องหาที่ จะต้องอยู่คนเดียว จะต้องหมดภาระหน้าที่การงานซะก่อน 

มันเป็นเงื่อนไข ไอ้นี่เป็นเงื่อนไข...ของจิต ของอวิชชาทั้งนั้นน่ะ ...ที่มันมาอ้าง แอบอ้าง มาแอบอ้างให้เชื่อมัน และให้ไม่เชื่อในองค์มรรคว่าทำได้

และก็อย่าให้มันแอบอ้างมากๆ ...ถ้ามันแอบอ้างมาก มันก็จะปิดบังขึ้นมาในทางของมรรค...คือไม่ทำ รอไปทำวันอื่น รอไปทำที่อื่น รอไปทำตอนที่สมควร 

ก็ไม่รู้สมควรตอนไหนของมัน ...เวลามันบอก “รอก่อน ไว้ให้สมควรทำก่อน” แล้วมันตอบได้มั้ยว่าสมควรตอนไหน ...มันยังหาคำตอบไม่ได้เลย 

พอถึงเวลาที่ว่าน่าจะสมควร มันก็ว่ายังไม่สมควรอีกแล้ว ...มันก็จะมีข้อแม้เล็กๆ น้อยๆ มาให้ว่า “ยังไม่ใช่ ยังไม่ใช่เวลาทำ”

เพราะนั้นต้องสลัดปัดทิ้งซะ ก็รู้ไปตรงนั้นน่ะ มันจะยากหนักหนาอะไร ...ก็รู้ตรงนั้น ยืนเดินนั่งนอน มันมีกายตรงนั้น ความปกติกายมันก็มี ...เอาให้มันทันใจ ทันหู ทันตา 

ศีลสมาธิปัญญามาแบบฉับพลันทันด่วน ประเภทดิลิเวอรี่ เรียกมาถึงปึ๊บส่งถึงที่น่ะ เข้าใจรึเปล่า ...ไม่ต้องรอแล้ว ปึ๊บนี่ก็ระลึกขึ้นมา กายอยู่ตรงนี้ ปกติกายก็ปรากฏให้เห็นโด่เด่อยู่ตรงปัจจุบันนั้นเลย

เอาให้มันทันการ...แม้จะได้ขณะนึง นิดนึง ถือว่ากำลังเพียรทำงานอันชอบอยู่ เขาเรียกว่าเพียรชอบ ...ก็คือเพียรให้จิตมาทำงานที่ชอบ 

ซึ่งไอ้ที่ชอบนี่ไม่ใช่ที่มันพอใจนะ ที่ชอบคือที่สมควรจะทำ และต้องทำ ...เรียกว่า “เพียรชอบ” เพียรให้จิตมาทำงานที่เป็นงานการอันชอบ 

ไม่ใช่งานของกิเลส ไม่ใช่งานของความหลง ไม่ใช่งานที่ไปพอกพูนความไม่รู้ ไม่ใช่งานที่ไปพอกพูนภพและชาติ ไม่ใช่งานพอกพูนอดีตอนาคต เรื่องราว

ไอ้งานนี้มันงานไม่ชอบ เป็นมิจฉาอาชีโว ...จิตมันชอบสร้างมิจฉาอาชีโว ชอบทำมิจฉาอาชีโว หางาน หาเรื่อง นั่น ประเภทเข้าไปจัดอีเว้นท์น่ะ 

มันชอบอีเวนท์ สร้างอีเวนท์ แล้วก็เดี๋ยวกูจะเปิดกาล่าดินเนอร์แล้ว ชวนกันใหญ่ เปิดใหญ่ทีก็ ปึ้ง เฮกัน ...จิตก็ทุกข์สาหัสกันขึ้นมาสักคราวนึง

แต่ก่อนที่มันจะเกิดกาล่าดินเนอร์ มันก็อีเวนท์เล็ก อีเวนท์ย่อยน่ะแหละ ...ไป ร่อนเร่ไปหาเรื่องหาราวคนนั้นคนนี้ อยู่ดีไม่ว่าดี นั่งมองคนนั้นทีคนนี้ที จิตก็ไปแปะอยู่ตรงนั้นตรงนี้ 

นี่ สร้างอีเวนท์อยู่ รับจ๊อบ ...เดี๋ยวมันก็ชุมนุม เป็นสามัคคีชุมนุม กาล่าดินเนอร์มาแล้ว ปวดหัว ...แล้วก็มาบ่น "ทำไมทุกข์จัง" 

พอมีทุกข์ก็บ่นๆๆ  ติคนนั้นติคนนี้ ซ้ำซาก ...ทำไมไม่เห็นว่ามันซ้ำซากยังไง มีแต่เรื่องมา คราวนี้ล่ะหัวไม่วางหางไม่เว้นล่ะ ...มันพอกหางหมูน่ะ 

ดิ้นไม่ออกเลย จมปลักเหมือนกับถูกตอกลงใต้ผืนดินเลย มุดหัวไม่ขึ้น คาราคาซัง ดิ้นไม่หลุด เนี่ย เสวยวิบาก เพราะไปสร้างจ๊อบรับอีเวนท์อยู่นั่นน่ะ

ไอ้งานชอบน่ะไม่ทำ งานอันควรทำน่ะ...ไม่ทำ งานที่จะออกจากทุกข์...ไม่ทำ งานที่จะอยู่เหนือทุกข์...ไม่ทำ ...ชื่อท่านก็บอกนะว่า “ความเพียรชอบ” 

สัมมาทิฏฐิ...ความรู้ชอบความเห็นชอบ  การงานชอบ สติชอบ สมาธิชอบ เลี้ยงชีพชอบ พากเพียรชอบ ดำริชอบ ปัญญาชอบ นี่...ไม่ทำ ...มันไปทำไอ้ที่ “กูชอบ”

อันนั้นน่ะชอบทำ อันไหนที่ “เรา” ชอบน่ะชอบทำ ...แต่ว่ามรรคอันชอบนี่ไม่ค่อยชอบทำ เพราะมันขัดใจ “เรา” 

มันต้องขัดใจเราอยู่แล้ว เพราะมันคนละเรื่องกัน ...ชอบกับไม่ชอบ รู้กับไม่รู้ มันคนละงานกัน มันคนละฝั่งกัน

เพราะนั้นเมื่อทำงานที่ไม่มี “เรา” หรือทำงานที่เป็นการออกจาก “เรา” นี่...“เรา” จะไม่ชอบ “เรา” จะเบื่อ “เรา” จะบ่น ...เพราะว่า “เรา” คือนอมินีของจิต จิตคือนอมินีของอวิชชา 

