วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 9/28 (3)


พระอาจารย์
9/28 (560101B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2556
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  9/28  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  ไอ้ตรงที่ไปหมายมั่นจริงจังกับความสงบ ที่ว่าดี ควร ถูก ใช่ ..ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่า “ภพ” มันไปสร้างความจริงของภพนี้ขึ้นมา ว่าดี ว่าถูก ว่าต้องได้ ...ถ้าไม่ได้อย่างนี้แปลว่าไม่ได้ผล 

นั่น แล้วมันเชื่อ ..เมื่อภพนี้ไม่บังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็หงุดหงิด ไม่พอใจ ปฏิฆะ งุ่นง่าน ...หาวิธีที่จะ to die for เพื่อความสงบแล้ว ต้องอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะทำให้ได้

กลายเป็นว่าการปฏิบัติกลับเครียดไปเลย ยิ่งนั่งแล้วไม่สงบมากเท่าไหร่ ยิ่งเครียดมากเท่านั้น ...ทำไมเป็นอย่างนั้น นี่ พวกเราแก้โจทย์นี้ไม่ได้ ในระดับปัญญาพื้นๆ นะ จะแก้ไม่ได้เลย

แต่วิธีแก้ของเรา...คือไม่แก้อะไร ให้กลับมารักษาศีลคือรู้ตัวเข้าไว้ ไม่ต้องสนใจมัน  มันจะสงบ...ช่างหัวมัน มันจะไม่สงบ...ช่างหัวมัน ...ไม่ต้องทำ ไม่ต้องไปข้องแวะกับมัน 

เป็นเรื่องของมัน...ให้มันเป็นเรื่องของมัน  ไม่เอา “เรา” เข้าไปอยู่ในมัน ...นั่น แล้วเอาเรามาอยู่ตรงไหน เอาเรามาอยู่ตรงนี้ เอาเรามาอยู่ตรงนั่งกับรู้ว่านั่ง มันจะสงบไม่สงบ..ช่างหัวมัน

ซึ่งเดี๋ยวมันก็แอบคิดแล้ว.. “ถ้าไม่สงบ เดี๋ยวเขาว่ามาวัดตั้งหลายวัน กลับไปเขาถามว่านั่งสงบมั้ย ไม่เคยสงบเลย แล้วกูจะตอบยังไงดีวะ” เนี่ย มันจะเริ่มคิดอย่างนี้

ไม่เอา ไม่คิด ...เอา “เรา” มาอยู่ที่กาย รู้ตัว ...เนี่ย วิธีแก้ นี่คือวิธีแก้แบบพุทธะ แก้ด้วยศีล  ไม่ได้แก้ด้วยการกระทำ  ไม่ได้แก้ด้วย “เรา” ไปกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง อะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา

ไม่ได้แก้ด้วยความคิด ไม่ได้แก้ด้วยอดีต ไม่ได้แก้ด้วยอนาคต ไม่ได้แก้ด้วยความเห็น ไม่ได้แก้ด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ ...แต่แก้ด้วยศีล แก้แบบโง่ๆ นี่แหละ

ดูเหมือนเป็นวิธีแก้แบบโง่ๆ ...แต่โง่เข้าไปเถอะ แล้วจะอยู่เหนือมัน ไม่อยู่ใต้มัน เพราะโง่นี่แหละ ...ไอ้ที่อยู่ใต้มันนี่เพราะมันฉลาดเกินไป...มันฉลาดเกินไป

ไอ้ฉลาดน่ะไม่ว่า แต่ไอ้ฉลาดเกินไป นี่มันรู้เกินไป มันอ่านมากเกินไป มันได้ยินมากเกินไป มันคิดมากเกินไป มันปรุงแต่งเกินความเป็นจริงไป ...พวกนี้ มันจึงเป็นเหตุให้ปิดบังความเป็นจริง

แล้วก็ไปหลงอยู่ในความรู้เหล่านั้น...ที่มันเกินจริง มันรู้เกินจริง ...เข้าใจรึยังที่ว่ารู้เกินจริง หือ ถ้าจริงก็คือ ตูดกระทบพื้นน่ะสิจริง ถ้ารู้นอกจากนี้มันเกินจริง

ไอ้เกินจริงนั่นแหละมันจะเป็นเหตุให้เกิดความพัวพัน มันเกินจริงนั่นแหละจะเป็นเหตุให้ติดและข้องในความรู้ของ “ตัวเรา” ...มันเป็นความรู้ของตัวเรา มันไม่ใช่ความรู้จริง

ปัญญาต้องรู้จริง ไม่ใช่เอา “เรา” เข้าไปรู้จริง ไม่ใช่ความรู้ของเรา ไม่ใช่ความเห็นของเรา ...เพราะอะไร ...เพราะโคตรพ่อโคตรแม่ของ "เรา" คืออวิชชา โคตรพ่อโคตรแม่ของเราคือความไม่รู้

ตอนนี้พวกเรายังไม่เข้าใจหรอก ไว้เข้าใจทีหลัง ...อยู่กับตูดกระทบพื้น ขากระทบดิน แค่นี้ เดี๋ยวเข้าใจเอง เดี๋ยวมันจะเข้าใจเองว่า แท้ที่จริงแล้ว หา “เรา” มิได้เลยในนี้

แท้ที่จริงแล้ว หา “เรา” มิได้เลย ในสามโลกธาตุ หา “เรา” ไม่ได้เลยในอดีตและอนาคต...ไม่มี ...แต่ตอนนี้ทุกอย่างเป็น “เรา” ตอนนี้ทุกอย่างเป็น “ของเรา” ได้ไง...ได้ไง

ได้แบบโง่ๆ ไง แล้วก็เข้าใจว่านี่เป็นธรรมชาติของเรา ...ก็ใช่ ก็ธรรมชาติ แต่ว่าเป็นธรรมชาติ  “ของเรา” ไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริง ...คนละเรื่องนะ ธรรมชาติของขันธ์ ธรรมชาติของโลก

ธรรมชาติของสิ่งที่ปรากฏก็คือธรรมชาติที่แท้จริง ...แต่มันมักจะเข้าไปว่า เป็นธรรมชาติของเรา ไอ้นี่เป็นธรรมชาติของเรา ยืนเดินนั่งนอนแบบเผลอๆ เพลินๆ ก็เป็นเรา

ก็เราเป็นอย่างนี้จะไปทำยังไงล่ะ ...ก็ใช่น่ะสิ ก็ธรรมชาติของความโง่ไง ก็ธรรมชาติของความไม่รู้ไง มันจึงสร้างตัวนอมินีขึ้นมาคือ “เรา” “เรา” นี่คือนอมินีของอวิชชา

