วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 9/3







พระอาจารย์

9/3 (550927A)

27 กันยายน 2555




พระอาจารย์ –  มันไม่ใช่ธุระ ...จิตสักแต่ว่าจิต ธรรมสักแต่ว่าธรรม อย่าเอามาเป็นธุระ อย่าเอาอะไรมาเป็นธุระ

เพราะนั้นมรรค...งานในองค์มรรค ก็คืองาน ... อะไรเป็นงาน ...ศีลสมาธิปัญญาเป็นงาน งานที่ต้องทำ ... เพราะนั้นถ้าไม่ออกจากงานที่พึงทำในไตรสิกขานี้คือศีลสมาธิปัญญา ก็เรียกว่าไม่ออกจากมรรค

ก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่า...ศีลก็คือปกติกาย ส มาธิก็คือจดจ่อ เป็นหนึ่ง ตั้งมั่นกับศีล...คือกาย ปกติกาย  ปัญญาคือรู้เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง ... ก็แค่เนี้ย งานที่ต้องทำ ต้องทำอยู่แค่นี้ อย่าไปออกนอกงานนี้

ดูกาย จะเห็นจิต ... ดูจิตน่ะไม่เห็นกาย 
ดูกายจะเห็นทั้งกายและเห็นทั้งจิต 
ดูกายจะละจิตได้ รู้กายก็จะรู้จิต เห็นกายก็จะเห็นจิต

เมื่อไม่เห็นกาย เมื่อไม่มีกายให้เห็น...เมื่อนั้นจิตก็ไม่มี บอกให้เลย  
ตราบใดที่ยังมีกายแต่ยังไม่เห็นกาย...ก็ยังมีจิต ... 
เมื่อใดที่เห็นกายจนไม่มีกายให้เห็น เมื่อนั้นไม่มีจิตให้เห็น ...มันเนื่องกันอย่างนี้ 

อวิชชา ปัจจยา สังขารา ... สังขาราแรกคือจิตสังขาร 
จิตสังขารก็มาเป็นปัจจยาให้เกิดกายสังขาร 
กายสังขารปัจจยาให้เกิดวจีสังขาร ความคิด

เนี่ย ถ้ามันไม่มีภาษานี่ในความคิด มันจะเป็นความคิดมั้ย ... ถ้าไม่มีสมมุติภาษา ถ้าไม่มีบัญญัติภาษา มันจะเรียกว่ามีความคิดได้มั้ย ใช่มั้ย

เพราะนั้นไอ้ตัวบัญญัติหรือตัวสมมุติภาษาที่อยู่เป็นลักษณะในความคิด นั่นแหละคือวจีสังขารภายใน และตัวที่ห่อหุ้มวจีสังขารภายใน นั่นก็คือตัวจิตสังขาร เพราะนั้นลักษณะของจิตคืออาการที่มันเคลื่อน ในลักษณะอาการต่างๆ แล้วมันจะห่อหุ้มสภาวะจิตใดไว้

แต่ถ้ารู้ อยู่กับรู้ อยู่แค่รู้...สิ่งที่อยู่ในจิตทั้งหมดนี่ ที่มันเคลื่อนออกมาและอยู่ในจิต...เกิดไม่ได้ 

ถึงมันเคลื่อนออกมาแล้ว แล้วก็มีเครื่องเคราอยู่ในจิตนั้น ทั้งกายสังขาร ทั้งวจีสังขารอยู่ในนั้นน่ะ ... แต่ถ้าไม่ไปข้องแวะกับมันด้วยความจงใจและเจตนา  เมื่อใดที่ไม่เข้าไปข้องแวะด้วยจงใจและเจตนา หมายความว่าอะไร ไม่เข้าไปประกอบมโนกรรมกับมัน...มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้  ถึงตั้งได้ก็ตั้งได้ไม่นาน ...ถึงจะนานขนาดไหน ที่สุดแล้วมันก็ดับวันยังค่ำน่ะ ถ้าไม่เข้าไปประกอบมโนกรรมกับมัน

เพราะนั้นตัวที่จะไม่ให้เข้าไปจงใจหรือเจตนากับมัน ก็คือสติและก็สมาธิ  สติระลึกขึ้น ระลึกขึ้นอยู่ที่กายแล้วก็ตั้งมั่นอยู่กับกาย นี่คืองานหลักงานแรกของมรรค ... ตอนแรกก็ต้องเป็นงานหลักงานแรก พอทำไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่งานหลักงานแรก มันเป็นงานต่อเนื่องในมรรค เรียกว่าปัญญาเริ่มเดินไปในมรรค

กาย-ใจเป็นมรรค จนถึงขีดขั้นหนึ่งระดับหนึ่งแล้วนี่ กาย-ใจไม่เป็นมรรค ... เพราะอะไร  เพราะไม่มีกาย เพราะมันไม่เห็นกายอีกต่อไปแล้ว เพราะหาความหมายในกายไม่ได้เลย เพราะไม่รู้จะไปหมายอะไรเป็นกาย

กาย-ใจเลยไม่เป็นมรรคแล้ว เหลือแต่ใจเท่านั้นแหละที่เป็นมรรคในตัวของมันเอง  คราวนี้เหลือแต่ใจคือผู้รู้แล้ว คือดวงจิตผู้รู้ที่มันแยกออกมาจากขันธ์ ...เพราะไม่มีขันธ์ เพราะหาขันธ์ไม่เจอแล้ว  มันก็เป็นหน้าตาหรือตัวตนของขันธ์ที่จะเปลี่ยน คือจะไปเห็นตัวตนของขันธ์ ที่ไม่มีตัว ที่ไม่มีหน้าตา