มันก็เป็นพวกเดียวกันหมดน่ะ เปลี่ยนหน้ากันแค่นั้นเอง ...คือมันประเภทเป็นยอดมนุษย์น่ะ แปลงร่างได้  ธรรมดาก็ดูเหมือนเป็นคน แต่พอแปลงร่างปั๊บ เป็นอุลตร้าแมนอะไรอย่างนี้ 

“เรา” ก็คือตัวเดียวกันหมด มาจากที่เดียวกัน โคตรเหง้าเดียวกัน คือ “ไม่รู้” ...อวิชชาปัจจยาการหมด

เพราะนั้นเวลาเจริญมรรคนี่ มันเป็นยาขมสำหรับอวิชชาเลย...เบื้องต้นน่ะนะ ...แต่ขมเมื่อแรกกิน เมื่อกลืนไป ผ่านปลายลิ้นแล้วพอลงคอไปเรื่อยๆ เนี่ย มันจะหอมหวาน 

ท่านถึงบอกว่าศีลสมาธิปัญญานี่หอมทวนลม ไม่ตามลม ไม่ขึ้นกับลม ทวนได้หมด ทวนได้ หอมไกลจนถึงพรหมโลกก็ยังได้ ไม่มีลมยังหอมถึงพรหมโลกเลย ศีลสมาธิและปัญญานี่

ไม่ต้องป่าวประโคมโหมแต่ง ลงเว็บ หรือว่าไปลงโฆษณา ขึ้นป้ายขึ้นโปรโมชั่นอะไร ...ความหอมนี่ คนหูตาไม่ดี จมูกไม่ดี มันก็ยังมารู้จักหา 

เทวดาอินทร์พรหมอยู่ในส่วนไหนของโลก ก็ยังมาได้ เพราะมันหอมไปจนถึงอาสน์ ต้องมาดูซะหน่อย มันทำอะไรของมัน ...อะไรอย่างนั้น

แต่ไอ้พวกเรานี่เหม็น มนุษย์...อยู่กับเหม็น อยู่กับปฏิกูล จิตก็ยังมีปฏิกูลอีก กายก็เป็นปฏิกูลซ้ำอยู่แล้ว จิตก็ยังมีแต่ปฏิกูลหมักหมม ด้วยอะไรก็ไม่รู้สะสมกันเข้า 

อดีตอนาคตไม่จริง ก็จะให้มันจริงให้ได้ จะเป็นจะตายกับมัน ...ไอ้ตัวจริงน่ะไม่ค่อยอนาทรร้อนใจ ไปร้อนใจอนาทรอยู่แต่ไอ้ตัวเราข้างหน้า ...บ้ารึเปล่า ไอ้ตัวที่ไม่จริงกลับไปอนาทรร้อนใจ 

ไอ้ตัวจริงน่ะยืนเดินนั่งนอน  ยืนเมื่อย นั่งเมื่อย ไม่อนาทร ไม่ดู ไม่สังเกต ...กลับไปเดือดเนื้อร้อนใจอยู่กับตัวที่ไม่มี อยู่ข้างหน้าข้างหลังนั่นน่ะ

นั่นน่ะเขาเรียกว่ามันหมักหมม ปฏิกูล ...ทำไมว่าปฏิกูล  คือมันเป็นของเสีย ของเน่า ของบูด ของที่มันไม่มีชีวิต ของที่มันยังไม่มีประโยชน์สาระ เขาเรียกว่าปฏิกูลแล้ว 

จิตก็เต็มไปด้วยปฏิกูลพอกพูนอยู่นั่นแหละ หมักหมมอยู่นั่น ไม่ยอมออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน

มีแต่มรรคผล ศีลสมาธิปัญญาเท่านั้นน่ะ จึงจะแหวกวงล้อมพวกนี้ แล้วก็ฉุดลากกระชากใจขึ้นมา ถอนออกมาจากสิ่งหมักหมมนั้นๆ เป็นเพชรในตม เหมือนเพชรในตม

เพราะนั้นตัวที่จะถอนใจออกมา ก็คือสตินั่นน่ะเป็นอันดับแรก ...แล้วก็ให้มันมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับกาย นั่นแหละ ใจมันก็จะเริ่มฉายแววฉายแสงขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้เห็นชัดเจน 

ครรลองของมรรคก็มีอยู่  เบื้องต้นของมรรคก็มีตรงนี้ แล้วต่อไปก็ท่ามกลาง ที่สุด ก็ว่ากันไป

แต่ว่าเบื้องต้นนี่ยังเป็นแบบ...กี่ครั้งๆ ก็เบื้องต้น...กี่ครั้งๆ ก็เบื้องต้น ไหนท่ามกลาง ที่สุด ...นั่น ก็ถามดูว่าไหนเบื้องต้นของมึงล่ะ นี่ ก็ต้องถามก่อนใช่ป่าว ต้องเบื้องต้นให้รอดก่อน ให้ได้ก่อน ให้เต็มก่อน ฐานให้แน่น

ก็บอกว่า คือหนูจะสร้างบ้าน หนูอยากอยู่บ้านสวยๆ ค่ะ แต่หนูไม่สร้างเสาและคาน หนูก็คงอยู่ได้หรอกนะ บ้านลอยๆ น่ะ ...มันไม่ได้ คานและเสาอยู่ไหนล่ะ

เพราะนั้นก็เบื้องต้นนั่นแหละ ขั้นรากฐานคานคอดินนี่อยู่ไหน ทำไมไปชะเง้อมองแต่ว่าชั้นที่ยี่สิบหรือว่านู่นชั้นดาดฟ้า ...คานเข็มยังไม่มีเลย จะไปได้ยังไง ...ฝันหวานมั้ง 

เพราะนั้นไอ้งานผืนดิน งานฐานรากนี่ ...เห็นมั้ย เห็นกุลีมั้ย นั่นน่ะพวกจับกัง ขุดดิน แบกปูน เทปูนฐานราก  ไม่ใช่เด็คคอเรเตอร์ ไม่ใช่พวกสถาปัตย์ภายในนะ ...มันคนละงานกันเลยน่ะ

เพราะนั้นงานของพวกเรานี่แหละคือกุลี ...แต่ถ้าไม่มีกุลี ถ้าไม่มีคานคอดินแล้ว งานตกแต่งภายใน หรือว่าทาสีสันแต่งเติมมันก็ไม่สวยงามประณีต ...นั่นแหละ งานฐานรากไม่ใช่ตกแต่งให้สวยงาม 