แล้วมันก็อาศัย “เรา” นั่นแหละไปทำงานแทนความไม่รู้คืออวิชชา เพื่อให้ได้อะไรสักอย่างนึงมา เพื่อมาสนองความพึงพอใจของความไม่รู้เนื้อรู้ตัวของมันนั่นแหละ

เพราะนั้นอย่าไปถามเลยว่า อวิชชาอยู่ไหน ...ปัญญาระดับหัวไอ้เรืองนี่ไม่มีทางเห็นหรอก จะไม่เห็นเลยว่าโคตรมันอยู่ที่ไหน หาดูสิ กิเลสมันเกิดมาจากตรงไหน ความอยากมันเกิดขึ้นมายังไง

อยู่ดีๆ มันจะลอยมายังไง หือ ...ไฟฟ้านี่ เห็นว่าไฟสว่างอย่างนี้ มันมีที่กำเนิดใช่ไหม ไม่เขื่อนก็เป็นเครื่องปั่นไฟน่ะ อยู่ดีๆ มันจะลอยมาสว่างลอยๆ มีมั้ย

ความคิดน่ะ อยู่ดีมันจะลอยขึ้นมาได้ยังไง ความรู้สึก...อยู่ดีๆ มันจะลอยขึ้นมาได้ยังไง  ความอยาก ความไม่อยาก ความพอใจ ความไม่พอใจ อยู่ดีๆ มันจะมาจากไหน

แล้วรู้มั้ยว่าต้นกำเนิดมันอยู่ไหน ไม่มีทางเห็นเลย ตาระดับพวกเรานี่ ...ตาพระอรหันต์น่ะเห็น ตาพระอนาคา...พอลางๆ  ตาพระสกิทาคา พระโสดา..รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดอยู่ภายใน

แต่ตาปุถุชนนี่...ช่างหัวมัน ไม่สนใจหรอก มายังไงก็ช่าง กูทำตามมันอย่างเดียว กูเป็นเบ๊รับใช้มึงน่ะ... มึงว่าไง...กูว่างั้น มึงว่าอยาก...กูก็อยากตามมึงน่ะแหละ

มึงสั่งให้กูไม่อยาก...กูก็ทำไปตามความไม่อยากตามมึงว่านั่นแหละ ...นั่นคือรูทีนเลย นั่นแหละคือธรรมชาติของ “เรา” ตกอยู่ใต้อำนาจอุ้งตีนของมันเลย ไม่มีกระดิกกระเดี้ยเลย

นั่นน่ะเขาเรียกว่าถูกจำคุกตลอดชีวิต ...รับโทษไปเถอะ ถูกพิพากษาไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์และฎีกา แก่ตายในคุก แล้วก็เกิดตายในคุก

มันไม่ใช่ว่าแก่ตายในคุกแล้วจะเล็ดรอดออกมาจากคุกนะ...ก็ยังเสือกผุดเกิดขึ้นในคุกอีก เอาดิ ...เออ ถ้ามันตาย แล้วมันตายออกจากคุกก็ไปเกิดที่อื่นแล้วก็น่าจะดีหน่อยนะ

แต่นี่ไม่มีอ่ะ ...ตายแล้วมันก็เกิดใหม่ เกิดใหม่มันก็เกิดในคุก แล้วก็ตาย-เกิดๆๆ ในคุกนี่แหละ ...พอดีว่าคุกนี่มันใหญ่ขนาดอนันตาจักรวาลไง เราเลยไม่รู้สึกว่าอยู่ในคุก

แต่พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่ามันเป็นคุก เอ้า แล้วก็สอนให้ออกจากคุก ...ก็มีคนเชื่อท่าน แล้วก็วิ่งๆๆ เดินๆๆ วิ่งออกไปนอกคุกได้ ก็...อ้อ ใช่ๆๆ ...นี่เขาเรียกว่าสังฆะ

ก็เห็นตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า แล้วก็ทำได้จริง ออกจากคุกได้ ...ก็มาบอกต่อ  เพราะพระพุทธเจ้าตายไปแล้ว ก็อาศัยสังฆะมาพูด มาบอก แล้วก็มายืนยันด้วยว่ามีจริงนะ ที่อยู่เหนือคุกนี่มีจริง

แต่เสียงคนที่มายืนยันต่อไปก็น้อยลง แผ่วลง บางลง ...ไอ้พวกนี้ก็เฮๆๆ อยู่ในคุกน่ะ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น... "เป็นไรไป ก็ทุกคนก็เป็น หกพันล้านคน เยอะดี สนุกดี"

เดี๋ยวพอปีสองพันเก้าร้อย สามพัน สี่พัน สี่พันห้าร้อย หูย คนนี่ไม่ใช่หกพันล้าน อาจจะเป็นหลายหมื่นล้าน สนุกใหญ่เลย...จะสนุกใหญ่เลย สนุกกิเลสเลยอ่ะ ฆ่ากันบรรลัยจักรน่ะ

เพราะอะไร ...ศีลเสื่อม สมาธิเสื่อม ปัญญาเสื่อมหมด  แล้วถามว่า ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ เกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่าศีลน่ะ เอาว่าศีลหยาบด้วยคือศีลห้านี่แหละ 

ถ้ามันไม่เคยรักษาศีลห้าเลย ไม่รู้จักศีลห้าเลย แล้วไม่รู้จะรักษาไปทำไม ไม่เห็นคุณค่าของศีลห้าเลย ...
ถามเอาว่า คนหมื่นล้านคนในนั้นจะเป็นยังไง 

มันก็เป็นแบบ...“มึงอยู่มาใกล้ตีนกูนะ..ตาย”  นั่น ถึงขั้นตาย ตายโดยที่ไม่อนาทร ไม่สนใจเลย  อย่าให้หงุดหงิดรำคาญกันนะ สามารถฆ่าได้โดยที่ไม่ละอายใจเลย

เพราะไม่รู้จักคำว่า “ศีล” ไม่เห็นคุณค่าเลยว่าศีลคืออะไร ทำแล้วมีคุณมีโทษอย่างไร มีบาปมีทุกข์ยังไง ไม่รู้จัก...หมดแล้ว หมดความหมายของศีลไปแล้ว

มันไม่ใช่หมดทีเดียวนะ แต่ค่อยๆ จาง หายไป ดูเอา นี่จริงหรือไม่ กับในสมัยเราเกิด สมัยโยมเกิดนี่ โลกไม่ใช่อย่างนี้ คนไม่ใช่อย่างนี้ นิสัยไม่ใช่อย่างนี้ บอกให้เลย