เมื่อกี้โยมถามใช่มั้ยว่าหน้าตามันเป็นยังไง ...แข็งมันเป็นยังไง ตึงมันเป็นยังไง แน่นมันเป็นยังไง  มันมีลักษณะทรวดทรงใช่มั้ย มันมีหน้าตาลักษณะของทรวดทรงนี้ใช่มั้ย มันดูเหมือนจับต้องได้ใช่มั้ย มันดูเหมือนมีรูปร่างลักษณะใช่มั้ย ...นี่คือหน้าตา มันมีหน้าตาของมัน

นี่เรียกว่าอัตตา  อัตลักษณ์ ...นี่อัตตาตัวตนของขันธ์ที่ยังมีหน้าตาให้เห็น นี่คือขันธ์หยาบหมดเลย ยังถือว่าเป็นอัตตาหยาบ ...พอมันเห็นอัตตาหยาบถึงที่สุดแล้วนี่ มันจะมีหน้าตาหรืออัตตาใหม่ขึ้นมา ที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน คืออัตตาที่ไม่มีหน้าตา ...คราวนี้มันไม่มีหน้าตาแล้ว มันเหมือนกับว่าง

เพราะนั้นน่ะ ผู้ที่จะทิ้งกาย ผู้ที่จะละกาย ผู้ที่จะออกจากกาย...คือพระอนาคามี ท่านเห็นหน้าตาของขันธ์นี่ไม่มีอีกต่อไปแล้ว คือไม่สามารถจะเข้าไปหมายหน้าตา อัตตาตัวตนของขันธ์ที่มีหน้าตานี่ ว่าเป็นอะไร ของใคร

คือมันปล่อย ทอดธุระ ไม่สงสัย ไม่ลังเล ไม่คิดว่ามี ไม่คิดว่ามันเป็นอะไรของใครอีกต่อไป ...ทิ้งแล้ว ... นี่เขาเรียกว่าทิ้งกาย ทิ้งขันธ์หยาบ  ละออก ละวางจากขันธ์หยาบ พร้อมกับขันธ์ละเอียด คือรูป...รูปสัญญา 

มาเจอขันธ์ประณีต มันไม่มีหน้าตา ...ถึงตรงนี้น่ะงงตึ้บ ไม่รู้จะไปไหน จะไปจับ กำหนดอะไรก็ไม่เจอ หาอะไรที่กำหนดไม่เจอ  แล้วรู้ก็จะถูกกลืนไป เหมือนถูกกลืนไป แต่มันไม่มีทุกข์ ปรากฏว่าเป็นทุกข์แต่ประการใด ...นี่อัตตาประณีต เป็นขันธ์ประณีต เป็นขันธ์เดียว เป็นภพเดียว ที่พระอนาคามีติด แค่นั้นเอง 

เพราะนั้นทุกข์หยาบของพระอนาคาไม่มี ทุกข์หยาบเพราะกาย อุปาทานทุกข์ในกายไม่มี อุปาทานทุกข์ในเวทนาจากกายไม่มี อุปาทานทุกข์จากสัญญาไม่มี สังขารไม่มี หยาบๆ ไม่มี เหลือแต่วิญญาณ กับอัตตาตัวสุดท้าย แล้วเป็นอัตตาที่ไม่มีหน้าตาด้วย

เพราะนั้นไอ้ลักษณะกลุ่มก้อนของ แข็ง อ่อน นิ่ม คิด จำ ความรู้สึกสุขทุกข์ นี่ เห็นมั้ย มันเป็นกลุ่ม มันเป็นลักษณะมีโมเดล มันมีเป็นโมเดลให้เห็น

แต่พอถึงจุดที่มันไม่มีโมเดลน่ะ ไม่มีสัญลักษณ์ปรากฏเลย มันก็นึกว่าหมดแล้ว  เพราะทุกข์ก็ไม่ปรากฏด้วย ทุกข์หยาบที่เกิดจากโมเดลหยาบๆ นี่ไม่มีแล้ว มันหายหมดแล้ว แต่ไอ้ทุกข์ละเอียดที่ติดมากับขันธ์ละเอียดนี่ มันไม่เห็นเลย ...ออกก็ไม่ได้ ทำไงก็ไม่ได้ มันก็อยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ทุกข์ไม่มี

ไอ้นี่เป็นไปตามลำดับขั้นนะ ...เป็นตามลำดับขั้น มันจะเป็นโดยภาพขันธ์ตามจริง อยู่อย่างนั้นน่ะ กลืนกันอย่างนั้น ...แต่ทุกข์นี่ไม่มีนะ ทุกข์หยาบไม่มี ทุกข์ปานกลางไม่มี ทุกข์อดีตทุกข์อนาคตไม่มีแล้ว ทุกข์ปัจจุบันนี่ยังแทบไม่ปรากฏเลยว่ามันเป็นทุกข์ตรงไหน ...คือมันยังแยกไม่ออก

ก็บ่มไปอย่างนั้นน่ะ ...มันไม่ทนทานต่อศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันได้หรอก กิเลสน่ะ ...เดี๋ยวก็แยกออก มันแยกของมันเอง ระหว่างอรูปกับรู้  และในอรูปนั่นยังมีอัสมิมานะ ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของอัสมิมานะ ความขุ่นมัวเป็นอุทธัจจะ ...ยังไม่ลุล่วง 

