พระอาจารย์
9/1 (550923A)
23 กันยายน 2555
พระอาจารย์ – บอกแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า
หลักของการภาวนานี่ จะหนีไม่พ้นไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ... จะออกนอกศีลสมาธิปัญญาไม่ได้ ศีลสมาธิปัญญาจะต้องสมดุล ไม่มีขาด ไม่มีเกิน
ไม่มีมากไม่มีน้อยกว่ากัน เป็นความพอดีกัน
แต่ว่าถ้าผู้ปฏิบัตินี่ไม่เข้าใจเรื่องศีลสมาธิปัญญาตั้งแต่เบื้องต้นเลย
การปฏิบัตินี่มันจะคลาดเคลื่อนหมด ... เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร
เหมือนกับมีสุ่มอยู่อันนึง แล้วก็ไปไล่สุ่มจับปลาเข็มในมหาสมุทรน่ะ บางครั้งก็ได้
บางครั้งก็ไม่ได้ มันก็เกิดความลังเลสงสัย ก็ไม่เข้าใจ
พอไม่เข้าใจตั้งแต่แรก
ก็เลยผิดตั้งแต่แรก ...ผิดตั้งแต่ว่ามีสุ่มแล้วก็ไปหาจับอะไร นั่นแหละ
มันเริ่มผิดตั้งแต่ออกไปหาปลาหาปูกินแล้ว ถ้ามันผิดตั้งแต่แรกนี่ ผลมันคลาดเคลื่อนหมด
เพราะว่ายังไม่เข้าใจโดยถ่องแท้ของศีลสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมา
มันก็เจือด้วยมิจฉาและโมหะหมด
ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องของศีลให้ชัดเจน ... รู้จักศีลมั้ย เดี๋ยวนี้มันมีศีลอยู่ไหม
ในการภาวนาทุกครั้งน่ะมันมีศีลไหม ...ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ครบองค์ ถ้ามันไม่ครบองค์ศีลนี่
สมาธิมันก็กระท่อนกระแท่น จิตก็ไม่ตั้งมั่น ไม่เป็นสมาธิ มีแต่ความสงบบ้างไม่สงบบ้าง
แต่ก็ไปเข้าใจว่าเป็นสมาธิ ...รู้นั่นเห็นนี่
บางครั้งก็เห็น บางครั้งก็ไม่เห็น บางครั้งก็เห็นอย่าง อีกทีมันก็เห็นอย่าง
ไม่รู้อะไรถูกอะไรผิดอย่างนี้ มันแยกอะไรไม่ออก มันสับสน ...สับสนเพราะอะไร
ก็เพราะจิตมันไม่ตั้งมั่น มันก็สงสัยลังเล ลังเลสงสัย แล้วก็ยิ่ง...มีสุ่มอยู่แล้วนี่
ก็ไปหาดักจับในน่านน้ำต่อไป ได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ถ้ามันเข้าใจหลักของไตรสิกขาแล้วนี่
ก็ต้องเริ่มต้นที่ศีล ... ศีลก็คือปกติกาย
ธรรมดา คือความเป็นปกติของกายที่มีอยู่ปรากฏอยู่ เพราะนั้นทุกครั้งที่ภาวนานี่
มันจะต้องอยู่ในองค์ศีล คือองค์ของกายปกติ หรือความรู้สึกในกายปกติ ...ไม่ให้ขาด
ต้องไม่ให้ขาดด้วย
เพราะกายมันไม่เคยขาด ธรรมชาติของกายมีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยไม่มีกาย
ไม่มีเวลาไหนที่ไม่มีกาย ไม่มีสถานที่ไหนที่ไม่มีกาย เพราะนั้นมันมีตลอดเวลา