แต่นี่คือความแข็งแรงและมั่นคงต่างหาก...สำคัญ เป็นรากฐาน ถึงบอกว่าเป็นรากฐาน  ...ถ้ารากฐานดีแล้วนี่ แผ่นดินไหวยังไม่ล้มเลย ก็วางรากฐานดีแล้วนี่ ...คืออยู่ได้แบบไม่กลัวตายน่ะ 

เห็นมั้ย มันมั่นคง ไม่กลัวอะไรแล้ว ...แต่ถ้าบ้านพวกเราเหรอ เคยอยู่บ้านที่ติดริมน้ำมั้ย  ในหน้าน้ำนี่ นอนแบบผวา คือเสาอยู่ริมตลิ่ง ไม่มีผนังกั้นน่ะ ...เอ้า มันมั่นคงดีรึยัง ก็นึกภาพดูเอา

แต่ถ้าฝังเข็มลงสักแปดหลักแปดช่วง ก็นอนหลับสบาย ไม่กลัวลมกลัวน้ำ แผ่นดินไหวไม่กระเทือน ...เพราะนั้นรากฐาน ศีลสมาธินี่รากฐานเลยแหละ ถ้าปราศจากศีลและสมาธิ ล้มครืนๆ 

เพราะนั้นตัวที่จะเรียกศีลได้ก็คือสติ แล้วอาศัยจดจ่ออยู่กับศีลต่อเนื่อง นั่นแหละสมาธิก็มา แล้วจากนั้นปัญญา งานตกแต่งภายในมาแล้ว จัดวางให้มันเป็นระเบียบ 

ไอ้ที่รกรุงรังนี่จัดเป็นระเบียบเลย แยกเป็นส่วนๆ อันไหนควรทิ้ง...ทิ้ง อันไหนอยู่...อยู่ไป อันไหนมีประโยชน์เอาไว้ก่อน ...เนี่ย มันเห็น

แต่ถ้ามันคลุมไปหมด เห็นแล้วก็เบือนหน้า ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี แยกไม่ออก อะไรเป็นอะไร อันไหนขยะ อันไหนกินได้ ไม่รู้ มันปนกันอยู่นั่น ขี้เกียจแยกแล้ว นั่น

แต่ถ้างานละเอียดแล้ว มันจะแยกเป็นสัดเป็นส่วน เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นกองๆ ไป อันไหนเป็นอุปาทานทุกข์ อันไหนเป็นขันธ์ ปล่อยให้เขาเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่แตะต้อง ...นั่นแหละปัญญา งานของปัญญาญาณ

เอ้า พอแล้ว ฟังพอให้น้ำลายไหล น้ำลายยืด น้ำลายสอ ...เหมือนกินมะขามเปรี้ยวแต่เข็ดฟัน แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องมะขามเปรี้ยว น้ำลายก็สอ ...แต่กินทีไรตอนนี้ก็เข็ดฟัน 

มันอย่างนี้ การปฏิบัติก็ต้องเป็นอย่างนี้ เอ้า ไป


โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ แต่ครูบาอาจารย์กับผู้ฟัง ผู้ที่จะน้อมนำฟัง ก็ต้องหมายถึงมีความเชื่อมโยงกันอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  กรรม...มันมี ...ต้องอาศัยกรรมที่ร่วมกัน ทำร่วมกันพอสมควร


โยม –  เพราะบางครูบาอาจารย์ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ รู้ว่าเป็นธรรมน่ะเจ้าค่ะ แต่ฟังแล้วไม่เก็ทน่ะ ...แต่ครูบาอาจารย์บางองค์ฟังแล้วเก็ทน่ะ มันมีความ...

พระอาจารย์ –  ลิงก์กัน ...มันมีปัจจัยอยู่ ทุกอย่าง มันมีความเชื่อม เหตุปัจจัยนี่หลากหลายมาก เราไม่สามารถรู้ได้หรอก ...กรรมนี่ ลึกซึ้ง ซับซ้อน 

ถ้าไม่ถูกกันด้วยกรรม ด้วยธาตุ ด้วยขันธ์แล้วนี่ บางทีมันก็ปฏิเสธกัน ไม่ยอมรับกัน ไม่เข้ากัน


โยม –  กราบลาเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  อือ ดีแล้ว กลับไปอยู่บ้านอยู่ช่อง กายใจเป็นบ้าน อย่าออกนอกบ้าน  


...............................



วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/32 (2)


พระอาจารย์
9/32 (560103C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 มกราคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 9/32  ช่วง 1 

พระอาจารย์ –  นั่น ดูเหมือนกลมกลืนอยู่ในโลก แต่ว่าจิตไม่กลมกลืนเลย ...ภายนอกน่ะอาจจะดูกลมกลืนกับโลก แต่ว่าจิตไม่กลมกลืนกับโลกเลย 

แล้วไม่มีใครจับผิดได้ ตัวเองรู้เอง ตัวเองเห็นเอง ตัวเองรู้เองว่าทำอะไร ตัวเองรู้เองว่าใจเป็นยังไง เพราะว่ามันจะเริ่มเดินในองค์มรรคไปเรื่อยๆ 

ในการที่ตาเห็นรูป มีจิตแสดงอาการหนึ่ง หูได้ยินเสียง จิตเป็นยังไงแสดงอาการหนึ่ง ...เพราะนั้นมันก็จะชัดเจนว่าไอ้ที่ทำ ไอ้ที่เห็น ไอ้ที่ประกอบกัน ใจเป็นยังไง ...ก็จะเห็นความต่างกัน

จะไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นหรอก ...ก็ทำเหมือนกับคนอื่นเขาน่ะ กินเหมือนกัน ไปเหมือนกัน ใช้ชีวิตอยู่เหมือนกัน ...แต่ใจไม่เหมือนกัน จิตไม่เหมือนกัน ความเห็นไม่เหมือนกัน

ลักษณะนี้จึงเป็นธรรมจำเพาะ แล้วมันจะถูกจำกัด ...ผู้ที่ปฏิบัติอย่างนี้เช่นนี้จะจำกัดตัวเอง วาจาก็ต้องจำกัด การสาธยายธรรม การพูดธรรมก็ต้องจำกัดจำเพาะจริงๆ พูดมากไม่ได้ 

แต่ว่าสมัยนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก อีกสักร้อย ห้าร้อยปีข้างหน้าไป พันปีข้างหน้าไป คล้ายๆ อย่างนั้น 