แล้วคนในยุคของหลวงปู่มั่น ร้อยสองร้อยปีก่อน คนไม่ใช่อย่างนี้ นิสัยไม่ใช่อย่างนี้ ไม่เหมือนกันนะ ...มันทรามลงนะ ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม ความเกรงกลัว ความละอายต่อบาป ทรามลงไปเรื่อยๆ 

แล้วมันบูชาอะไรเป็นหลัก...เทคโนโลยี ความรวดเร็ว ความทันสมัย ความอะไรที่มันได้ดั่งใจ ทันทีทันทันควัน นั่นแหละดี นั่นแหละอุปกรณ์นั้นแหละเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ

ใครว่าพุทธะเป็นสรณะ ใครว่าธรรมะเป็นสรณะ ใครว่าสังฆะเป็นสรณะ ก็ถูกว่า พวกหลังดอย ...ยิ่งเดี๋ยวนี้ก็ไอโฟน ไอแพ็ดๆๆๆ กาแล็กซี่พลัสๆ ไวปานลิง (โยมหัวเราะกัน)

อยากได้อะไรก็ปุ๊บๆ ปั๊บๆ แอ๊พๆๆ โหลดมันเข้าไป จะเอากี่แอ๊พล่ะ ...ไวไปหมด ทันใจไปหมด รอกันไม่เป็น นี่ เดินจนจะไม่เป็นกันแล้ว เดินหนึ่งกิโลนี่..ตายแล้วๆ

คนสมัยก่อนเดินเป็นสิบโล เฉยๆ ไม่รู้สึกเดือดร้อน ความอดทนสูงมาก ...สมัยนี้ความอดทนอดกลั้นของคนนี่ ต่อมความอดทนน่ะมันเท่าเล็บตีนมั้ง พร้อมที่จะฟึดฟัดได้ทันที ...ขับรถบนถนนนี่ระวังให้ดีเหอะ

เห็นมั้ยว่านี่แหละคือให้หมั่นสำรวจตัวเอง แล้วก็อยู่กับตัวเอง มันจะได้เข้าใจ แล้วมันจะมีคุณค่า ...ตอนนี้อาจจะยังไม่ทันเห็นคุณค่ามันมาก แต่ทำไปเรื่อยๆ เถอะ

ด้วยความพากเพียรนะ ...มันจะปรากฏคุณค่าของใจ จะปรากฏคุณค่าของการภาวนาว่า ให้ความร่มเย็น...กับตัวเองและคนรอบข้างได้ยังไง แค่นี้เอง คือเป้าหมาย

ไม่ได้เอาดีเอาเด่ ไม่เอาเป็นที่เคารพเทิดทูน ให้ใครเอาธูปเทียนมากราบหรอก ไอ้นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง ...แต่เรื่องสำคัญคือ เราเกิดความร่มเย็นภายในตัวเอง

แล้วมันก็เป็นความร่มเย็นถึงคนรอบข้าง คือความร่มเย็นเล็กๆ ในพื้นที่นึงของโลกนี้  ถือว่าเป็นมงคลแล้ว ไม่ต้องเอาขั้นหลุดพ้นอะไร เอาแค่ในบ้านแล้วเกิดความร่มเย็น

ไม่ใช่เข้าบ้านปุ๊บนี่ ตานี่ยิ่งกว่ามีด กรีดกันไปกรีดกันมาอยู่อย่างนั้น (เสียงโยมผู้หญิงหัวเราะกิ๊ก) ปากนี่เหมือนกับไม้ตะพด ทุบแล้วก็ตี ...มันใช้ได้ทุกอาวุธในอายตนะ เชื่อมั้ยล่ะ


โยม –  ใช่ ปากไปก่อนเลยหลวงพ่อ     

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องปากอ่ะ ค้อนไปแล้ว ค้อนไปก่อนเลย (เสียงโยมผู้ชายหัวเราะ) ยังไม่ทันพูดเลยนะ ค้อนถึงเลย   


โยม –  (หัวเราะกัน)

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะ จิตน่ะ เห็นมั้ย เครื่องมือของมัน มันใช้ได้หมดเลย แต่ว่าเป็นการเบียดเบียนตลอด

แต่ว่าถ้าเราควบคุมกาย รักษากาย ด้วยความสำรวมไว้ แล้วทุกอย่างมันจะได้รับการพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ ...อาศัยการพัฒนาตัวเองนี่ จึงเรียกว่าเป็นผู้ประเสริฐ

แล้วไอ้ที่ว่า...คนอื่นทำไมมันไม่ทำ ทำไมมันไม่ดีเหมือนกูวะ ทำไมมันไม่ทำอย่างกู ...ไอ้นั่นน่ะอย่าไปสนใจ ให้พัฒนาตัวเองแหละดีที่สุด ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะโดนตีนเขา หรือก็ค้อนมาก่อน อะไรอย่างนี้ 

เอ้า เอาแล้ว เดี๋ยวไปกินข้าวไม่อร่อย (หัวเราะกันครืน) ...เดี๋ยวจะว่าฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วกินข้าวไม่มีรสชาติเลยกู 

โยม   ดีแล้วครับ ได้นำพาไปใช้ได้


..................................




วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 9/28 (2)


พระอาจารย์
9/28 (560101B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  9/28  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะใจลอย เลื่อนลอย เดินก็เดินไม่เป็น นั่งก็นั่งไม่เป็น นอนก็ยังนอนคิดนั่นคิดนี่คิดนู่น คิดไปนู้น วันพรุ่งนี้จะทำยังไงดี กูทำเรื่องไว้เยอะ มันจะเอากูคืน อย่างนู้นอย่างนี้ (โยมหัวเราะกัน) 

คน..อยู่ไหน เฮอะ คนอยู่บนเตียง คนมันกำลังนอนอยู่บนเตียง แล้ว “กู” อยู่ไหนล่ะ..ไม่รู้ ...เข้าใจรึยังว่ามันไม่รู้ ไม่รู้อยู่ที่ไหน นี่แหละเขาเรียกว่าหลง มันไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ก็หาที่ให้มันรู้อยู่ซะ ...เอาศีลน่ะเป็นเครื่องอยู่ เห็นมั้ย นี่เขาเรียกว่าอยู่กับศีล นี่เรียกว่ารักษาศีล ...เพราะนั้นในคำพูดว่ารักษาศีล กับคำว่ารักษากาย...คือความหมายเดียวกัน