แต่คราวนี้ว่าเราไม่รู้จักกายตลอดเวลา เราไม่รู้อยู่กับกายตลอดเวลา เนี่ย แปลว่า
ไม่มีศีล
เมื่อไม่มีศีลน่ะ มันก็ไม่มีสมาธิ เพราะศีลเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิ จิตตั้งมั่น ... สมาธิคือจิตตั้งมั่น
จิตเป็นหนึ่งอยู่กับปัจจุบันๆ เพราะนั้นถ้าไม่มีจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งอยู่กับปัจจุบันที่เรียกว่าสัมมาสมาธินี่
ก็ไม่เกิดปัญญา จะไม่มีปัญญา ... ปัญญาคือเห็นตามความเป็นจริง
มันเห็นตามความคิด มันเห็นตามบัญญัติ
มันเห็นตามตำรา มันเห็นตามคนเขาพูด มันเห็นตามที่ตัวเองเชื่อ นั่นไม่ใช่ปัญญา...มั่ว
เห็นถูกว่าผิด เห็นผิดว่าถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร
ไม่รู้อะไรเป็นอะไร...มั่ว
แล้วก็ไปไล่ถามคนนั้นถามคนนี้
หาคนรับรองว่าที่เห็นน่ะใช่ไหม ที่เข้าใจน่ะถูกรึเปล่า คนนึงว่าถูกคนนึงว่าผิด
ไม่รู้จะเชื่อใคร สงสัยอีก ...มันไม่ได้เห็นตามความเป็นจริง เรียกว่าไม่ได้ปัญญา
เพราะนั้นการที่มันจะเห็นได้ตามความเป็นจริง
ต้องเห็นด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง คือสมาธิ และสมาธิที่จะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
ต้องเป็นสมาธิที่อยู่บนฐานของศีล ... นี่ ก็อยู่แค่นี้การภาวนา
เพราะนั้นเมื่อเริ่มสับสนอลหม่าน
จับทิศจับทางไม่ถูก ก็ให้รู้ไว้เลยง่ายๆ ว่าไม่มีศีล ขาดจากศีลแล้ว ก็ต้องเริ่มรักษาศีลตั้งแต่ตอนนั้นเลย
รักษาศีลคือรักษากาย กลับมา เอาสตินี่...มารักษากาย ไม่ลืมกาย
ไม่ให้กายหาย ไม่ออกนอกกาย ไม่หนีจากกาย ... นี่เรียกว่าต้องมาเริ่มต้นที่จุดนี้ก่อน
แล้วก็รักษากายนี้ให้ต่อเนื่อง...ด้วยสติ
กายปกตินี่แหละ ไม่ใช่กายที่มันลึกลับซับซ้อนอะไร
ปกติของก้อน ปกติของแข็ง ของอ่อน ของไหว
ของนิ่ง ของตึง ของแน่น ของหนัก คือปกติกายมันเป็นลักษณะอย่างนี้ นี่คือความปกติของกาย
ซึ่งมันมีอยู่แล้ว ตอนไหนมันก็มีอยู่อย่างนี้
มันไม่ต้องสร้าง มันไม่ต้องหา
มันไม่ต้องทำขึ้นมาใหม่ หรือใครไม่มีอาการนี้ ...มีมั้ย ตอนนี้มีมั้ย
โยม – มี
พระอาจารย์ – เออ ถ้าไม่มีก็ไปตายซะ เพราะมันไม่ใช่คน ถ้าเป็นคนมันต้องมี ...ตอนนี้เรามีต้องมีความรู้สึกอย่างนี้ทุกคน
เพราะมันเป็นคน
โยม – เข้าใจศีลแต่ว่าศีล ๕
ไม่เข้าใจอย่างนี้
พระอาจารย์ – ก็เข้าใจใหม่ซะ ... ศีลมันก็มีหลายศีล ศีลนอก ศีลใน ศีลวิรัติ ศีลสมมุติ ศีลบัญญัติ ศีลปรมัตถ์ ศีลอริยะ
เพราะนั้นศีลในสมาธิและปัญญา