แต่ตอนนี้ยังมีโอกาส...ธรรมยังยืดหน้าอ้าปากได้อยู่ในโลกพอสมควร  ศีลสมาธิปัญญายังเป็นที่เคารพกับหมู่คนอยู่บ้างพอสมควร...อยู่บ้าง...พอสมควร ไม่เรียกว่ามาก

ไม่ต้องเอาไกลหรอก แค่ห้า-หกร้อยปีก่อน คนไทยกับวัด คนไทยกับพระ คนไทยกับสิ่งอะไรที่เป็นของพระนี่...กลัวเลยแหละ อย่าไปแตะต้องเชียว 

นั่นหมายความว่ายังไง ...คือความเข้มของจิตที่มันให้ความสำคัญกับศีลสมาธิปัญญานี่สูงมาก เข้มข้นมาก ...เดี๋ยวนี้...ตบหัวพระ "เป็นไง ไปไหนมา" ....จิตมันรู้สึกอย่างนั้นเลยนะ เหมือนตีตัวเสมอ 

ไม่มีอะไร ไม่กลัวบาป ไม่ละอายต่อบาป ไม่กลัวศีล ไม่ละอายต่อศีล ไม่กลัวธรรม ไม่ละอายต่อธรรม ไม่กลัวสมาธิ ไม่กลัวการปรามาสสมาธิ การปรามาสปัญญา ...มันพูดมันทำแบบปรามาสเป็นปกติวิสัย

อยากเห็นความปรามาสมั้ย ไปดูในเว็บ เขียนกันไป ด่ากัน อ้างธรรม ด่าพระ ด่าพระสงฆ์ ด่าอะไรได้หมด ไม่อาย ไม่กลัวเลย ...นั่นน่ะการปรามาสศีลสมาธิปัญญาโดยไม่ละอายใจ

เราถึงได้บอกว่า พอมีบ้างที่เคารพ ให้ความสำคัญกับศีลสมาธิปัญญา...เป็นกลุ่ม แทรกอยู่ในกลุ่มคน ...นี่ มันน้อยลงเรื่อยๆ นะ

แต่การปรามาสพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ปรามาสศีลสมาธิปัญญา ปรามาสวิถีแห่งการปฏิบัติ ปรามาสผู้ปฏิบัติ จะพูดได้โดยไม่ละอายปากมากขึ้น

สมัยเราเด็กๆ ยังไม่มีขนาดนี้เลย  เมื่อสักสี่สิบห้าสิบปีก่อนน่ะ คนยังเคารพพระสงฆ์ ประเภทเดินผ่านพระนี่ไม่เหยียบเงาน่ะ...หลีกกันขนาดนั้น โดยเฉพาะบ้านนอกต่างจังหวัดนี่ พระเดินผ่าน จะลงนั่ง ไม่ยืน 

ประมาณนั้นเลย ให้ความเคารพกันมาก แม้จะไม่ใช่พระอริยะอะไรน่ะ ขอให้เป็นพระ เหลืองๆ โล้นๆ มาน่ะ เคารพแล้ว...โดยนิสัยมาอย่างนั้น ถูกอบรมมาอย่างนั้น

แต่มันจางลง เจือจางลงไปแล้ว พร้อมกับการเข้าถึงธรรมก็เจือจางพร้อมกันไป ...ทำไมสมัยก่อนสมัยโบราณ พระอริยะเยอะแยะ ที่ไหนก็มีทุกหัวระแหง ...ก็เพราะอย่างนั้นน่ะ 

เพราะความเข้มข้นของศีลสมาธิปัญญา การให้ศรัทธา การเคารพต่อธรรมนี่มีมาก สูง ...การเข้าถึงธรรม การรู้ธรรมการเห็นธรรม ก็มาก สูง เป็นปัจยการซึ่งกันและกันอย่างนี้

ทำไมเดี๋ยวนี้มันยาก ...ก็สันดานมันหยาบ มันทรามลง  อวิชชามันคลุมมืดทึบ ปิดบัง มีกำลังหนาแน่น ...ปุถุชนก็แปลว่า ผู้ที่ยังหนาแน่น 

แต่นี่มัน ปุ..ปุ..ปุ ถุ ชนเลย มันไม่ใช่ปุถุชนเดียว มันปุๆๆๆ ปุถุเลย ...หนา จนไม่รู้จะหนายังไงแล้ว  แล้วมันจะหนาขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ายังไม่รู้จักฟังธรรมที่จะขัดเกลาหยาบๆ

เราบอกว่าการฟังนี่มันขัดเกลาหยาบๆ ...บางคนแค่ฟังเฉยๆ ไม่คิดต่อด้วย หนักหัว นี่แปลว่า จินตามยปัญญาจะไม่เกิดเลย ฟังไปงั้นๆ น่ะ นี่ประเภทฟังไปงั้นๆ 

สำหรับคนปฏิบัติใหม่ๆ อ่ะนะ หรือว่าคนที่ถูกพามาฟัง หรือว่าติดรถมาก็เลยมาฟัง อะไรอย่างนี้...ก็มี มันก็มีทั้งนั้นแหละ ฟัง..แต่ไม่คิดตาม ไม่สนใจ ไม่ใคร่ครวญ ตัวจินตามยปัญญาไม่เกิด

เพราะงั้น ภาวนามยปัญญาต้องอาศัยจินตากับสุตตะนี่เป็นตัวสนับสนุน ไม่งั้นภาวนาหรือว่าศรัทธาในการจะลงมือทำนี่ หรือว่าลงกาย ลงวาจา ลงจิตปัจจุบัน ลงไปประกอบในองค์มรรคนี่ มันไม่มีกำลังจะเข้าไปทำเลย 

เพราะนั้นถ้าไม่เริ่มตั้งแต่การฟัง ไม่เข้ามาฟัง ไม่มีทางเลย ...แล้วเดี๋ยวนี้คนฟังธรรม หรือคนฟังแร้พ ถ้าให้มันเลือก...กูเอาแร้พดีกว่า ม่วนเลย มันดี ใช่มั้ย ...ฟังธรรมแล้วหลับเป็นแถววว 

ทำไมมันถึงหลับ...มันน่าเบื่อ ทำไมมันถึงน่าเบื่อ...เพราะมันไม่ใคร่ครวญตาม มันก็เลยไม่เห็นในระดับของสมอง จินตาที่จะเกิดความลึกซึ้งแยบคายในระดับจินตา จิตก็ง่วงเหงาหาวนอน เบื่อ หลับซะดีกว่า

แต่เพลงแร้พมานี่ จิตนี่ตื่นเลย ของชอบมัน ของชอบของมัน...มันคือใคร มันคือ "เรา" ..."เรา" คือใคร "เรา" คืออวิชชา ...โคตรกัน มันโคตรเดียวกันนะ 