คือมันยังไม่เห็น ...ไอ้ตอนแรกว่าอรูปหรือว่าไอ้สิ่งที่อยู่ข้างหน้านี่มันเป็นภพ ... ตอนนี้มันไม่มีภพเหลือ ไม่รู้ภพอยู่ไหนแล้ว ... มันเหลือแต่รู้อยู่ ...แล้วไม่ไปเกิดที่ไหนด้วย ไม่ไปเกิดที่ไหนอีกแล้วด้วย ...มันเบาบางยิ่งกว่าใยไหม...ความเป็นภพนั้น

พอมันเห็นตรงจุดนั้นน่ะ มันก็ดีดตัวออกมา ...มันจะมาแยก ดีดใจออกเป็นอิสระจากขันธ์มา...แบบลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เหมือนพระจันทร์ลอยอยู่ในอวกาศที่ว่างเปล่า นั่นน่ะอรหัตมรรค ยังไม่สำเร็จถึงผลเลยนะนั่น ตรงนี้อรหัตมรรค เข้าสู่อรหัตผลอีกทีนึง

ไอ้ทุกข์กับขันธ์นี่ไม่ต้องพูดถึง หายไปหมดแล้ว ... ขันธ์มันหายไปตั้งแต่อนาคามีแล้ว นั่นแหละกายหายไปตั้งแต่นั้นแล้วเป็นต้นมา ... เห็นมั้ย กี่ขั้นตอนน่ะ ไม่ใช่ลวกๆ นะ ... กับนั่งๆ เผลอๆ ลืมกาย หลงๆ กายอยู่อย่างนี้เหรอ 

จึงเรียกว่าระดับตั้งแต่ผู้ปฏิบัติเบื้องต้น...ตั้งแต่ปุถุชนยันพระอนาคามีนี่ ...ยังทิ้งกายไม่ได้เลยนะ ยังออกจากกายไม่ได้ จะไปก้าวล่วงกายไม่ได้ จะไปละเมิดกายออกไปไม่ได้ ...ยังไม่แจ้งกาย ยังไม่ทำความชัดเจนในกายจนถึงที่สุดของกายแล้ว ทิ้งกายไม่ได้เลย

จะมีผู้ที่ทิ้งกายได้โดยสมบูรณ์แบบจริงๆ คือพระอนาคามี ...ทิ้งเพราะอะไร เพราะไม่เห็นกายอีกแล้ว  ... มันดูจนไม่เห็น ไม่มีกายน่ะ  ดูกี่ทีๆ นี่ ล่วงหายๆ อย่างนี้ ... มันเกาะรวมไม่ได้ มันสร้างรูปกายไม่ได้ จิตน่ะมันสร้างรูปกายไม่ได้  เพราะจิตมันเป็นหนึ่ง...เอกจิต

จิตเป็นเอกขึ้น...เอกขึ้น ... คือจิตหนึ่งจิตเอกนี่...เอกของปุถุชนน่ะก็เอกเหมือนกัน แต่ไม่ต้องพูดถึง  แป๊บเดียวก็ล่อนร่องแตกออกมา จากหนึ่งนี่แตกออกเป็นล้านได้ในพริบตา ... เอกของโสดาบันก็ระดับหนึ่ง จิตหนึ่งเหมือนกัน แต่หนึ่งเหนือกว่าหนึ่งของปุถุชน หนึ่งของสกิทาคา จิตหนึ่งเหมือนกัน จิตเป็นเอกเหมือนกัน เหนือกว่าโสดานั่นน่ะ

พอมาจิตหนึ่งของพระอนาคานี่ ออกมาปรุงเป็นรูปเป็นนามไม่ได้เลย สมมุติก็ไม่ได้ บัญญัติก็ไม่ได้ ไม่มีแตกออกมาเป็นลักษณะนี้ได้เลย เป็นภาษา วจีสังขาร...ดับ ...จิตวิเวก กลายเป็นจิตวิเวก เงียบ...ว่างๆ ...หมด 

มันจะเป็นรูปกายได้ตรงไหน มันจะมีความหมายในกายได้อย่างไร มันจะเห็นความเป็นอะไรในกายได้ล่ะ มันก็เป็น วึ่บ...หายๆ อยู่อย่างนั้น ...นั่นแหละทำลายกาย ทำลายความหมายในกาย กายเป็นของว่าง ... นั่นแหละถึงเรียกว่าท่านทิ้งกายได้ เพราะไม่มีกายให้เห็นต่อไป

ไม่ใช่อยู่ดีๆ นึกจะทิ้งก็ทิ้ง วันนี้ขี้เกียจดูว่ะ ดูจิตก่อน นั่น วันนี้จะทำอย่างนี้ เดี๋ยวค่อยมาดูทีหลัง นั่น เดี๋ยวดูจิตไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะทิ้งกายเอง นั่น ตำรามั่ว เชื่อไม่ได้ ทิ้งไม่จริงน่ะ

กายหนึ่งจิตหนึ่งน่ะ จนเหลือจิตหนึ่งล้วนๆ จิตเอก ... เมื่อใดที่ถึงจิตหนึ่งจิตเอกล้วนๆ นั่นแหละ จึงจะอยู่กับธรรมเอก ...คราวนี้ธรรมเอกนี่ ความหมายของธรรมเอก...ไม่มีสมมุติบัญญัติในธรรมแล้ว  เป็นธรรมล้วนๆ 