คือต้องเป็นศีลกาย...ปกติกาย แปลตรงตัวว่าปกติกาย ศีลน่ะ ... ก็ถ้ามันไม่มีความปกติกายแล้วมันจะมีจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งได้ยังไง ...มันจะไปตั้งมั่นกับไม่กินเหล้ารึไง
ศีลเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นคน ... โยมเป็นคนรึเปล่า ... เป็นคน เออ แล้วมันแสดงความเป็นคนไหมนี่ศีลตัวนี้
ใช่มั้ย
โยม – ใช่ครับ ... คือเพิ่งเจอศีลตัวนี้
พระอาจารย์ – เออ ก็ถ้าไม่มีศีล ก็ไม่ได้เป็นคนดิ ใช่ป่าว
... แล้ววันนี้เป็นคนกี่ครั้ง ตั้งแต่เช้ามาถึงตอนนี้เป็นคนกี่ครั้ง เอ้า
โยม – อันนี้ไม่เข้าใจ
ที่ว่าเป็นคนกี่ครั้ง
พระอาจารย์ – คือมันคิดว่าเป็นคน แค่คิดอยู่...ว่าเป็นคน
โยม – อ๋ออออ
พระอาจารย์ – แล้วก็เชื่อว่าเป็นคน ... แต่ถามจริงๆ
ว่าเป็นคนนี่กี่ครั้งแล้ว ถ้าเป็นคนนี่ต้องรู้สิว่ากำลังนั่ง
แล้วต้องรู้ความรู้สึกในอาการนั่งสิ ใช่มั้ย เป็นคนรึเปล่าถ้ารู้อย่างนี้
โยม – อ้อ พอรู้ตรงนี้เป็นคน
พระอาจารย์ – แล้วระหว่างนี้รู้อย่างนี้ทั้งวันมั้ย
โยม – ไม่
พระอาจารย์ – ไม่ ก็แสดงว่าไม่ได้เป็นคน
โยม – ไม่ได้เป็นคนทั้งวัน
พระอาจารย์ – ก็ใช่
โยม – เป็นอะไรก็ไม่รู้
พระอาจารย์ – เป็นผี เป็นสัตว์ เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นยักษ์
โยม – ส่วนมากจะเป็นเปรต
พระอาจารย์ – เป็นเทวดาน้อยหนึ่ง แล้วก็...แอบเป็นพระอริยะบ้าง...
โยม – (หัวเราะ) บางครั้ง
พระอาจารย์ – อยากเป็น...คิดว่าเป็น...น่าจะเป็น
โยม – ใช่ ...ใช่
พระอาจารย์ – เห็นมั้ย มันจริงรึเปล่า ไอ้ที่คิดว่าเป็นอย่างนั้น มันเป็นตัวจริงมั้ย
โยม – ไม่จริง
พระอาจารย์ – ไม่จริงใช่มั้ย ... แล้วตัวไหนตัวจริง
โยม – ตัวที่นั่งอยู่ตรงนี้
พระอาจารย์ – แล้วปัญญาคืออะไร
โยม – ก็ฟังมา มันยังไม่มี
พระอาจารย์ – ปัญญาคือเห็นตามความเป็นจริง
โยม – มันยังไม่เห็นตรงนั้นจริงๆ
สักที
พระอาจารย์ – เอ้า ก็ตัวนี้มันจริงรึเปล่า
โยม – ก็เป็นแว้บๆ
พระอาจารย์ – ก็ให้มันหลายแว้บดิ
โยม – อ้อ ตัวนี้คือปัญญา
พระอาจารย์ – ก็มันจริงรึเปล่า ถามว่ากายนี้มันจริงรึเปล่า...ที่ปรากฏอยู่นี่จริงป่าว
แล้วเห็นมั้ย ถ้าเห็นก็เกิดปัญญา ... ปัญญาก็อยู่ตรงนี้ ไม่เห็นต้องหาเลย ...ทิ้งสุ่มเลย
โยม – อยู่ชั่วคราวนี่ก็ได้ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ชั่วคราว ปัญญาก็เป็นปัญญาชั่วคราว
ปัญญากระท่อนกระแท่น ปัญญาแบบขอทาน