คือความหมายเดียวกันกับสติในกาย...ความหมายเดียวกัน  คือความหมายเดียวกันกับกายานุสติปัฏฐาน...ความหมายเดียวกัน  คือความหมายเดียวกันกับกายคตาสติ...ความหมายเดียวกัน

เพราะนั้น แค่รู้ตัวแค่นี้ มันกี่หัวข้อธรรมแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงมา เห็นมั้ย ...แต่ถ้าเราไปคิดวิเคราะห์ตามนี่ งงๆ แล้วไม่รู้จะเอาอันไหนเป็นจุดเริ่มต้น

เห็นมั้ย ที่มาถามนี่เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ใช่ป่าว ...เออ มันถึงมีพระไง พระคอยบอก  ไม่ใช่แพะ ถ้าแพะบอกไม่ถูก ถ้าแพะบอกมั่ว (หัวเราะกัน)  ถ้าพระล่ะบอกตรงหน่อย บอกแล้วเข้าใจใช่มั้ย

เห็นเค้าลางใช่มั้ย ว่าสมาธิ ปัญญาจะเกิดอย่างไรใช่มั้ย ...เอ้า ถ้ากูอยู่ตรงนี้ กูไม่ไปที่ไหน จิตกูรู้อยู่ที่เดียวนี่ จิตไม่เป็นหนึ่งได้รึ ...ก็มันมีกายเดียวให้รู้ตรงนี้ มันก็ต้องหนึ่งใช่ไหม จิตก็ต้องรู้อันเดียวนี่ใช่มั้ย 

นั่นน่ะจะเป็นเหตุให้เกิดจิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นสัมมาสมาธิ ...แต่ถ้ามันหลายกายล่ะ มันก็หลายจิตสิ ใช่มั้ย มันไม่ใช่กายเราที่นี้ที่เดียว มันมีกายเราที่นั้น กายเราที่โน้น

มันมีทั้งกายเราที่ข้างหน้าจะทำอะไร แล้วยังมีกายเราข้างหลัง ที่ทำเรื่องอะไรดีและไม่ดีมาก่อน แล้วยังมีกายคนอื่นอีก ...มันกี่กายเข้าไปแล้ว ...มันหลายกายเกิน 

เมื่อมีหลายกายก็หมายความว่าหลายจิต หลายตัวเรา หลายตัวเขา มันก็หลายทุกข์แล้ว นั่น มีตัวเราตรงที่นั้นก็ทุกข์ที่หนึ่งแล้ว มีตัวเราที่ทำไม่ดีข้างหลังก็เป็นทุกข์อีกที่หนึ่งแล้ว 

มีตัวเราที่เปลี่ยนว่าเดี๋ยวเราจะทำอย่างนี้แล้วน่าจะดีกว่ามั้ย ก็มีทุกข์หรือว่าสุขรออยู่ข้างหน้าไม่รู้เท่าไหร่ ...เรียกว่าสุขทุกข์ล่วงหน้าลับหลังนี่เต็มไปหมด ล้อมรอบเลยนะ

เพราะอะไร ...เพราะมันออกจากความเป็นคนในปัจจุบัน มันออกจากศีลในปัจจุบัน มันออกจากกายในปัจจุบัน

เอ้า ถ้ามันเหลือแค่กายเดียว อยู่ตรงนี้ หยุดปุ๊บ ไม่ต้องคิด...บ้านไม่มี รถไม่มี ข้าวไม่กิน ...อยู่ตรงนี้ ทุกข์ไม่มีแล้วระดับนึง  เห็นมั้ย มีทุกข์ตอนไหน มีทุกข์ยังไง

ก็มีทุกข์อยู่อันเดียว คือยังไง...ปวดโว้ย ตึง แน่น  เนี่ย อันนี้ทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นทุกข์ตามความเป็นจริง กายจึงมีทุกข์ตามความเป็นจริงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

มันมีจริงนะเนี่ย การปวดเมื่อย การตึง แน่น หนักอุ่น พวกนี้เป็นทุกข์ตามความเป็นจริง ...แต่ไอ้ทุกข์ที่...ยังไม่ได้กินข้าว หรือกินข้าวร้านนั้นจะไม่อร่อย หรือว่าไปกินร้านนั้นดี เอ๊ะ หรือว่าร้านโน้นดีกว่า (หัวเราะกัน)

เห็นมั้ยว่า มันจะสร้างตัวเราที่เข้าไปลิ้มรสนี่ แต่ละร้านๆ และก็จะมีรสชาติที่มันคาดเดาเอา..อร่อยกว่าหรือไม่อร่อยกว่ามั้ย  เริ่มสงสัย แล้วก็..เอ อันนั้นน่าจะอร่อย

แต่เราถามว่า...จริงไหม มันมีจริงไหม ในเดี๋ยวนี้มันมีจริงมั้ย ...ไม่มีจริงเลยนะ ...แต่มันเชื่อว่าจริง เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเชื่อตัวนั้นมากกว่าตัวนี้ใช่ไหม ...ทุกคนเลย จะเป็นอย่างนี้เลย

ถ้าอย่างนี้เราถามแบบตรงๆ เลยว่ามันโง่หรือฉลาด ...เอาอย่างนี้ดีกว่า อันไหนจริงหรืออันไหนเท็จ แล้วมันสมควรจะเชื่อความจริงมากกว่าความเท็จ ทำไมถึงไปเชื่อความเท็จมากกว่าความจริง ...มันไม่โง่ก็คงเรียกว่าพระอรหันต์แล้ว


โยม –  แล้วอย่างนี้การใช้ชีวิตก็ไม่ต้องมีการวางแผนเลยสิครับ   

พระอาจารย์ –  ใช่ โง่เข้าไว้ (หัวเราะกัน) ...กล้าโง่มั้ยล่ะ ตรงเนี้ย เราต้องถามว่ากล้ามั้ยล่ะ เนี่ย มันทำไม่ได้เพราะไม่กล้า 

ไม่กล้าเพราะอะไร ...เพราะปัญญาเรายังไม่สามารถรองรับตรงนี้ได้ ...แต่ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆ มันจะกล้า ...มันกล้าที่จะเผชิญกับทุกสิ่งที่ปรากฏโดยไม่อิดออด

แต่ตอนนี้...กลัวมั้ยถ้าจะไม่คิดโปรเจ็คท์งานเลย กลัวมั้ยถ้าจะไม่เตรียมการพูดกับการไปเสนองานคนแล้วไม่คิด นี่มันอยู่ไม่ได้ ต้องคิด ...นอกจากผู้ที่ฝึกดีแล้ว ก็ช่างหัวมัน ไปว่ากันแบบไลฟ์ ไลฟ์คอนเสิร์ท  