ไม่มีแบ่ง ไม่มีแยก ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีเหนือ ไม่มีละเอียดกว่า ไม่มีประณีตกว่า เป็นธรรมหนึ่ง...ล้วนๆ ...เพราะนั้นบุคคลหรือว่าผู้ที่จะเข้าไปเห็นธรรมหนึ่ง มีแต่พระอรหันต์ อรหัตมรรค

ที่มันแบ่งด้วยสมมุติบัญญัตินะ ธรรมนี่  มันแบ่งด้วยสัญญา มันแบ่งด้วยรูปนะ ความหมายมั่นทั้งหมดในรูป แบ่งออกเป็นส่วนเลย ว่าสูงต่ำดำขาว ละเอียดกว่า สูงกว่า ประณีตกว่า ดีกว่า มีคุณกว่า มีโทษกว่า ถูกกว่า ผิดกว่า พวกนี้

ก็ลบแล้วๆ ... มาถึงขั้นอนาคา อรหัตมรรค ลบหมดแล้ว จิตมันลบแล้ว จิตถูกลบแล้ว ...เพราะจิตทำงานไม่ได้แล้ว จิตมันหยุดทำงานแล้ว เริ่มหยุดแล้ว เดินเครื่องไม่ออกแล้ว หมดน้ำมันแล้ว เริ่มหมดน้ำมัน ...แต่เครื่องยังอยู่นะ ...มันสำคัญตรงหมดน้ำมันแต่เครื่องยังอยู่นี่ล่ะ

เพราะนั้นถ้าเครื่องยังอยู่นี่หมายความว่ายังวางใจไม่ได้ ...คนมือบอนตีนบอน ก็ไม่ได้ตั้งใจจะใส่มันแอบมาใส่ก็ได้  เครื่องมันอยู่นี่ เดี๋ยวเครื่องมันติดขึ้นมาก็ได้ ... นี่เห็นมั้ยว่ามันยังแอบมีทุกข์ได้อยู่ ...ก็มีทุกข์ขั้นสุดท้ายตรงนั้นน่ะ ... คือจะทำลายเครื่องยังไงวะ แล้วเครื่องมือจะมาทำลายล่ะวะ ...ก็ทำอะไรไม่ได้เลยน่ะ

ก็อยู่มันไป ก็รู้ๆ ...มีรู้ก็อยู่กับรู้ไป จนเหลือรู้อันเดียวก็รู้ไป ...รู้ไปรู้มาจนไม่รู้จะรู้อะไร ...แล้วกูจะรู้ทำไม นั่น อ้าว ก็มันไม่รู้จะรู้อะไรแล้ว ก็มันไม่มีอะไรให้รู้ ...รู้หมดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะให้รู้แล้วกูจะรู้ทำไม แล้วกูจะรู้ไว้ทำไม มันรู้จนหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้รู้อีกแล้ว

แล้วจะรู้ทำไม แล้วจะเอารู้ไว้ทำอะไร หมดหน้าที่แล้ว ... เออ มันเริ่มฉลาดที่สุดตอนนั้นแหละ ตรงนั้นปัญญาที่ฉลาดที่สุดแล้ว แล้วกูจะรู้อะไร แล้วกูจะรู้ทำไม แล้วมันจะรู้ไว้ทำไม เพราะมันรู้หมด จบ

แต่มันมีความพอใจในความที่กูสว่างที่สุดในสามโลกธาตุ ก็แจ้งหมดนั่นน่ะ ก็แจ้งหมดในโลกธาตุทั้งสามโลกธาตุ มันก็ดูเหมือนไม่มีหน้าตานะ ...แต่กูจะรักษาความแจ้งไว้ทำอะไร มันไม่รู้จะแจ้งอะไรแล้ว ไม่มีอะไรให้แจ้ง มันอนัตตาของอนัตตา ว่างก็ว่าง ไม่มีอะไร แล้วจะรู้อะไร

ก็เริ่มมาสำนึกผิดในตัวมันเอง เขาเรียกว่ากล้วยออกเครือ ลูกฆ่าแม่ ... เมื่อใดที่กล้วยออกเครือ ตัดเครือทิ้ง อยู่ไม่ได้ตายแน่ๆ คือผลสำเร็จแล้ว ผลไม่มีแล้ว นี่คือผลที่สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ จบ ...มันก็หมดหน้าที่ไป ...นี่ปัญญาขั้นสุดท้ายหรืออาสวักขยญาณ

แต่ว่ากว่ามันจะมาถึงอย่างนี้มันไม่ได้ทำมาแบบมักง่าย ลวกๆ  ไม่ใช่จิ้มจุ่มนะ ไม่ใช่จิ้มจุ่มเข้าปากก็แซ่บ  แต่ประเภทต้องตุ๋นจนเปื่อยเลย เข้าหม้ออบตุ๋นจนเปื่อย จนหาร่องรอยของเนื้อไม่เจอน่ะ

ไม่ได้หมดง่ายๆ นะเนื้อกาย หรือความเป็นกายน่ะ ... เอามันจนมันตุ๋นหมักดอง เอาจิตน่ะตุ๋นอยู่ภายในเป็นเครื่องอบ จิตมันก็ชำระด้วยรู้ด้วยเห็น ดูไป...ถี่ถ้วน ถ่องแท้ ดูแล้วดูอีก เห็นแล้วเห็นอีก ไม่เบื่อไม่ท้อ ไม่ระอา