โยม – ก็ยังไม่ร่ำรวยถึงขนาดนั่งเห็นปัญญาตลอด
พระอาจารย์ – ก็หน้าที่ของพวกเรานี่
คือภาวนาให้เกิดปัญญาขึ้น ก็ต้องทำศีลให้มันเต็ม
ไม่บกพร่อง ... ถ้าอยากได้ปัญญาเยอะ
ก็ต้องศีลไม่บกพร่องสิ มันก็ต้องเห็นกายตลอด
แล้วมันจะไม่มีปัญญาตลอดเวลาได้ยังไง ... แล้วก็รู้ถึงความเป็นจริงว่าตอนนี้เป็นคน
ไม่ได้เป็นผี
เห็นมั้ยว่าศีลนี่คือเครื่องหมายแสดงความเป็นคน
... ไม่ใช่ว่าไม่กินเหล้าไม่กินข้าวเย็นแล้วจะเป็นคนนะ ... อันนั้นอาจจะเป็นคน...ดี เห็นมั้ยมีคนแล้วก็มี “ดี” ติดมาด้วย แต่คนธรรมดานี่คือศีล
๕ ...ศีล ๕ ตัวนี้คือ ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง
โยม – ส่วนมากจะไปติดอยู่ตรงนั้นน่ะครับ เห็นว่าต้องมีศีล
แล้วมีพ่วงว่าดีด้วย
พระอาจารย์ – แล้วก็ไปว่าคนไม่มีศีลว่าคนไม่ดี
โยม – ใช่
พระอาจารย์ – อื้อ มันไม่ใช่ศีลที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ใช่ป่าว เป็นศีลที่เข้าไปทิ่มแทงคนอื่น
เป็นศีลที่ให้เกิดการเปรียบเทียบยกตัวเอง สูงและต่ำกว่าคนอื่น มันไม่ใช่เป้าหมายของศีลที่เป็นไปเพื่อความละ คลาย
ปล่อย วาง และที่สุดคือนิพพาน
โยม – มันไม่เข้าใจตรงนี้ครับ
พระอาจารย์ – เพราะนั้นถึงบอกแล้วว่า...ถ้าไม่เข้าใจเรื่องศีลเบื้องต้นนี่
การปฏิบัตินี่คลาดเคลื่อนหมดแล้ว มัวแต่ไปหาอะไรก็ไม่รู้
โยม – ก็คงไปงมเข็ม ที่คิดว่าใช่
พระอาจารย์ – แล้วเขาบอกว่าใช่ พอไม่ใช่ก็สงสัย ...เพราะมันไม่ใช่ของจริง
ไปหาอะไรที่ไม่จริง มันก็สงสัยอยู่นั่นแหละ ... มันไม่มีความจริงในความไม่จริง
รู้จักพยับแดดมั้ย
ไอ้ที่เหมือนน้ำนองบนถนน เคยเห็นมั้ย
โยม – เห็นครับ
พระอาจารย์ – ชัดมั้ย
โยม – ชัด
พระอาจารย์ – มีอะไรในนั้นมั้ย
โยม – ไม่มี
พระอาจารย์ – ก็นั่นน่ะสิ มันมีอะไรในสิ่งที่ไม่มีจริงมั้ย ... แล้วจะหาความจริงจากมันได้อย่างไร
หาอะไรในความจริงของมันได้ไหม วิ่งหาเท่าไหร่ เจออะไรมั้ย
โยม – พอใกล้มันก็หายไป
พระอาจารย์ – ก็หาย...เพราะมันไม่มี...ก็มันไม่มีจริง เข้าใจรึยัง
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – แล้วจะไปหาความจริงในสิ่งที่ไม่มีจริงได้อย่างไร
ไม่ใช่ปัญญา ...โง่ อย่างนี้เรียก โง่
โยม – มันต้องหาจากสิ่งที่มีอยู่
พระอาจารย์ – หรือกายไม่มี .... สิ่งที่นั่งอยู่
อาการที่นั่งอยู่...จริงไหม
โยม – จริงครับ
พระอาจารย์ – เออ มีความรู้สึกในกายนี่จริงไหม
โยม – จริง