โยม – (หัวเราะ) สดๆ   

พระอาจารย์ –  ว่ากันเป็นขณะๆ เลย...มึงมายังไงว่ากันตรงนั้นเลย  ได้ผลยังไง..ไม่สน รับได้หมด  


โยม  ค่อยเป็นทุกข์ ณ ขณะนั้น 

พระอาจารย์ –  ใช่ ค่อยไปเรียนรู้กับปัจจุบันล้วนๆ เลย ไม่มีการทุกข์ล่วงหน้า 


โยม –  เอาง่ายๆ อย่างเช่น เดี๋ยวจะต้องไปกินอาหารนี่ ก็ไปเจอร้านไหนก็กินเลย อร่อยไม่อร่อยไปรับตรงนั้น  

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ  ถ้าจะฝึกนะ ฝึกอย่างนั้น   


โยม –  นั่นคือการใช้ชีวิต  

พระอาจารย์ –  แต่ว่าบอกให้เลยว่า ในระดับพวกเรา...ยากมาก  เพราะมันจะไม่ยอมรับ


โยม  มันจะคิดไปก่อน 

พระอาจารย์ –  ใช่ เพราะมันมีโปรเจ็คท์ แล้วมันให้ค่ากับสิ่งที่มันคิดนั้นมาก ...ตรงที่ให้ค่ากับสิ่งที่คิดนั้นมากน่ะ ที่ท่านเรียกว่า...อุปาทาน 

คือความยึดมั่นถือมั่น แล้วว่าจริง มันต้องจริงแน่เลย ...แล้วถ้าไม่จริงตรงนั้น กูจะหงุดหงิดแล้ว หงุดหงิดในสิ่งที่ไม่มีจริง เห็นมั้ย ท่านเรียกว่าอุปาทาน

เนี่ย พระ...พระซื้ออาหารกินไม่ได้  บิณฑบาตแล้วแต่เขาจะให้...เพราะอะไร ทำไมพระพุทธเจ้าถึงวางรูปแบบนี้ ...คือดัดสันดานมันซะมั่ง เข้าใจมั้ย เพื่อดัดสันดานมัน

เพราะว่ามึงอยากกิน มึงมีเงินมึงก็ไปซื้อกิน ก็เสร็จกิเลสดิ ใช่มั้ย ...แต่ว่าถ้าเป็นพระนี่ท่านจำกัดโดยรูปแบบเลย เหมือนเป็นขอทาน เขาให้อะไรมา จะพอใจ-จะไม่พอใจ ก็ต้องรับ

อยากกินเย็นกูได้ร้อน อยากกินร้อนกูได้เย็น อยากได้มากกูกลับได้น้อย อยากได้ของไม่เผ็ดกูกลับได้ของเผ็ดมากมา ...แล้วหนีไม่ได้นะ ต้องกินนะ ไม่กินมึงก็ตายดิ 

เนี่ย เงินก็ไม่ให้จับ เอ้า แล้วกูจะไปซื้อของยังไง ใช่มั้ย ...นี่คือการทรมานในรูปแบบอย่างนึง เพื่อทรมานจิตที่มันจะไปไขว่คว้า ควาน ค้นหา...เพื่อมา serve need สนองตัณหา ว่างั้นเถอะ

ซึ่งการมีชีวิตของพวกเราน่ะมันสนองตัณหา แต่ไม่รู้ตัวหรอกว่าสนองตัณหา ...ถึงรู้ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ เอาหูเอาตาหลิ่วไปซะข้างนึง .. “ไม่ใช่ความอยากของผมหรอก ผมทำไปด้วยความหวังดี”

นั่น เขาเรียกว่าอะไร มันคดๆ งอๆ น่ะ มันไม่ตรงๆ ...พอไม่ตรงมันก็ไม่เห็นความจริง มันไม่กล้าที่จะเผชิญความเป็นจริง ไม่กล้าเผชิญความเป็นจริงแม้กระทั่งจิตเจ้าของ ว่าทำไปด้วยความอยาก

คือไม่ได้เมตตาอนาทรหรอก กูพูดดีนี่ แต่ลึกๆ แล้วกูถือมีดเล่มนึงกูแทงมึงชิบหายเลยล่ะ ...กล้าดูมั้ยล่ะ กล้ายอมรับมัน ดูตรงๆ มั้ยล่ะ อย่าไปปิด อย่าไปกลัว อย่าไปอายตัวเอง

เออนั่นมันพูดเรื่องขั้น advance แล้ว ...แต่ไอ้ขั้นนี้...เดินดิน เดินให้เป็นก่อน ยืนให้เป็นก่อน นั่งให้เป็นก่อน นั่งให้เป็นคนก่อน ...ถ้ายังนั่งไม่เป็นคน เดินไม่เป็นคน ยืนนอนไม่เป็นคน แอดวานซ์ไม่ได้

จะไปแอดวานซ์...แยกแยะ ธัมวิจยะรายละเอียดของที่ว่า อันไหนจิต อันไหนกิเลส อันไหนใจ อันไหนขันธ์ ซึ่งมันยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมาย นี่...ไม่มีทาง จะไม่มีทางเลย

เพราะนั้น เดินให้เป็น ยืนให้เป็น นั่งให้เป็น นั่งให้เป็นคน ...นั่งยังไงนั่งให้เป็นคน นั่งตรงไหนรู้อยู่ตรงนั้น เดินตรงไหนรู้อยู่กับเดินนั้น เนี่ย มันพอดีกัน ให้รู้กับกาย กายกับรู้นี่พอดีกันในปัจจุบัน

นี่ อย่างนี้เป็น...แล้วให้เป็นอย่างนี้บ่อยๆ มันจะกลับคืนสู่ความเป็นคนเต็มคนขึ้น ...เมื่อเป็นคนเต็มคนขึ้นนั่นแหละ จึงจะเป็นรากฐานของธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้

เป็นคนแท้ๆ แต่ไม่ยอมรับสภาพความเป็นคน...ได้ไง ...หนีจากความเป็นคนตลอดเวลา ฝันหวาน ฝันไปข้างหน้า ฝันไปข้างหลัง ฝันถึงตัวเราที่ดีกว่า ตัวเราที่ละเอียดกว่า ตัวเราที่เลิศกว่า ข้างหน้าอยู่ตลอด