เพราะเวลาดูกายนี่มันน่าเบื่อ น่าระอา น่าอิดโรย น่ารำคาญ  มันรู้สึกว่า...ไม่เห็นมันได้อะไร ไม่มีอะไร มรรคก็ไม่มี ผลก็ไม่มี มันไม่มีชื่อไม่มีเสียง มันไม่มีปัญญาติดอยู่ตรงไหน มันมีแต่ก้อนอะไรไม่รู้ น่าเบื่อ มันน่าเบื่อ

แต่ด้วยอำนาจที่จดจ่อ หรือว่าเพียรเพ่งอยู่ในกายเดียวเรียกว่าอาตาปี  นั่นน่ะตุ๋นกันไป ชะล้างสิ่งที่มันหล่อหลอมรวมกันเป็นกาย จนมันถึงสภาพที่สุดของกาย...มันก็เข้าไปแยกถึงระดับนามธาตุ ระดับรูปธาตุนามธาตุ

นามก็ยังเป็นนามธาตุนะ มันแยกออก จับกันไม่ติด  เมื่อนามธาตุจับไม่ติดนี่ รูปธาตุก็ไม่สามารถจับติดได้ ... มันแยกธาตุออกหมดเลยน่ะ ด้วยพลังของสมาธิและปัญญานั่นแหละ ที่จดจ่อเพียรเพ่งอยู่ในกายเดียว รู้เดียว ปัจจุบันเดียว

มันไม่สามารถจะทานทนได้หรอก...ไอ้ความหลอกลวงของจิตกิเลส หรือจิตอวิชชา  มันทนทานต่ออำนาจของศีลสมาธิปัญญาไม่ได้ ... มันถูกเพียรเผาอยู่ จนมันต้องแยกตัวออกมาให้เห็นตามความเป็นจริงเลย

เพราะนั้นมันเผาตัวแรกคือเผากายสังขารแรกคือกายเราก่อน ... สำหรับปุถุชนนะ กายเรายังไม่ว่างนะ ยังไม่แยกนะ กายเราอดีต กายเราอนาคต กายคนนั้นกายคนนี้...มันเผาอันนี้ตัวนี้ก่อน 

แล้วมันมีกายเราที่นั่ง นี่ เหลือกายเรากายเดียวแล้ว กายเรามาอยู่กับกายปัจจุบันคือกายมหาภูตรูป มันมารวมกันนี่ บอกให้เลย แค่รู้ตรงกาย รู้นั่ง นั่งก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้  ที่ว่าไม่เห็นมันละเลิกอะไรได้เลย

แต่เห็นมั้ยว่า มันละกายเราในอดีตแล้ว ละกายเราในอนาคต ละสัตว์บุคคลในอดีต สัตว์บุคคลในอนาคต มันไม่มีแล้วใช่มั้ย ...ว่าไม่ได้อะไร นี่มันละสักกายหยาบๆ มาแล้ว จนเหลือแต่สักกาย โคตรสักกาย คือโคตรกายเราในปัจจุบัน อยู่ตรงนี้แล้ว ...เห็นมั้ย อำนาจของศีลสมาธิปัญญา มันเพียรเผาไปแล้ว เผาของไม่จริง หยาบๆ ไปก่อนแล้ว  

พอมาจดจ่ออยู่นี่ เดี๋ยวไอ้กายเรา ไอ้ตัวเรา ไอ้เรานั่ง ไอ้เรายืนนี่ มันชักติดๆ ดับๆ คือมามั่งไม่มามั่ง ...เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็ไม่มี เดี๋ยวบางครั้งก็เห็นเป็นเรา บางครั้งก็เป็นนั่ง...ไม่มีเรา แต่เป็นยืน เป็นไหว ...ก็เป็นแค่ไหว เป็นแค่กลืนน้ำลาย วืบๆๆๆ ไม่เห็นมีความรู้สึกว่าเป็นเราของเราอยู่ตรงนี้นี่หว่า 

เห็นมั้ย มันติดๆ ดับๆ แล้วไอ้กายเรา โคตรของกายเราอ่ะ...มันอยู่ตรงนี้ ...ถ้าไม่ดูตรงนี้ ไม่แจ้งกายเราตรงนี้ มันจะไปแจ้งตรงไหน ถามก่อน ใช่ไหม 

จะไปดูจิตทำไม ...ไอ้จิตนี่ละมาตั้งแต่โคตรอนาคตแล้ว กายอนาคต กายคนนั้นกายคนนี้ ...มันกายในจิตทั้งนั้นหนา จิตมันสร้างกายรูปนามใหม่ ล้านแปดกายเลยมั้ง ทั้งเราทั้งเขาทั้งสัตว์โลก ทั้งมีจริง น่าจะมีจริง ไม่มีจริง มันเต็มไปหมด ...แล้วมันไม่ได้มีกายเราหรือว่ากายเขาอย่างเดียว มันมีจิตเราจิตเขาด้วยในนั้น มีความรู้สึกเป็นเรา มีความรู้สึกเป็นเขาด้วยในนั้น ในกายตัวนั้น 

เห็นมั้ยว่ารู้อยู่ แค่ว่านั่งเดียวนี่ ... กายสังขารซึ่งเป็นกายเราหรือกายสักกายหยาบๆ นี่ มันถูกเผาไปแล้ว

แต่ว่าเชื้อชั่วยังไม่ตาย เชื้อชั่วยังไม่ยอมตายง่ายๆ ... แต่ว่าตายแน่ ถ้าอยู่ในองค์มรรค คือกายใจปัจจุบัน ...แม้ว่ามันอาจจะมีกายเราติดมาบ้างเป็นกระสัย  ตอนแรกๆ มันก็ยึดครองพื้นที่เป็นเรานั่งอยู่ตลอดเวลา ดูตรงไหนก็เป็นเรานั่งๆ เรายืน เราเดิน