พอถูกปุ๊บนี่ ถูก "เรา" เลย...ถูกใจเราเลย ถูกใจ “เรา” เลย ...แต่ไอ้วิชชานี่ไม่พอใจ เพราะอวิชชา กับ วิชชา...หรือเหตุที่จะให้ก่อเกิดวิชชานี่ศัตรูกัน อยู่ร่วมกันไม่ได้ 

ต้องเรียกว่าอยู่ร่วมกันไม่ได้นะ ... เมื่อใดมีความสว่าง...ความมืดดับ  เมื่อใดมีความมืดเกิด...ความสว่างดับ ...มันตรงข้ามกัน เพราะนั้นมันกลัวกัน

แต่แรกๆ อวิชชามันแรงกว่า เราจะกลัวธรรม เรากลัวปัญญา เรากลัวการที่จะระลึกรู้ การอยู่กับรู้ ...กลัว กลัวว่าอยู่แล้วไม่ได้ประโยชน์ ถ้าอยู่ในความมืดแล้วมันได้อะไรตั้งหลายอย่าง 

ทำก็ได้ คิดก็ได้ ทำตามความคิดก็จะได้ตามความคิด ...ถึงแม้จะไม่ได้ เดี๋ยวกูก็คิดใหม่ก็ได้ ในแง่ใหม่ มุมใหม่ ทำอย่างใหม่ ...แน่ะ มันก็ยังบอก ยังมีผลอ้างอิงแล้วก็ยอมรับได้ มันเชื่อๆๆๆ ว่าได้ผล 

คือมักง่ายไง  จิตนี่มักง่าย อะไรง่ายๆ...ชอบ สะดวก...ชอบ เร็วๆ...ชอบ ฟาสต์ฟู้ด แดกด่วน ...แต่อะไรที่ลึกซึ้งเข้ามา แล้วก็ต้องรอ ...ไม่เอาอ่ะ คงไม่ได้อ่ะ คงไม่มีจริง ...ปัดเลย 

อวิชชามาเลย ปัดออก ปัดมรรคออกเลย ปัดวิถีแห่งมรรคออกเลย ปัดการดำเนินอยู่ในองค์มรรคออกเลย ...ถึงบอกไง ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์นะ แล้วอ่านเองนะ เฮ่อ 

เราต้องบอกว่า เฮ่อ มึงไปอ่านเหอะ มันก็เป็นแบบ...“เดี๋ยวกูก็นอน นอนทำก็ได้” แน่ะ “เดี๋ยวให้แก่หน่อยค่อยทำก็ได้  เดี๋ยวเวลานั้นน่ะเดี๋ยวก็จริงจังขึ้นมาเองแหละ” ...นั่นแหละตัวของมัน มันจะบอกอย่างนั้น 

ก็ต้องอาศัยหลัก ครูบาอาจารย์เป็นหลัก แล้วก็เข่นๆๆ มันไป ...วันก่อนมีคนมาฟัง ฟังเสร็จบอก "ผมฟังอาจารย์นี่ มันแปล๊บเข้าไปถึงจิตผมเลย อาจารย์นี่ใส่อารมณ์จริงๆ นะ มันแปล๊บ กระเทือนวาบเลย" 

เราบอกว่า...มันไม่กระเทือนอย่างเดียว มันกะเทาะด้วยนะ ...นี่ ครูบาอาจารย์ เป็นธรรมที่มันเสียดแทงใจ เสียดแทงเข้าไปถึงใจ

ทำไมถึงเสียดแทงถึงใจ ...ไอ้ที่มันรู้สึกกระเทือนออกนั่นน่ะ กิเลสมันกระเทือน ...แค่แยก ยังไม่หลุดหรอก ...แค่แยก เดี๋ยวมันก็สมานกันใหม่ 

ถ้ายังไม่หาร่มเงาของตัวเองด้วยศีลสมาธิปัญญา เดี๋ยวมันก็รวมสมานเข้ามา ...แต่มันถูกแรงกระแทกเข้าไปให้แยกออก แค่นั้นเอง ผิวๆ

เพราะนั้นว่า ธรรมเป็นเรื่องของปัจจัตตัง จำเพาะ...ต้องทำเอง ...ศีลสมาธิปัญญาแบ่งให้ไม่ได้เลย 

จะให้มีจนล้นสามโลกธาตุก็แบ่งให้ไม่ได้ ...เพราะมันเป็นสมบัติจำเพาะกายจำเพาะจิตผู้ปฏิบัตินั้นๆ เลย...ต้องทำ ต้องเจริญขึ้นเอง เป็นปัจจัตตัง

ครูบาอาจารย์ก็จะค่อยๆ หมดลงไป เหมือนร่มเงาในโลกก็จะล่ม ล้มๆๆ ล้มตึงๆๆ ไป ...แล้วพวกเราเกิดใหม่สมัยหน้าก็...มองหาครูบาอาจารย์ เหมือนตามองดูต้นไม้นี้ เรายังมองดูเห็นด้วยตาอย่างนี้ 

ต่อไปอีกสักพันสองพันปีข้างหน้า เราจะมองหาครูบาอาจารย์นี่ เหมือนมองจุลินทรีย์ คือมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแล้ว ...ตอนนี้ยังพอเห็นว่ามีๆๆๆ มันยังพอเห็นอยู่ ...ต่อไปนี่ยิ่งกว่าจุลินทรีย์อีก 

อยู่ไหนๆ วิ่งตามหายังไม่เจอเลย มีก็น้อย แถมคนที่มีก็ต้องอยู่ด้วยภาวะที่ไม่เปิดเผยตัวเองด้วยกาลทั้งปวง...ไม่รู้ล่ะ ท่านจะมีความปัจจัตตังจำเพาะว่าสมควรแต่ธรรม ไม่สมควรแต่ธรรมอย่างไร

อันนี้เป็นเรื่องที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย โลกมันเป็นอย่างนี้ กิเลสมันเป็นอย่างนี้ ...กิเลสมันเต็มเลย มันจะสุมเท่ากับเขาหิมาลัยเลยมั้งถ้าเปรียบเทียบกับตอนนี้ 

ตอนนี้มันยังอยู่ในระดับกลางๆ แต่มันกำลังก่อตัวขึ้น แล้วก็เข้าไปสิงสู่อยู่ในจิตมนุษย์มากขึ้น ...จริงๆ ไม่ใช่อะไร นี่ เราพูดเปรียบเทียบให้เท่านั้นเอง