แต่ไอ้ตัวที่เย็นร้อนอ่อนแข็ง เดินดินกินข้าวแกง กระทบร้อนกระทบหนาวมีความรู้สึกเย็นร้อนหนาวนี่ ไม่ค่อยดูๆ ไม่ค่อยยอมรับตัวนี้ ...ฝันแต่จะไปถึงตัวนั้นน่ะๆ

ตัวเราตัวนั้นน่ะ ที่ได้นอนในห้องแอร์ ที่ขับรถเก๋งคันสวยๆ หรูๆ  ที่มีเงินที่จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ...เนี่ย มันฝันๆๆ ที่มีตัวเราอยู่ในตัวนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่ไม่มี

เมื่อไม่มี แต่ฝันที่จะไปมี มันก็เกิดทุกข์ขึ้นแล้ว ...ตรงนี้ท่านเรียกว่าทุรนทุราย มันมีความทุรนทุรายหรือความเศร้าหมองตลอดเวลา จึงอยู่กับความเศร้าหมองตลอดเวลา

เพราะอะไร ...ไม่แน่ใจว่ากูจะได้ไหม มันไม่แน่  แต่ว่าลึกๆ ก็ยังผลักดันว่าต้องเอาให้แน่ เอ้า มันกลายเป็นยักแย่ยักยันกันอยู่อย่างนี้ ...นั่นแหละคือความเศร้าหมองขุ่นมัว ไม่ชัดเจน มันไม่เกิดความชัดเจน

แล้วที่ไหนล่ะมันชัด ...ก็ที่ตูดมึงกระทบพื้นน่ะมันชัดมั้ย ...นี่ จริง ความเป็นจริงมีอยู่ที่นี้เอง  อยากรู้ความเป็นจริงใช่มั้ยล่ะ อยากเห็นความเป็นจริงใช่มั้ยล่ะ ก็ดูตูดที่กระทบพื้นนี่..จริง

ไม่ต้องไปดูที่อื่นเลย ไม่ต้องไปหาความจริงที่อื่นเลย ...นอกนั้นไม่จริง ถ้าออกจากนี้ไปล่ะไม่จริง  แต่ที่นั่งแล้วมีความรู้สึกตรงนี้ เดี๋ยวนี้ แน่นอนเลย..จริง

เพราะนั้น ความเป็นจริงจึงมีอยู่จำเพาะแค่ในปัจจุบัน ไม่มีในอดีต ไม่มีในอนาคต ...แต่พอเริ่มปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจ มันจะหาความจริงของอนาคตธรรม หาธรรมในอนาคต

เห็นมั้ย ขนาดเป็นนักปฏิบัติยังถูกหลอกเลย ขนาดเป็นนักปฏิบัติแล้วยังโง่ได้เลย และยังมีสิทธิ์โง่งมงายกับสภาวะตั้งหลายปีก็ยังได้เลย เนี่ย จะนั่งเพื่อให้มันสงบ...ทุกข์แล้ว

ทุกข์เพราะอะไร ...ก็มันไม่สงบ แล้วมันไม่ยอมรับความไม่สงบ เห็นมั้ย ทุกข์มั้ย ไม่สงบก็ทุกข์ ...ซึ่งมันสมควรจะทุกข์มั้ยนี่ อย่างนี้ ไม่สมควร...ถ้ามีปัญญา

ถ้ามีปัญญาก็หมายความว่า...ยอมรับตามความเป็นจริง เห็นตามความเป็นจริงแล้วยอมรับตามความเป็นจริง 

หมายความว่า...ก็มันไม่สงบ กูก็ยอมรับว่ามันไม่สงบ แล้วกูไม่หาความสงบกว่านี้ ก็ไม่ทุกข์แล้ว เข้าใจป่าว แล้วกูจะไปทำมันทำไมไอ้ความสงบนี่ 

แต่คราวนี้ว่า พอไม่ทำความสงบ เดี๋ยวมันจะมีว่า...เอ กูจะไม่ได้ปัญญามั้ง แล้วกูจะไม่ได้ผลของการภาวนา แล้วการภาวนานี้จะไม่ได้ผล อย่างนั้น 

เนี่ย มันสร้างค่าไว้แล้ว ทั้งที่ว่าไปผูกไว้แล้ว ไปสร้างเงื่อนไว้แล้ว ไปผูกปมไว้แล้ว ไปหมายมั่น


(ต่อแทร็ก  9/28  ช่วง 3)



วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 9/28 (1)


พระอาจารย์
9/28 (560101B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2556
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

โยม –  ถามพระอาจารย์เกี่ยวกับ คือถ้าอยู่ใน...ถ้าความคิดพระอาจารย์ว่าพวกผมเป็นมนุษย์อยู่ ควรจะดำรงชีวิตยังไงฮะ

พระอาจารย์ –  ดำรงชีวิตอยู่ด้วยศีลสมาธิและปัญญา


โยม –  ก็คือใช้วิธีภาวนาไปด้วยในชีวิตประจำวัน พยายามภาวนาแล้วมันจะหลุดจากคุกนี่ได้

พระอาจารย์ –  ต้องเข้าใจก่อนว่า...ภาวนาไม่ใช่นั่งหลับตา ภาวนาไม่ใช่เดินจงกรม


โยม –  ก็คือต้องคิดวิเคราะห์อย่างนี้หรือ

พระอาจารย์ –  ภาวนาไม่ใช่การคิดวิเคราะห์ ...เห็นมั้ย กว่าที่พวกเราจะเข้าใจเนื้อแท้ของคำว่าภาวนานี่ ต้องปรับความเห็นให้ดีก่อน ให้ตรงก่อน

เราพูดว่า...ศีล สมาธิ ปัญญา  ถ้าอยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญา เรียกว่าภาวนา นี่...ต้องมาตีความหมายตั้งแต่ศีลเลย...ศีลในแง่ที่เราว่าเป็นภาวนา ศีลที่จะเป็นเหตุของการภาวนา 

ศีลนี้คือความหมายของคำว่าปกติกาย ...ปกติกาย ตอนนี้ปกติกายอยู่เป็นยังไง


โยม –  ไม่เข้าใจ

พระอาจารย์ –  มันนั่งอยู่รึเปล่า มันเป็นปกติการนั่งอยู่ใช่มั้ย


โยม –  อ๋อ...ครับ

พระอาจารย์ –  ในการนั่งนี่ มีความรู้สึกอย่างไรในการนั่ง 

พูดถึงแต่เรื่องกายอย่างเดียว ไม่ต้องพูดถึงจิต ไม่ต้องพูดถึงอารมณ์ ไม่ต้องพูดถึงความคิด ...พูดถึงความปกติที่มันแสดงความรู้สึกของกายเดี๋ยวนี้ เป็นยังไงมั่ง