ก็รู้ไปมันทนไม่ได้ต่อตบะที่แผดเผา ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมาไม่ได้หรอก ... สัมมาคืออะไร ไม่ทำอะไรเลยนะ ไม่จงใจ ไม่เจตนา มายังไงดูยังงั้น ...เดี๋ยวคราวนี้เกิดอาการติดๆ ดับๆ แล้วไอ้กายสังขารตัวนี้ แล้วไม่สามารถจะครอบคลุมได้มิด

ทำไมถึงเรียกว่าครอบคลุมไม่มิด ...คือบางครั้งก็มีความรู้สึกตรงนั้น มีความรู้สึกตรงนี้ ...ไอ้ความรู้สึกตรงนั้นตรงนี้ ที่มันแข็งบ้างอ่อนบ้างตัวนั้น...มันไม่เห็นเราตรงนั้นแล้ว ...แม้ว่าดูเห็นผ่านๆ ปึ้ง ยังเป็นเรานั่งอยู่นะนี่ ...แต่เห็นมั้ย มันเริ่มก่อกันไม่ติดแล้ว

เห็นมั้ย "เรา" มันจะเริ่มค่อยๆ ถูกลิดรอน ความเห็นว่าเป็นสักกายหรือกายเรานี่ จะเริ่มคลายตัวออก ... มันทนไม่ได้ต่อสภาพความเป็นจริง ทนไม่ได้ต่อสภาพความเพียรเพ่งด้วยศีลสมาธิปัญญา

ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปค้นเลย นี้คือปัญญาวิมุติ คือรู้เห็นตรงๆ กายคตาสติตรงๆ คือเอาสติแล่นอยู่ในกายนี่ ไม่ออกนอกกายนี้ เรียกว่ากายคตาสติ ...ไม่ต้องไปคิดนึกภาพกายที่ล่วงหน้าหรือกายลับหลัง หรือในตำรา หรือคนเขาบอกว่าต้องเห็นกายเป็นอย่างนี้นะ อย่างนั้นนะ ต้องเห็นอย่างนี้เท่านั้นนะ

เอากายตามจริง คือกายปกติ คือความรู้สึกในกายที่มีอยู่ปัจจุบัน นั่นแหละคือปกติกาย นั่นแหละคือศีล ...เห็นมั้ยว่ามันไม่ออกนอกศีลแล้วนี่ ไม่ออกนอกศีลก็ไม่ออกนอกมรรคแล้ว มันตีกรอบแล้ว ศีลเป็นตัวกรอบแล้ว มันก็ไม่ตกขอบ มันก็ไม่ตกกรอบ ... ถ้าออกนอกกายก็ตกขอบ คือดีใจบ้าง เสียใจบ้าง อยากบ้าง ไม่อยากบ้าง พวกนี้ตกขอบ

อย่าเบื่อกายเดียว อย่าเบื่อกายโง่ๆ อย่าเบื่อกายทื่อๆ อย่าเบื่อกายที่ไม่เห็นอะไร ไม่เกิดความรู้อะไรในกายนี้เลย อย่าเบื่อ อย่าท้อ อย่าระอา ... เรียกว่าเอากันให้เห็นหน้าเห็นหนวดกัน จนเห็นเข้าไปถึงอณูของการตั้งอยู่ของกาย นี่เขาเรียกว่าสมาธิปัญญามันสอดส่อง

ไอ้การที่มันสอดส่องเข้าไปนั่นคือมันเข้าไปจำแนกด้วยวิจยธรรมหรือธัมมวิจยะ  มันจำแนก แยก ๆ ว่าที่มันรวมกัน อะไรพาให้มันมารวมกัน ... ขณะจำแนกวิจยะนั่นน่ะมันจะเห็นอะไรมารวมกัน...คือปัจจยาการ คือปฏิจจสมุปบาท ที่มันก่อรวมกันมาเป็นก้อนเรา กองเรา ของเรา ของชาย ของหญิง ของสวย ของงาม ของดี ของร้าย ของถูก 

อะไรมารวม ...มันก็ปอก ลอกออกๆ จนถึงปัจจยาการต้น หรือหัว...อวิชชา ปัจจยา สังขาราอวิชชากับรู้น่ะมันคู่ซี้กัน มันอยู่ที่เดียวกัน รู้กับไม่รู้  รู้กับไม่รู้มันที่เดียวกันเลยนะ 

พอไม่รู้ปุ๊บ-เคลื่อน พอรู้ปุ๊บ-อยู่... พอไม่รู้ปุ๊บ-เคลื่อน พอรู้ปุ๊บ-อยู่ ...เอ๊ะ เริ่มจับพิรุธ...พอเคลื่อนปุ๊บเป็นเรา ไม่เคลื่อนปุ๊บเป็นอะไรก็ไม่รู้ สักแต่กายกองอยู่ ... ปึ้บๆ เนี่ย  ตรงเคลื่อน-ไม่เคลื่อน เคลื่อน-ไม่เคลื่อน นี่มันไม่มีใคร ไม่มีหญิง ไม่มีชาย  มันไม่มีสัตว์ ไม่เป็นบุคคล มันเป็นก้อน ก้อนอะไรก็ไม่รู้