แต่จริงๆ จิตมนุษย์น่ะเป็นผู้ที่หมักหมมขึ้นโดยปริยาย จนเทียบกันสูงสุดเท่ากับหิมาลัยน่ะ ...นั่นน่ะคือยุคที่ศาสนาจบแล้ว พระอริยะก็อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

แต่มีนะ มีจนถึงห้าพันปีน่ะ...ไม่หมด หมดไปพร้อมกับศาสนาหมด ...แต่ผู้ปฏิบัติก็ยังมี พระอริยะก็ยังมี แต่ว่ามีอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้นะ 

ไม่มีใครรู้หรอก เป็นเรื่องของท่านเองแล้ว แล้วอย่านึกว่าจะไปหาฟังธรรมจากท่านได้...ไม่มีทาง ถ้าไม่ได้เป็นซัมธิ้งเอลฟ์ซึ่งกันและกันจริงๆ นะ ...มันจะต้องเป็นอย่างนั้นนะ

ซึ่งบอกแล้วว่า อย่าไปถึงวาระนั้นเลย เอาให้เกิดตายซักในร้อยปี-ห้าร้อยปีข้างหน้านี้ก็พอแล้ว พอให้มันลุล่วงไป ...เพราะนั้นเวลาที่ยังเหลืออยู่นี่ ก็ใช้ให้มันคุ้มค่าทุกลมหายใจเข้าออก ให้ได้มากที่สุด 

เราไม่ได้บอกว่าตลอดเวลาหรอก ไอ้ตลอดเวลานั่นก็ให้มันเป็นไปเอง แต่ว่าให้มันมีประโยชน์ที่สุด ด้วยการทำ...ที่ว่ามันไม่ได้ยากจนเกินกำลัง การรู้ตัวนี่

เราไม่ได้บอกว่าให้ไปนั่งข้ามวันข้ามคืน เราไม่ได้บอกว่าให้ไปเดินจงกรมทั้งวัน ...สมัยเรายังยากกว่านี้อีก ใช่ป่าว สมัยเราทำนี่ ...ยากจะตายห่า 

เพราะเราไม่รู้เลยว่าทำอย่างนี้ได้เหรอ แล้วเราไม่เชื่อด้วยว่าทำได้ ...ต้องลองทำน่ะ ก็ต้องทำจน จะบ้าตาย ทรมานก็ทรมาน ทุกข์ก็ทุกข์ ...ถึงบอก มันไม่ได้เกินกำลังของทุกคน 

แม้แต่ยืนเดินนั่งนอน การทำงาน การอยู่ในหน้าที่การงานก็มียืนเดินนั่งนอน หรือว่ามันไม่มียืนเดินนั่งนอน หรือมันไม่มีอิริยาบถในงาน ในกิจกรรมภายนอกหือ ...มันก็มีนี่


(ต่อแทร็ก 9/32  ช่วง 3)




วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 9/32 (1)


พระอาจารย์
9/32 (560103C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 มกราคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  การปฏิบัติน่ะ จริงๆ มันรู้เองด้วยตัวเองน่ะ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว...แต่มันรู้แล้วมันไม่ทำ ...นี่คือสันดานของจิตผู้ไม่รู้ 

แล้วมันก็รู้ด้วยว่าจะต้องทำยังไง แต่มันก็ไม่ทำ ...นี่คือสันดานของจิตผู้ไม่รู้ ที่มันมีอำนาจเหนือกว่า

เราไม่ได้ว่าใครนะ มันเป็นเรื่องของ...ธรรมชาติของจิตผู้ไม่รู้ ...รู้ทั้งรู้นะ ไม่ใช่ไม่รู้  ไม่ต้องมาถามเราหรอก ตัวมันเองก็รู้  ตัวทุกคนน่ะรู้...แต่ไม่เชื่อสักเท่าไหร่ 

อาศัยกำลังของเราเท่านั้นแหละ ที่ไปยืนยัน มันจึงเกิดพลังขึ้น ในการที่จะ... “เอาโว้ย”... มันก็เกิดพลังที่จะสามารถก้าวข้ามความขี้เกียจ ก้าวข้ามความลังเล 

ทั้งที่ตัวมันเองก็รู้อยู่ ...แต่มันยังติดสันดานของอนุสัยที่มันยัง... “ไว้ก่อน” อะไรอย่างนี้ ...ผัดๆ ไป ข้างๆ คูๆ อยู่เรื่อยไป

เนี่ย ครูบาอาจารย์ก็ต้องอย่างนี้ พอมาฟัง พอมาได้ยินแล้ว มันก็เกิดความกระฉับกระเฉง ตื่นตัว ชัดเจน ศรัทธา แล้วก็ขยันขึ้นทันหูทันตา ทันควัน ...แล้วไปๆ ก็แบตหมด เดี๋ยวก็แบตหมด

เราเคยพูด เราเคยบอกว่า ครูบาอาจารย์นี่เหมือนร่มโพธิ์ร่มไทร เข้าใจรึเปล่า คือเป็นร่ม ...เหมือนพวกเรานี่หาร่มไม่เจอ หาที่ร่มที่พักไม่เจอ เหมือนกับเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายน่ะ แห้งแล้งและอดอยาก 

ทรมาน ทุรนทุราย แล้วก็ไม่รู้จะเดินไปไหน ไปที่ไหน แล้วจะไปที่ไหนต่อ ...เหมือนเดินในทะเลทรายที่มองไม่เห็นเลยว่าจะไปทะลุที่ไหน ...แล้วพอดีว่ามันมีร่มไม้อยู่กลางทะเลทรายนั้น 

มีใครล่ะมันจะไม่เข้ามาพักในร่ม ใช่มั้ย ...แล้วเวลามันเข้ามาพักในร่ม ด้วยการเดินในทะเลทรายมาเป็นหลายสิบปี ...มันก็เกิดความพัก ร่มเย็น สงบ เหงื่อก็หาย คลายร้อน 

แล้วยังมาได้ยินได้ฟังเนื้ออรรถเนื้อความธรรม  มันก็เกิดความว่า...คือถ้าไปได้ยินตอนที่เดินกลางทะเลทรายนี่ กูคงไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านจะฟังหรอก กูคงไม่มีกะจิตกะใจที่จะคิดน้อมนำไปภาวนาหรอก 

เพราะว่ามันร้อนก็ร้อน เพราะว่ามันหิวก็หิว มันก็ยังมีเรื่องที่จะต้องค้นหา คือหาของกินน่ะ มันหิวโหยอยู่ ...แต่พอถึงเข้ามานั่งลง มันร่มเย็นโดยปริยาย แล้วยังได้ฟังธรรม มีธรรม เสียงตามสายออกมาอีก 