โยม –  ชาๆ

พระอาจารย์ –  อือๆ มันมีอยู่แล้วใช่มั้ย มันมีเป็นปกติธรรมดาใช่มั้ย เนี่ย


โยม –  ครับ

พระอาจารย์ –  ต้องไปทำขึ้นมามั้ย


โยม –  ไม่ต้อง

พระอาจารย์ –  มันมีอยู่แล้วใช่มั้ย ...นี่ล่ะคือความหมายของคำว่าปกติกาย เข้าใจมั้ย ... มันมีมาตั้งแต่เกิดเลยใช่มั้ย ขยับนี่รู้สึกมั้ย เห็นมั้ย


โยม –  เห็นครับ

พระอาจารย์ –  อือ มันเป็นความรู้สึกใช่มั้ย ว่าวืบๆ วืบๆ ใช่มั้ย


โยม –  ครับ

พระอาจารย์ –  มันเป็นปกติแสดงความรู้สึกอย่างนี้ใช่ไหมของกาย ไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือความไม่อยากใช่มั้ย  มันมีอยู่แล้ว มีตลอดเวลาใช่มั้ย ...ตัวนี้คือความหมายของคำว่า ศีล

เพราะนั้นในความหมายคือว่า...ศีลน่ะมันมีอยู่แล้ว กายนี้มันเป็นศีลของมันโดยธรรมชาติ คือมันเป็นปกติของมันอย่างนี้โดยธรรมชาติ ไม่ต้องไปเสกสรรปั้นแต่งมันหรอก มันก็มีของมันอย่างนี้จนวันตาย 

เพราะนั้นกายนี่ดำรงความเป็นศีลอยู่แล้ว ...แต่เมื่อกี้ถ้าเราไม่ถาม โยมจะไม่รู้ ใช่มั้ย ...โยมไม่รู้ หมายความว่าเท่าที่ผ่านมาโยมไม่เคยสนใจอาการมันเลย ใช่ป่าว 

นี่คือไม่เคยสนใจอาการของกายอย่างนี้เลยใช่ไหม ...ถ้าไม่บอก มันก็ไม่กระตุ้นต่อมปัญญาเกิดน่ะ  พอชี้แนะ อ่ะ ก็เริ่มกลับมาดู ความรู้สึก ใช่มั้ย กลับมาดูความรู้สึกของปกติที่มันมีอยู่นี้

ไอ้ตัวที่กลับมาดูความรู้สึกที่เป็นปกติของกายที่มีอยู่นี่ ท่านเรียกว่า “สติ”  รู้จักรึยัง..สติ ..คือถ้ามันไม่ระลึกแล้วก็กลับมาดูตรงนี้ รู้ความเป็นปกติของกายที่มันมีอยู่แล้วนี่

ถ้าไม่มีสติ มันก็จะไม่รู้ใช่มั้ย ว่ามันมีความปกติตรงนี้แสดงอยู่ ...เพราะนั้น ศีลน่ะมีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีสติ มันก็จะไม่เห็นว่ากายนี้เป็นศีลอย่างไร ...ก็แปลว่าผู้นั้นไม่รักษาศีล ใช่ป่าว 

ไม่รักษาศีลคือมันไม่รู้เลยว่ากายปกติเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ...อันนี้เราไม่ได้พูดใน level ของศีลห้า ศีลแปดนะ เราพูดถึงเลเวลของกาย เลเวลของศีลที่จะเป็นเหตุเอื้อให้เกิดสมาธิและปัญญาเพื่อความหลุดพ้น

เพราะนั้นให้รักษาศีลบ่อยๆ แค่นี้ ทำแค่นี้แหละ ไม่ต้องคิดมาก แล้วไม่ต้องบอกว่าเมื่อไหร่จะได้สมาธิ เมื่อไหร่จะได้ปัญญา ...นี่ เหมือนบันไดมันมีสามขั้นน่ะ


โยม –  ก็คือให้รักษากายปกติ

พระอาจารย์ –  ให้รู้ตัว ให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นยังไงกับกายนี้...นี่คือบันไดขั้นแรก ...ซึ่งถ้าโยมอยากขึ้นชั้นสามนี่ โยมจะกระโดดขึ้นไปขั้นที่สามเลยไม่ได้

ที่ว่าสามขั้นน่ะ มันไม่ใช่ขั้นบันไดอย่างนี้หนา ...คือประเภทขั้นบันไดระดับพื้นนี่ แล้วอีกขั้นนึงนู่น กลางดอยเชียงดาว และอีกขั้นนึงโน่น ยอดดอยเชียงดาว มันไม่ใช่ว่าจะกระโดดขึ้นได้

เพราะนั้นการที่ว่า เมื่อไหร่จะได้ปัญญา เมื่อไหร่จะได้สมาธิ เมื่อไหร่จะหลุดพ้น ...ก็เหมือนกับหมาแหงนมองเครื่องบินน่ะ ฝันเอาเหอะ มันไม่มีทางได้หรอก

แล้วทำยังไง ... โยมก็ต้องปีนป่ายอยู่ที่บันไดขั้นแรกนี่ให้ได้ แล้วจากนั้นไปมันก็จะถึงก้าวที่เป็นขั้นที่สอง บันไดขั้นที่สอง ...มันก็จะไปตามลำดับขั้น มันจะไม่มีการลัดขั้นตอนเลย

แต่ให้รู้ไว้ว่า แค่รักษาความรู้ตัว รู้ว่ากาย อิริยาบถกายปัจจุบัน มันเป็นอย่างไร ...ไม่ต้องไปทำอะไรขึ้นมาอีก ไม่ต้องไปคิดด้วย ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลด้วย ไม่ต้องไปวิเคราะห์วิจารณ์ด้วย

แล้วก็ไม่ต้องไปสงสัยลังเลกับมันด้วย ...เอาแค่ว่า นั่งก็รู้ว่านั่ง กำลังนั่ง แล้วก็ดูความรู้สึกในอาการนั่ง แล้วเดี๋ยวจากนั่งเดี๋ยวมันจะลุก ก็ให้เห็นว่ากำลังจะลุก แล้วก็ลุก

แล้วก็ต่อเนื่องไป กำลังเดิน ก็เห็นกำลังเดิน กำลังก้าวก็เห็นการก้าว กำลังกระทบพื้นก็ให้เห็นความกระทบพื้น เหยียดๆ ยึดๆ คู้ๆ เหลียวๆ ...ให้มันเห็นพอดีกัน