มันก็ทัน มันก็เริ่มเห็นจับจุด จับขั้วได้แล้ว เริ่มกุดหัวสักกาย กายสังขารได้แล้ว พอเริ่มเท่าทันจิตตรงนี้ก็เริ่มเท่าทัน...กายสังขารก็เริ่มดับๆๆ ดับมากกว่าเกิดแล้วนะ ... วจีสังขารก็เริ่มดับ คือไอ้ตัววิพากษ์วิจารณ์น่ะ หาเหตุและผลควานค้นตำราน่ะ เริ่มไม่มีแล้ว ...มันคล้ายๆ มันถูก delete น่ะ

เพราะนั้นการที่มันรู้อยู่กับสิ่งหนึ่ง แล้วเป็นก้อนหนึ่งกองหนึ่งนี่ ตรงนี้กำลัง format ข้อมูลอยู่ ... เพราะไอ้ข้อมูลนี่มันมีไวรัส ไวรัสกินจนครองเต็มเครื่องหมดเลย เพราะนั้นข้อมูลมัน error เออเร่อหมด ถือว่าเออเร่อ ... แล้วพอดีว่าเออเร่อกันสี่พันล้านคน เข้าใจรึเปล่า  มันเลยเข้าใจว่าจริง มันเออเร่อกันหมดจนเห็นว่าจริงน่ะ มันก็เลยเชื่อกันว่าจริงด้วย

นี่ มันต้องรู้ด้วยตัวของมันเองนะว่า ...'มันเออเร่อเว้ยเฮ้ย  ไอ้ที่เคยเชื่อนี่มันเออเร่อหมดเลยว่ะ ...ถ้าไม่เออเร่อคือ  มีแค่ก้อนนี้กับรู้ ...มีสองก้อน ก้อนธาตุกับก้อนรู้' ...มันเห็นอย่างนี้ ... นี่เริ่มฟอร์แมทแล้ว แค่เริ่มฟอร์แม็ทนะ

นี่เบื้องต้น ต้องแยกให้ออกอย่างนี้ ...กายสังขารน่ะไม่มีจริง กายอดีตกายอนาคตมันดับไปก่อนแล้ว เหลือกายสังขารแรกคือกายเรา ... แล้วพอเห็นกายเราดับหรือไม่มีกายเราปั๊บ ตานี่มันกว้างไกลมาก

มันเห็นอะไร ...มันไม่มีกายเรา พอไม่มีตัวเรา พอไม่มีกายสังขารที่เป็นตัวเรา ความเห็นว่ากายเรานี่ กิเลสน้อยลงว่ะ ความอยากก็น้อยลง ความไม่อยากก็น้อยลง ความโกรธ ความหงุดหงิด ความไม่พอใจ ความรักความชัง ความทะเยอทะยานในมรรคผลนิพพานและโลก ก็เริ่มทะเยอทะยานน้อยลงว่ะ

เออ เว้ยเฮ้ย เริ่มงง ตอนแรกจะเริ่มงงก่อน 'เอ๊ เราหมดความเพียรไปแล้วมั้ง กิเลสมันครอบงำกูจนไม่ให้ปฏิบัติหรือเปล่า' มันเริ่มสงสัยแล้ว ...แล้วมันก็เริ่มระลึกได้ รู้ตัว ไม่เอาไม่คิด รู้อย่างเดียว ...มันก็อยู่ได้ แล้วก็เริ่มเห็นดีเห็นงามกับการอยู่แค่นี้พอแล้ว ก็รักษากายเดียวใจเดียวไว้

พอมันรักษากายเดียวใจเดียว ไม่มีกายสังขารมาสอดแทรกเป็นคลื่นแทรก ...เหลือสติสมาธิปัญญา มันก็คอยฟอร์แม็ทเครื่องอยู่ตลอด ชำระ ชำระจิต ชำระสิ่งที่ออกมากับจิตพร้อมกัน ...อะไรออกมากับจิต อยาก-ไม่อยาก อุปาทาน หมาย จะเอาอะไร นี่ มันชำระ ...เหลือแต่กายกับรู้กับเห็น สามตัวนะ ตอนแรกมีสองตัว ตอนหลังโผล่มาอีกตัวคือ...เห็น

ก็เกิดความแจ้งชัดในกาย เรียกว่าความแจ้งในกาย ...กายจะไม่แจ้งเลยถ้ายังมีจิตมาเป็นคลื่นแทรก ...ก็ชำระจิตไปพร้อมกัน ชำระกายในจิตไปพร้อมกัน ให้เหลือกายเดียว ... เพราะกายที่นอกเหนือจากกายเดียวมันจะเกิดขึ้นได้ยังงั้ยถ้าไม่มีจิตพาออกมา คือจิตสังขารก็เป็นปัจจยาให้เกิดกายสังขาร

เพราะนั้นถ้าไม่มีจิตสังขารก็ไม่มีกายสังขาร แล้วมันก็เหลือกายเดียว เพราะนั้นถ้าจะเหลือกายเดียวมันต้องไม่มีจิตที่สร้างกายมัน หรือสังเคราะห์กายขึ้นมาใหม่ เรียกว่าปรุงแต่ง ...ไอ้ตัวสังเคราะห์กายขึ้นมาใหม่ เรียกว่าจิตปรุงแต่งน่ะแหละ เรียกว่ากายเกินจริง

ศีลก็เริ่มตั้งมั่นขึ้นตามลำดับนั่นแหละ เป็นหนึ่ง เป็นเอก ตามกำลัง ... กายที่มันอยู่ในที่อันเดียวนี่ มันไม่สามารถจะทานทนต่ออำนาจของศีลสมาธิปัญญาที่จดจ่อเพียรเพ่งอยู่ในที่เดียวนี่ได้ มันก็จะเผยความเป็นจริงของมันออกมา ตามสภาพที่แท้จริงของกาย