พระอาจารย์ – แล้วทำไมไปหาที่อื่น จะไปดูที่อื่นทำไม
โยม – มันเคยสุ่มไปเรื่อย
พระอาจารย์ – กลัวโง่มั้ง มันกลัวโง่
กลัวไม่รู้ เหมือนคนอื่น กลัวช้า
กลัวไม่ได้อะไร กลัวไม่ไปไหน กลัวเข้านิพพานไม่ได้
โยม – ไม่รู้หลักด้วยน่ะครับ มันกว้าง ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนครับ
พระอาจารย์ – ไม่ได้เริ่ม ไม่ได้ทำอะไร ... หยุด...รู้
แล้วก็ดูสิ่งที่ปรากฏ
โยม – รู้ แล้วก็ดู
พระอาจารย์ – เท่าที่มันปรากฏ
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – ก็เท่านั้น ... รู้จักคำว่าพอดีมั้ย
โยม – ส่วนมากมันจะขาด ไม่ขาดก็เกินน่ะครับ
พระอาจารย์ – ก็นั่นน่ะสิ
โยม – แต่พอดีนี่ นานๆ ถึงจะแว้บมาที
พระอาจารย์ – พอดีกับกายในปัจจุบัน
ไม่ให้มันเกินกว่ากายปัจจุบัน
โยม – ส่วนมากมันจะเกินกายปัจจุบัน ไม่เข้าไปอดีตก็อนาคต
พระอาจารย์ – กายอดีตไม่เอา กายอนาคตก็ไม่เอา กายคนนั้นก็ไม่เอา กายคนนี้ก็ไม่เอา กายที่ดีกว่านี้ก็ไม่เอา
กายที่ต่ำกว่านี้ก็ไม่เอา ... เอากายนี้กายเดียว เอกังจิตตัง เอโกธัมโม
กายหนึ่งจิตหนึ่ง ... เพราะกายมีกายเดียว
กายตามความเป็นจริงมีกายเดียว ไม่มีหลายกาย
กายตามความเป็นจริงนั้นมีกายเดียว
กายที่ไม่จริงนี่ล้านกาย อเนกกาย นับไม่ถ้วน กายหลอก กายหลง กายที่เป็นกายปรุงแต่ง
หรือเรียกว่ากายสังขาร จากจิตผู้ไม่รู้ หรือจิตสังขาร
เพราะนั้นกายตามความเป็นจริงมีกายเดียว
คือกายศีล คือปกติกายที่ปรากฏอยู่ทุกคน...มีทุกคน ไม่เว้นพระอรหันต์ก็มีกายปกติ ...ไม่ต่างกันเลย
กายปกติของพระอรหันต์กับกายปกติของปุถุชน ไม่ได้มีใครวิเศษสูงต่ำดีเลิศละเอียดไม่ละเอียดกว่า
เป็นกายเดียวกัน
ถ้าไม่หยุดอยู่ที่กายนี้
ยังไปค้นหากายอื่น หรือไปค้นหาสิ่งที่ออกนอกกายนี้ จะหลง สับสน ค้นอะไรก็ไม่เจอ เจอก็ไม่ใช่ ใช่ก็ไม่จริง จริงก็อยู่ไม่นาน ...ปลอมหมด เพราะมันปลอม เป็นของปลอมปน
เจือปนด้วยความไม่รู้ทั้งสิ้น
เห็นมั้ยว่าถ้าขาดศีลตัวเดียวนี่...ขาดหมด
โง่ตลอดสาย จนตาย ...ตายยังไม่จบ เกิดมาใหม่
โง่ต่ออีก ปฏิบัติต่ออีก ค้นหาต่ออีก ... ไม่รู้มันจะค้นหาอะไรกัน
ฮึ
โยม – (หัวเราะกัน)
พระอาจารย์ – เราเคยถามพวกที่มากันบ่อยๆ
ว่ากำลังทำอะไร กระดูกทับตูดอยู่ทำไมไม่รู้ ของอยู่แค่นี้ เป็นธรรมจำเพาะหน้าแค่นี้
ทำไมไม่เห็น ทำไมไม่ดู
มันไปดูอะไรกันอยู่
มันไปรู้กับอะไร อยากไปรู้กับอะไร มันกำลังกระดูกทับตูดทับก้นนี่