ถ้าตั้งใจทำอย่างนี้ จึงเรียกว่าผู้นี้เป็นผู้ที่กำลังรักษาศีลด้วยสติ ...ซึ่งศีลนี้แลจึงเป็นบาทฐานให้เกิดสมาธิและปัญญาในภายหลังเอง นั่นมันเป็นบาทฐาน เป็นพื้นฐานน่ะ

อย่างที่เราพูดเรื่องกายเรื่องศีลนี่ โยมฟังรู้เรื่องใช่มั้ย โยมรู้เรื่องกายใช่มั้ย รู้เรื่องใช่มั้ยที่เราบอกว่าความรู้สึกกายเป็นอย่างนี้  รู้เรื่องมั้ย เข้าใจมั้ย  เห็นมั้ย


โยม –  ครับ

พระอาจารย์ –  แต่ถ้าเราบอกว่า ให้ทำจิตตั้งมั่น เป็นหนึ่ง เป็นกลาง ไม่หวั่นไหว ...รู้เรื่องมั้ย


โยม –  ไม่รู้เรื่อง

พระอาจารย์ –  ไม่รู้เรื่องแน่นอนเลย มันต้องแน่อยู่แล้ว  เพราะโยมไม่เคยเห็น เพราะโยมจะไม่เคยเจอ ...แต่พอพูดเรื่องกาย เรื่องศีลปกติ รู้ใช่มั้ย พอเข้าใจได้อยู่

แปลว่าอะไร ...แปลว่าเนี่ยคืองาน งานของพวกเรานี่คืองานนี้ ...แต่ไอ้จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เป็นหนึ่ง เป็นเอก ไม่หวั่นไหว ยังไม่ใช่งาน ...เพราะโยมยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรกันวะ

แล้วจะไปรู้ แน่ใจได้อย่างไรว่า...ถ้าอย่างนั้นมันจะใช่จิตเป็นหนึ่งรึเปล่า ...มันจะมั่วแล้ว เห็นมั้ย ไปหาตำรามายืนยันอีก เอ้า ใช่รึเปล่าๆ สงสัย ไปถามคนนั้นไปถามคนนี้ สงสัยอีก

แต่ที่รู้อยู่ตอนนี้ไม่สงสัยคือเรื่องศีล ...เพราะว่าภูมิปัญญา หรือว่าระดับของการอบรมหรือว่าสะสมรากฐาน มันต้องอยู่ในขั้นนี้ ก็ต้องทำตรงนี้เสียก่อน

แล้วจากนั้นไป ไม่ต้องกลัว ...อันไหนเรียกว่าจิตตั้งมั่น อันไหนเรียกว่าเป็นกลาง เดี๋ยวมันรู้เองน่ะ ...เมื่อใด ...ก็เมื่อศีลนี้เพียงพอ ถ้าไม่เพียงพอ...อย่าหาสมาธิ

ถ้าไม่เพียงพอ...อย่าหาว่ากูจะวางกิเลส ละกิเลส ออกจากกิเลสยังไง ไม่มีทาง ไม่มีทางเลย ...ก็เหมือนกับหมากับปลากระป๋อง เหมือนหมากับเครื่องบินน่ะ ไม่มีทางเลย

เพราะนั้นให้กลับมาเป็นคนเดินดิน ให้กลับมาเป็นคนก่อน อยู่ในความเป็นคนก่อน คืออยู่ในศีล ...เพราะศีลนี่คือเครื่องหมายแสดงความเป็นคน ใช่มั้ย

ถ้านั่งแล้วโยมไม่รู้สึกว่านั่ง โยมก็ไม่ใช่คน ใช่มั้ย ...เป็นคนมันต้องรู้สึกถึงการนั่งสิ ถ้าจะว่าเป็นคนน่ะ

แต่นั่งแล้ว...ตัวนี่นั่งอ่ะนะ แต่จิตไปไหนไม่รู้ อยู่กรุงเทพแล้วมั้ง บางทีก็ไปหลายรอบแล้วนี่ ไปแล้ว กระโดดไปแล้ว ...นี่ยังไม่ทันจะลุกจากกุฏิเลย ไปที่รถแล้ว จิตไปที่รถแล้ว


โยม –  (หัวเราะกัน)  

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย มันล้ำมั้ย มันล้ำหน้ามั้ย ...แล้วอย่างนี้จะว่าเป็นคนเหรอ ไอ้ตัวที่ไปแล้ว ...มีตัวเราที่ไปก่อนใช่มั้ย มีตัวเราไปใช่มั้ย    


โยม –  ไปอยู่ร้านอาหารแล้ว

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ไอ้นั่นน่ะผี ไม่ใช่คนนะ ผีใช่มั้ย ...เอ้า ก็แปลว่าไม่ได้เป็นคนน่ะดิ เป็นผี อ่ะ ถ้าเป็นคนก็ต้องอยู่ตรงนี้ดิ กายมันอยู่ตรงนี้...ไอ้นี่เครื่องหมายของคนใช่มั้ย ก้อนนี้ๆ    


โยม  ครับ 

พระอาจารย์ –  เออ มันเป็นคนไม่เต็มคนน่ะ เป็นคนไม่ถึงเสี้ยว เป็นคนไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์...ในหนึ่งวัน เอาอย่างนี้ดีกว่า ...เห็นมั้ย ว่าศีลเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นคน

เนี่ย เพราะนั้นนั่งยังนั่งไม่เป็นเลย นั่งไม่เป็นคน...เป็นผีบ้าง เป็นยักษ์บ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นเดรัจฉานบ้าง เป็นได้หมดเลยนะ ทั้งๆ ที่ว่าตัวจริงนี่เป็นคนใช่ป่าว เออ มันมีอะไรหลายร่างสิงสู่อยู่ในนี้ทีเดียวเลย

เพราะไม่มีศีลใช่มั้ย เพราะไม่มีสติที่รู้สึกถึงความเป็นคน คือเย็นร้อนอ่อนแข็ง ไหวนิ่งติงขยับ เนี่ย นี่คือเครื่องหมายแสดงความคนที่มันมีลักษณะอาการนี้เป็นปกติ

เพราะนั้นนั่งยังนั่งไม่เป็น ก็ต้องมาเรียนการนั่งซะใหม่ แล้วเดินก็ยังเดินไม่เป็นเลย เดินไม่เป็นคน เป็นอะไรก็ไม่รู้ เดินลอยๆ เคยมั้ย เคยเดินแบบชนนั่นชนนี่  มันไม่เป็นคนน่ะ มันเป็นผีมันถึงชนนั่นชนนี่อยู่


(ต่อแทร็ก  9/28  ช่วง 2)