เอ้า มันก็ฟังด้วยความ...ใจก็ร่มเย็น แล้วก็พักเรื่องหิวโหยไว้ก่อน  มันก็ใคร่ครวญตาม..สุตมยปัญญาเกิด จินตามยปัญญาก็มา มันก็ยอมรับ แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ มันก็เกิดความน้อมนำจับไปปฏิบัติได้ชัดเจนขึ้น

เสร็จแล้ว มันก็อยู่อย่างนี้  เข้ามา...เดี๋ยวก็ต้องไป ก็ออกนอกร่มนี่ออกไป เดินในทะเลทรายต่อ ...แต่ทีนี้คือว่ามันได้วิชาไป ...ในระดับที่จะเอาไปใช้ประโยชน์กับตัวเอง

เราถึงบอกว่า เมื่อใดที่สร้างศีลสมาธิปัญญา เจริญศีลสมาธิปัญญามากๆ ขึ้น ...ร่มเงาของตัวเองน่ะ ก็จะเกิดขึ้นเอง เป็นที่พักพิงอาศัย 

จากเท่าใบไมยราพ ก็เป็นใบมะขาม  จากใบมะขามก็แผ่ขยายขึ้นมาเป็นใบบัว  แล้วก็จะค่อยๆ กลายจากใบ...เป็นร่มใหญ่ร่มโตขึ้น

ทีนี้ไปไหนกลางทะเลทรายมันก็มีร่ม สบายใจไม่อนาทร ร้อน หิว กระหาย หรือว่าขวนขวายอะไร ...มันมีร่มเงาอยู่ติดเนื้อติดตัวของตัวเอง 

เพราะร่มเงานี่ก็เกิดจากศีลสมาธิปัญญานั่นเอง ความร่มเย็นก็เกิดภายใน ...ทีนี้มันก็เดินไปเรื่อยได้ ไม่วน ไม่หมุน ...แต่ก็ยังเห็นคนเดินในทะเลทราย...เยอะแยะ ที่ไม่ยอมเข้าร่ม 

เพราะมันคิดว่ามันแน่ มันคิดว่ามันไปได้ ...ไปไหนก็ไม่รู้นะ แต่มันคิดว่ามันไปได้ ทั้งที่ว่าเหงื่อนี่โซก แล้วตัวมันก็ไม่รู้ด้วยว่า...ตัวมันไปไม่รอดหรอก เดี๋ยวก็ตายกลางทะเลทราย ไม่ถึงไหน 

แล้วก็เกิดใหม่อยู่ในทะเลทราย ไม่ไปไหนอ่ะ มาเดินต่อไป ...มีงานมีการทำดีหมด แต่อยู่ในทะเลทรายนั้นน่ะ มีเพื่อนมีฝูงเดินกันเป็นกลุ่ม เกาะกลุ่มกันไป...ตายหมู่ ตายฝูง 

แล้วก็เกิดใหม่ในทะเลทรายอย่างนั้น หิวโหย ร้อนรน แผดเผา ...แล้วก็ไม่รู้สึกเลยว่าผิด เพราะมันเดินกันเต็มไปหมด ...ร่มเงาก็มีเป็นระยะๆ แต่ไม่รู้จักคุณประโยชน์ของร่มเงา

เพราะนั้นตัวมันเอง...มันสร้างร่มเงาเองไม่ได้หรอก เข้าใจมั้ย มันต้องอาศัยร่มเงาผู้อื่นก่อน ...นี่แหละคือสังฆะ นี่แหละคือพุทธะ นี่แหละคือธรรมะ 

แต่ว่าพุทธะ, ธรรมะนี่ มันจะไม่เข้าใจได้ ...ถ้าไม่อาศัยการสื่อผ่านสังฆะหรือสงฆ์ ...สงฆ์ที่เป็นสงฆ์จริงๆ นะ สงฆ์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

เมื่อเจอสังฆะนี่ เหมือนกับน้อมนำ หรือว่าได้แผ่ได้ความร่มเย็น ...แล้วมันเข้ามาโอปนยิโก คือน้อมพาตัวเองเข้ามาได้รับความร่มเย็น ...มันก็จะได้เรียนรู้ธรรม แล้วก็ให้เข้าถึงพุทธะ คือดวงจิตผู้รู้ 

หรือผู้รู้ผู้เห็นที่มีอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่ผู้รู้ภายนอก ไม่ใช่พุทธะภายนอก ไม่ใช่พระพุทธเจ้าภายนอก ...แต่เป็นพุทธะภายใน ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือใจอันบริสุทธิ์นั่นแหละ เป็นพุทธะพุทโธของทุกสัตว์บุคคล

แต่ว่าโดยลำพังตัวมันเอง ไม่มีทางหรอกที่มันจะรู้จักพุทธะ ธรรมะในตัวของมันเอง ...ต้องอาศัยสังฆะเป็นสื่อถ่ายทอดธรรม แล้วก็ให้ไปสร้างพุทธะ ธรรมะ สังฆะขึ้นด้วยตัวของตัวเอง 

นั่นแหละคือสร้างร่มเงาขึ้นมา แล้วอาศัยที่เมื่อมีร่มเงาแล้ว มันก็เป็นที่พึ่งพิงอาศัยของสัตว์และนกกาต่างๆ ต่อไป ...นี่คืออายุของศาสนาที่มันยืนมาได้ห้าพันปี เพราะการสืบทอดกันมาเช่นนี้ 

แล้วก็ไอ้ร่มเงานี้ก็จะค่อยๆ น้อยลงๆๆ ...ร่มก็จะเล็กลง เงาก็จะแคบลงไปเรื่อยๆ ตามกฎของไตรลักษณ์ ไม่มีอะไรจะถาวร ...มีศาสนาก็มีหมดศาสนา มีพระอริยะก็มีหมดพระอริยะ มันไม่มีคำว่าเที่ยงหรอก

แต่ว่าหมดศาสนาหมดพระอริยะ เดี๋ยวก็มีศาสนา แล้วเดี๋ยวก็มีอริยะขึ้นมาอีก นี่คือกฎของวัฏฏะ ในโลก ...แต่คราวนี้ว่า เมื่อไหร่ ตอนไหน  แค่นั้นเอง ...แต่...เป็นกัปๆ นะ ถ้าหมดแล้วนี่