เพราะธรรมชาติของกายตามความเป็นจริงเขาไม่เคยปิดบัง และด้วยที่ว่าจดจ่ออยู่ในที่อันเดียว แล้วไม่เข้าไปข้องเกี่ยวแตะต้อง มันก็เผยตัวเองตามลำดับ

แขนขาหาไม่เจอแล้ว มันเริ่มไม่เห็นว่าเป็นแขนว่าเป็นขาแล้ว มันเริ่มไม่เห็นเป็นตัว มันเห็นเป็นแค่ความรู้สึกกับเวทนา รู้สึก...แข็ง อ่อน ไหว เคลื่อนๆๆ ... ไม่มีอะไรเคลื่อน หารูปของการเคลื่อนไม่ได้ ไม่มีแขนเคลื่อน ไม่เห็นรูปแขน มีแต่ความรู้สึกวูบๆ อย่างนี้

เวลานั่ง มันก็ไม่เห็นรูปกายนั่ง ไม่เห็นตัวนี้เป็นตัวนั่ง ...เห็นว่ากายนี้ไม่มีขอบ หาขอบกายไม่ค่อยเห็น อาจจะมีเป็นบางๆ เหมือนเป็นฟิล์มบางๆ ที่ห่อไว้ ห่อความรู้สึก ...แล้วไอ้ตัวที่ห่อความรู้สึกของกายหรือเวทนานี่ มันจะเริ่มบางลงไปหรือบางครั้งก็ไม่เห็นเป็นขอบ บางครั้งก็เป็นแค่จุด จุดของความรู้สึกลอยๆ จะเห็นอย่างนี้

หมายความว่าจิตนี่เป็นหนึ่ง เริ่มเป็นหนึ่งมากขึ้น จิตไม่สามารถจะมาสร้างรูปสัญญาขึ้นมาห่อหุ้มกายโดยรวม ... ตอนแรกก็จะหมดสมมุติภาษาว่าแขนว่าขาก่อน แล้วก็จะหมดรูปทรงของแขนขา เนี่ย การทำลายกายด้วยปัญญา จะทำลายในลักษณะนี้ 

ไม่ใช่ไปนั่งคิดๆ นึกๆ หรือว่าพิจารณาให้มันกายดับ ก็คือนึกไปจนถึงกายถูกเผาน่ะ หรือว่าเราตายแล้วเขาก็เอาไปเผาเปื่อยหายไป  ไอ้นี่จินตานะ เป็นจินตามยปัญญานะ ถึงแม้จะเป็นรูปนิมิตแล้วก็เห็นว่ารูปหาย ก็ยังเป็นนิมิต ยังเห็นออกนอก

แต่ว่ากายตามความเป็นจริงมันอยู่ตรงนี้ มันเห็น...ใจมันเห็นอยู่ตรงนี้ ... ดูไปดูมา พอจิตมันทะลวง ... ทัสสนะคือญาณนี่ทะลวงไปในกาย มันเริ่มทะลุ ...หาไม่เจอแล้ว เจอแต่ตรงจุดนึงๆๆ เป็นจุดๆๆ มันทะลุเหมือนกับเป็นของโปร่งใส โปร่งแสง โปร่งรูป โปร่งธาตุ

ด้วยปัญญาญาณนะ มันทำลายความเป็นกายอย่างนี้ ...เดี๋ยวมันก็แตกกระจัดกระจายออก คราวนี้มันก็เคว้งคว้างล่องลอย คือมันจะเป็นเหมือนเวลาเดินไปไหนมาไหนนี่ เหมือนลอยอยู่ท่ามกลางอวกาศ เป็นความรู้สึกในความว่างเปล่า วูบๆๆ เป็นวูบๆๆ อย่างนี้ในจิตนะ ในญาณนะ ในทัสสนะของญาณ หรือว่าจักขุญาณ

เวลาคนที่อยู่ในมรรค หรือว่ามรรคชัดเจนนี่ ตาเห็นรูป...ตาเนื้อนี่ แล้วยังมีตาที่สามที่เห็นว่าตัวเองเห็นด้วย นี่ มีสองลูกตา  ตานอกเห็นแต่ไม่สนใจ แต่ตาในนี่เห็นว่ากำลังเห็น  เออ มันมีสองลูกตา ...นี่จักขุญาณ นี่ญาณทัสสนะ มันจะเห็นอย่างนี้

แล้วมันจะจ่ออยู่ตรงนี้ จ่ออยู่ตรงลูกตานี้ จึงเรียกว่าสักแต่ว่าเห็น  หูก็ได้ยิน แต่ว่ามันก็ยังเห็นว่ากำลังได้ยิน  มันเห็นกายนั่งแล้วก็มีเสียงมากระทบหู  มันมีสองตัวเห็น เห็นด้วยตาเนื้อกับเห็นด้วยตาใน ไม่ใช่ตาในที่เป็นอภิญญา แต่เป็นตาญาณ

ตรงนี้ที่เรียกว่าตาที่สาม ตาญาณ จักขุง อุทปาทิ ญาณัง และ อาโลโก อุทปาทิ ญาณัง ก็เกิดขึ้นจากตานี้ ... ตาใน ตาที่เกิดจากศีลสมาธิและปัญญาที่จดจ่ออยู่ในกายใจปัจจุบัน



(ต่อแทร็ก 9/4)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น