รู้สึกมั้ย เป็นธรรมจำเพาะหน้าไหม เป็นธรรมที่ปรากฏอยู่จริงไหม ...แล้วเราเข้าใจมันรึยัง
ทำไมถึงต้องให้ดู ...เพราะเรายังดูยังเห็นไม่จริง
ยังเห็นแค่ลางๆ แล้วยังบังอาจไปหาอะไรมาดูกันอีก
กระดูกทับตูดยังไม่รู้จักเลยว่าอะไรเป็นกระดูก อะไรเป็นตูด อะไรเป็นหนัก มันเป็นเราตรงไหน หรือมันไม่ได้เป็นเราตรงไหน ทำไมไม่แยบคาย ทำไมไม่โยนิโสมนสิการกับธรรมเบื้องหน้า
หรือธรรมเฉพาะหน้า
อวดดี ...จิตน่ะมันอวดดี มันอยากได้ดี
มันอยากดีกว่านี้ มันก็เลยเคลื่อนออกไปหน้าและหลัง หาในสิ่งที่ไม่มีจริง
เพื่อจะทำให้มันมีจริงให้ได้ ... โง่ซ้ำซาก แล้วก็ยังดันทุรังอยู่ตรงนั้นน่ะ ... ทำไมไม่หยุด
มันหยุดไม่ได้ มันเป็นโรคอะไร ... เป็นโรคไม่มีศีลไม่มีสมาธิ นี่คือโรคประจำตัวของผู้ภาวนาไม่เป็น พอนั่งหลับตาก็เริ่มหาแล้ว
เดินจงกรมก็ค้นเลย ...ไอ้ที่มันมีอยู่ไม่พอรึไง
เห็นมั้ยว่ามันเป็นตัณหามั้ย มันอยากใช่มั้ย
พระพุทธเจ้าบอกให้เก็บความอยากไว้หรือทำตามความอยากรึไง
ทำไมไม่ละความอยากได้อยากมีอยากเป็นล่ะ ... ก็เท่าที่มันมีอยู่เนี่ย มันไม่พอหรือไง เป็นธรรมที่มีอยู่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันเนี้ย เดิน
นั่ง นอน ยืน ขยับ นิ่ง ไหว เหลียวหน้า เหลียวหลัง เหยียด คู้ ...มันไม่พอรึไง
ธรรมตรงนี้ มันยังไม่รู้เลย ... ถึงรู้แล้ว...ยังรู้ไม่จริงเลย
ยังไม่ถึงความเป็นจริงของกายเลย ได้แค่ว้อบๆ
แว้บๆ เบื่อแล้ว จะไปหาที่อื่นดูแล้ว...อะไรที่มันเร็วกว่านี้ อะไรที่มันดีกว่านี้ ... ความเพียรนี่เท่าเส้นผม
ความอยากนี่เท่าแผ่นดิน ...มันคนละเรื่องกันเลยนี่
ความเพียรเท่าแผ่นดิน
ความอยากเท่าเส้นผมน่ะ...เออ พอคุยกันรู้เรื่อง ปัญญานี่ก็ไหลมาเทมาแล้ว ก็เข้าใจ ก็แจ่มแจ้ง ก็ชัดเจน...อะไรเป็นกาย
อะไรเป็นใจ อะไรเป็นกายจริง อะไรเป็นกายไม่จริง อะไรเป็นกายที่ปรุงแต่งขึ้น
อะไรเป็นกายที่เป็นมหาภูตรูป ๔
กายนี่คือมหาภูตรูป ๔ ถ้าพูดในหลักวิทยาศาสตร์ก็คือสสารต่างๆ
หรือมวลของสสาร เป็นสารประกอบ ถ้าเปรียบโดยกายภาพก็คือ
ดิน-แข็ง น้ำ-นุ่ม ลม-ไหว ไฟ-อุ่น อุณหภูมิ นี่คือมหาภูตรูป ๔ ในแง่ของพุทธะ
หรือพระพุทธเจ้าท่านแยกแยะกายว่า กายนี่ประกอบอยู่ในมหาภูตรูป ๔
เพราะนั้นลักษณะของมหาภูตรูป ๔
ดินน้ำไฟลม มันเป็นยังไง ดินแข็งใช่มั้ย ลมก็ไหวไปไหวมา ถ้าน้ำมาปนกับแข็งก็นุ่มนิ่ม
อ่อนโยน นี่คือลักษณะทางกายภาพของมัน
เนี่ย คือกายจริง ...ลักษณะของกายจริงจะเป็นลักษณะนี้ คือแค่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ง