เพราะนั้นอย่าประมาท อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีสาระแก่นสาร ...ลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่หมดไปสิ้นไป ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก ให้มันหมดสิ้นไปกับศีลสมาธิปัญญา 

อย่าให้มันหมดไปสิ้นไปกับอารมณ์ จมแช่กับอารมณ์ อย่าให้มันหมดไปสิ้นไปจมแช่หายไปกับความคิด จมแช่หายไปกับรูปเสียงกลิ่นรสภายนอก จมแช่หายไปกับอดีตอนาคต...ที่ไม่มีสาระจริง

ไอ้สาระที่มันว่าจริงน่ะ ที่คิดว่าจริงน่ะ...ไม่จริง ...ที่คิดว่าได้จริง มีจริงในปัจจุบันนั้นก็ยังไม่จริง ทำแล้วได้จริง...ก็ยังไม่จริง ...สาระที่สุดคือศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันนั่นเอง 

ให้มันหมดไป ให้มันเต็มเปี่ยมด้วยศีลสมาธิปัญญาทุกขณะไป ...การเกิดการตายหนึ่งครั้งหนึ่งคราในโลก จึงจะมีคุณค่ากับตัวเอง และคนอื่น แล้วก็โลก 

ไม่ใช่เกิดมาเพื่อเบียดเบียนโลก เกะกะโลก เบียดเบียนสัตว์ รังแกสัตว์ กระทบกระเทือนต่อสัตว์ต่อโลก ...ทุกวันนี้โลกมันถึงสั่นสะเทือน เพราะว่าจิตมนุษย์มันกระทบกระเทือนทั้งโลกและสัตว์รอบข้าง 

อะไรที่มากระทบสัมผัสมันน่ะ มันมีแต่จะเข้าไปหาผลประโยชน์ เอาประโยชน์ ...มันก็เกิดการแก่งแย่งชิงดี แล้วก็เห็นแก่ตัว ...หน้าตาดูดี กริยามารยาทดูดี แต่จิตนี่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ เอาแต่ประโยชน์ 

เพราะว่ามันใส่หน้ากากกันได้ดีขึ้น ปรุงแต่งหน้ากากได้สวยงามขึ้น ...แต่ข้างในก็มืดบอดด้วยความไม่รู้ แล้วก็เอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ตัว เบียดเบียนผู้อื่น ทำยังไงก็ได้ที่ให้ได้ประโยชน์ตัวเองมากที่สุด

นี่เป็นสันดาน...ที่ต่อไปภายภาคหน้าไม่ไกลนี่  สันดานนี้จะเป็น.. Trend ๆๆ นิยม ตามเทรนด์ ...ศีลธรรมก็น้อยลง ...ใครปฏิบัติธรรมนี่ หูย คัดออกไปเลย ไม่คบ ไม่คบหมู่ ไม่เอา 

คือมันจะไม่รู้สึกเลยว่าศีลและธรรมเป็นความร่มเย็น ผู้ที่ปฏิบัติศีลและธรรมคือความร่มเย็น...ไม่รู้สึกเลย ...แล้วมันก็จะเป็นเทรนด์อย่างนี้ ไม่สุงสิง ไม่ข้องแวะอย่างนี้ ...นี่คือโลกช่วงยุคปลายศาสนาหลังกึ่งพุทธกาล

เพราะนั้นมันก็จะบีบคั้นให้ผู้ปฏิบัตินี่ยากขึ้น แล้วก็ไม่อยากจะเป็นผู้ปฏิบัติด้วย ...ถึงแม้จะมีศรัทธาภายในขนาดไหน...มันก็กลัว มันก็ไม่กล้า 

ไม่กล้าที่จะออกจากโลก ออกจากสังคม ออกจากสายตา ออกจากการกระทำที่ผ่านทางสายตา ที่เขาให้ค่า ดูหมิ่นดูแคลน หรือว่าเสียดสี ด้วยสายตา ด้วยกริยาอาการ คำพูด ก็ตาม

การปฏิบัติก็จะยากขึ้นไปเรื่อย ...เพราะนั้นผู้ปฏิบัติก็ต้องแอบๆ ปลีกเร้นไป โดยที่ไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้ใครเห็น ...มันก็เลยยากขึ้นไปเรื่อยๆ 

ไม่เอื้อน่ะ...โลกเหล่านั้น โลกในสมัยนั้น โลกในยุคนั้นๆ ...สัตว์นั้นๆ บุคคลนั้นๆ ในยุคนั้นๆ ไม่เอื้อต่อศีลสมาธิและปัญญาเลย

เพราะนั้นน่ะ การที่มาฝึกสติในปัจจุบัน เหมือนกับเป็นการปูพื้นฐานธรรม มรรคผลและนิพพาน ...การเน้นในเรื่องของสติปัฏฐานมากกว่าธรรมการปฏิบัติในส่วนอื่น...เหมือนปูทางต่อไป เพื่อให้อายุศาสนานี่ครบห้าพัน 

เพราะการเจริญสติ การรู้ตัวในปัจจุบันนี่ มันสามารถทำได้โดยที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น มันสามารถทำได้โดยไม่รู้สึกว่าแปลกแยกแตกต่างกับสังคมหรือคนในโลก 

เพราะนั้นการปฏิบัติธรรมมันจึงสามารถดำเนินได้โดยที่ไม่ขัดขวางกับโลกหรือความคิดความเห็นของคนในโลก ...และผู้ปฏิบัติก็จะไม่เอาการปฏิบัติมาอวดอ้างแอบอ้างขึ้นมาได้ 

เพราะว่าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะว่าตัวกูก็ดูเหมือนไม่ได้ปฏิบัติ ...มันก็ไม่รู้จะไปพูดยังไง มันก็เดินไปบนเส้นทางมรรคแบบเงียบๆ คนเดียว

นี่ เริ่มจำเพาะแล้ว เริ่มจำเพาะสัตว์บุคคลแล้ว ...เพราะนั้นว่า การยิ่งเดินไปเงียบๆ คนเดียวนี่ มันยิ่งจำกัด ไม่เอิกเกริก ...จำกัดอริยะบุคคลด้วย 

เพราะนั้นความเป็นอริยะก็จะเป็นแบบจำกัดเฉพาะบุคคล จะมากันเป็นกลุ่มๆ หรือว่าเป็นสำนัก หรือว่าอบรมกันเป็นคอร์สๆ แล้วก็สำเร็จกันทั้งคอร์สอะไรอย่างนี้ ...มันจะปลีกแยกเป็นรายๆ ไป เงียบๆ


(ต่อแทร็ก 9/32  ช่วง 2)