เป็นก้อน เป็นหนา เป็นหนัก เป็นเบา
มีไหม ... ตอนนี้มีไหม มีความรู้สึกอย่างนี้ไหม
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – เพราะนั้นไอ้ความรู้สึกตรงนี้...คือกายตามความเป็นจริง
หรือที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ากายนี้เป็นศีล ถ้านอกจากกายนี้ไป หรือกายที่นอกจากกายนี้ไป
เรียกว่ากายไม่จริง ... แล้วไอ้กายที่นอกจากนี้กายแรกที่มันมี คือ “กายเรา” ...รู้จัก “กายเรา” มั้ย
โยม – (หัวเราะ)
พระอาจารย์ – มีเยอะ มีตลอด กายของเรา กายเรา ... เพราะนั้น “กายเรา” ก็คือกายหนึ่ง
เป็นกายหนึ่งแต่เป็นกายที่ไม่ใช่มหาภูตรูป ๔ แต่ “กายเรา” คือกายที่จิตสังขาร
คือจิตผู้ไม่รู้นี่สร้างกายสังขารนี้ขึ้นมา มันสร้าง “กายเรา” ขึ้นมาทาบกับกายมหาภูตรูปนี้
โยม – ตัวนี้แหละแน่นเลย
พระอาจารย์ – มันจะไม่แน่นได้ยังไง ... เกิดมาแสนล้านโกฏิชาติ ก็เกิดมาแล้วก็เชื่อว่า
“กายเรา” นี้จริงกว่ามหาภูตรูป เพราะไม่มีปัญญารู้ ไม่เคยสืบค้น ไม่เคยแยบคาย
ไม่เคยสอนจิตให้มันมาเรียนและก็รู้ แล้วก็ดู ...มัวแต่ไปดูอะไรอยู่ ก็บอกว่าของมันตั้งอยู่ให้ดูให้เห็น
ยังดูไม่ออกเลย แล้วก็ไม่ยอมดูด้วย
ก็นี่แหละที่พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า
สังโยชน์เบื้องต้นต้องละก่อน...สักกายทิฏฐิ เพราะนั้น
“กายเรา” ก็คือ กายสักกาย
คำว่า กายเรา
ความหมายของคำว่ากายเราในภาษาบาลี ท่านเรียกว่า สักกาย (สักกายะ) มันเป็นการสร้างขึ้นมาเป็นกายสักกายจิต... สักกายทิฏฐิ
แล้วด้วยความที่ไม่มีปัญญา
มันไม่สามารถแยกสักกายออกจากมหาภูตรูป ...เพราะนั้นกายลักษณะมหาภูตรูปมันจะยากตรงไหน
มันมีอยู่แล้วเนี่ย เข้าใจไหม
โยม – ไอ้ตัวสักกายทิฏฐินี่ มันไปยึดเอาสักกายตัวนั้น
พระอาจารย์ – เออ ยึด...ยึดไป อยากยึด...ยึดไป เข้าใจมั้ย
มันมีก็มี ก็ให้เห็นว่ามันมี แล้วก็ดูไปให้พร้อมกันว่า ในขณะที่มันมี
“กายเรา” นี่ ...มันมีกายจริงอยู่ไหม นั่ง...เรานั่ง รู้สึกว่าเรานั่งใช่มั้ย
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – แล้วไอ้ตัวนั่งจริงๆ มีมั้ย ตัวนั่งอยู่เฉยๆ ความรู้สึกที่เป็นอาการนั่งเฉยๆ
มีอยู่ตรงนี้มั้ย
โยม – มีครับ
พระอาจารย์ – มันมีสองกายใช่มั้ย ซ้อนกันอยู่
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – ดูมันไปทั้งสองกาย ให้มันเห็น แล้วมันก็จะเห็นต่อไป
เมื่อจิตมันเป็นหนึ่งหรือตั้งมั่นกับองค์กายองค์ศีลเนี่ย...แม้จะเป็นกายศีลและมีกายสักกายอยู่คู่กันก็ตาม แต่ให้มันอยู่ในกายเราที่เป็นกายเราอันเดียว
ถึงจะเป็น “กายเรา”
ก็เป็นกายเราตัวปัจจุบัน ไม่ใช่กายเราอดีต ไม่ใช่กายเราในอนาคตเพิ่มขึ้นมาอีก ถึงจะมีความรู้สึกเป็นกายเราหรือตัวเรา ก็ขอให้เป็นกายเราในปัจจุบัน...ตัวเดียว
มันเริ่มน้อยลงแล้วใช่ไหม กายเรานี่มันเริ่มน้อยลงแล้ว
มันมีตัวเดียว มีตัวเราตัวเดียว
มันก็เริ่มน้อยลงแล้วไอ้กายข้างหน้าข้างหลัง...เราจะได้อะไร
เราจะไม่ได้อะไร แล้วเราจะทำยังไงต่อดีวะ แล้วเราจะละตัวเราได้ยังไงดี
ไอ้พวกนี้ไม่เอา ไอ้นี่คือกายเราในอดีตและกายเราในอนาคตที่มันเพิ่มทวีคูณขึ้นมานับไม่ถ้วน
จากความไม่รู้ของจิต และความไม่รู้ของผู้ภาวนา โง่ซ้ำซาก นั่นน่ะหาสุ่ม
ก็ให้มันเหลือกายเรากับนั่ง
...กายนั่ง กับกายเรา ให้มันคู่กันในปัจจุบัน เมื่อมันจดจ่ออยู่ในกายปัจจุบันทั้งกายเราและกายจริงมหาภูตรูป
ตรงนี้จะเริ่มสร้าง “สัมมาสมาธิ”
คือจิตจะตั้งมั่น ตั้งมั่นเป็นหนึ่งอยู่กับกายปัจจุบัน ซึ่งกายปัจจุบันนั้นยังมีมลทินอยู่
เพราะมันยังไม่มีปัญญา
เพราะนั้นเมื่อมันเริ่มตั้งมั่นขึ้นปุ๊บ
ภาวะที่จะเกิดขึ้นหลังจากตั้งมั่นก็คือปัญญา หรือปัญญาญาณ ตรงนั้นน่ะมันก็จะมีลักษณะของอาการเห็นกายทั้งสองกายคู่กัน
ชัดเจน
แล้วเมื่อใดที่มันเห็นอาการของกายชัดเจนในสองลักษณะที่เกิดพร้อมกันอย่างนี้
ตรงนี้เรียกว่าเกิดคำว่า วิจยธรรม มันจะวิจยะ
จำแนก แยก เห็นความแยกกันระหว่าง
กายที่จริง กับกายที่ไม่จริง มันวิจยะด้วยการเห็น
จากจิตที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ...ไม่ใช่คิด
เมื่อมันเห็นของจริงและของไม่จริงอยู่คู่กัน
ต่อไปเมื่อตั้งมั่นไปเรื่อยๆ
ดูไปเรื่อยด้วยความเป็นกลาง ของที่ไม่จริงจะอยู่ไม่ได้
หมายความว่าอะไร เพราะมันเป็นสภาวะที่จิตผู้ไม่รู้นี่สร้างขึ้น
เพราะนั้นเมื่อจิตผู้ไม่รู้นี่สร้าง
มันรวมเป็นหนึ่งเป็นสัมมาสมาธิตั้งมั่นมากขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง หมายความว่าขณะที่มันเป็นหนึ่ง
มันจะไม่มีสองออกมาเป็นกายสักกาย
เพราะนั้นไอ้ตัวสักกายนั้นก็จะดับ
เพราะมันเป็นสมาธิจิตตั้งมั่น มันก็จะเหลือเพียงกายเดียว เอกังจิตตัง เอโกธัมโม กายหนึ่ง คู่กับจิตหนึ่ง จึงเห็นกายตามความเป็นจริงชัดเจน ว่านี้ของจริง
อันนี้ไม่จริง “กายเรา”
(ต่อแทร็ก 9/2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น