พระอาจารย์
9/6 (551112A)
12 พฤศจิกายน 2555
พระอาจารย์ – โลกเปลี่ยนไป ...เหมือนกับจิตใจคน มนุษย์ก็เปลี่ยนไป ... คนสมัยรุ่นพวกโยมกับคนสมัยรุ่นนี้ มันคนละเรื่องกันแล้ว
วุฒิภาวะ สามัญสำนึก อะไรมันก็เปลี่ยนไป ...โลกมันก็เร่าร้อนขึ้น อะไรๆ มันก็รวดเร็วๆ
จิตมนุษย์มันรวดเร็ว ...พอจิตมันรวดเร็ว ความอยากก็รวดเร็ว มันก็ทำไปตามความอยากโดยที่ไม่ยั้งคิด
สติสตังไม่มี มันก็เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยที่ไม่ค่อยคำนึงถึงคนรอบข้าง ...เกิดความเร่าร้อน เบียดเบียน มากขึ้นไปเรื่อยๆ ฆ่าฟันกัน ทำร้ายกัน
ใครมีปัญญาก็ปลีกตัวออกมาจากสังคม ปลีกหรือว่าข้องแวะกับผู้คนให้น้อย ...กิเลสมันรุนแรง กระแสโลกมันรุนแรง กระแสความปรุงแต่ง กระแสความอยาก...มันอยากมากกว่าสมัยห้าสิบหกสิบปีก่อนเยอะ
คนรุ่นนี้จะเห็นได้ชัด ... มันเห็นการเปรียบเทียบ
การเปลี่ยนแปลง ... สมัยเรายังเด็กๆ กับสมัยนี้...เด็กที่มันเกิดมาเจอสิ่งสารพัด เจอแต่อะไรพวกนี้ที่มันเป็นสิ่งที่หล่อหลอมจิตใจ ...ถ้าไม่มีการฝึกอบรมมา...ยาก
เพราะมันถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก
ถ้าไม่มีคนชักจูง หรือว่าอยู่ในครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมีผู้ชี้นำแต่แรกมานี่ มันทานกระแสเหล่านี้ไม่ไหว ... จิตใจมนุษย์มันจะต่ำลง แต่วัตถุก็พัฒนาขึ้นไป
เทคโนโลยีอะไรต่างๆ ...อะไรๆ ที่มันได้รวดเร็ว ได้ดั่งใจ ได้ตามใจ มันก็จะผุดขึ้นมามากขึ้น
แต่ว่าจิตใจมันจะต่ำทรามลง มันไม่พัฒนาขึ้นภายใน มันมุ่งแต่จะไปพัฒนาภายนอก มันก็เห็นคุณค่า หรือเห็นประโยชน์แต่ภายนอก มากกว่าคุณค่าประโยชน์ภายใน...คือจิตใจที่สูงขึ้น ...นี่เป็นยุคปลายศาสนาน่ะ
เพราะนั้นถ้าใครมีปัญญา
เห็นคุณค่าของการปฏิบัติ เห็นคุณค่าของสิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำสั่งสอน ก็ต้องน้อมนำมาพิจารณาให้เกิดความเข้าใจถ่องแท้ ...เพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า
หรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้สอนไว้นี่ มันไม่ผิดพลาด ไม่โกหก
และก็เป็นจริง สำหรับทุกคนที่ลงมือปฏิบัติ...ก็จะรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง แล้วก็ละวาง
ปล่อยจากทุกข์ที่รุมเร้าล้อมรอบได้ ...มันพิสูจน์ทราบได้ด้วยตัวเอง
แต่คราวนี้ว่าการที่จะลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองนี่ มันต้องมีอุปกรณ์หลายอย่าง ...อุปกรณ์นี่มันไม่ใช่อุปกรณ์ภายนอก แต่เป็นอุปกรณ์ภายใน ...มันต้องมีศรัทธา มีวิริยะ
มีขันติ
ศรัทธาคือความเชื่อ...เชื่อในการปฏิบัติว่าจะได้ผลจริง
และเราทุกคนสามารถปฏิบัติได้ ...ต้องเชื่อ สร้างความเชื่อเหล่านี้ ...ถ้าไม่เชื่อตัวเองว่าตัวเองทำได้ ถ้าไม่เชื่อว่าธรรมนี้มีจริง
การปฏิบัตินี้มีผลจริง ...ถ้าไม่มีความเชื่อตัวนี้เป็นตัวนำตัวแรกนี่
การปฏิบัติสำหรับผู้คนมันจะไม่บังเกิดขึ้นได้
เพราะนั้นว่าอาศัยศรัทธานี่เป็นแรงหนุน ... เพราะว่าการปฏิบัติทางจิตนี่
มันไม่เหมือนกับมีเงินแล้วก็ไปซื้อของในตลาดแล้วก็จะได้ข้าวของกลับคืนมาได้ทันหูทันตา ...มันไม่ได้อย่างนั้น แต่ว่ามันเป็นการที่...เหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย มันค่อยๆ รินทีละเล็กทีละน้อย
มองแรกๆ สำหรับเริ่มการปฏิบัตินี่
มันอาจจะดูเหมือนไม่ได้ผลอะไรเลย หรือว่าไม่ได้ผลแบบที่คนอื่นเขาคุยกัน เขาว่ากันว่าเขาได้ ... เพราะนั้นเมื่อมีศรัทธาแล้วมันก็ต้องมีขันติ ความอดทนอดกลั้น
ที่จะทำต่อไปไม่หยุดไม่ยั้ง ด้วยความพากความเพียร ไม่ออกนอกเส้นทางของการปฏิบัติ
คือทำซ้ำซากๆ เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ... เหล่านี้
มันจึงจะเป็น...เหมือนเราร้อยพวงมาลัยดอกมะลิน่ะ ดอกมะลิแต่ละดอกๆ
นี่มันจะไม่สามารถเป็นพวงมาลัยได้เลย
ถ้าไม่มานั่งร้อยนั่งสานต่อให้มันเป็นพวงขึ้นมา
การปฏิบัติที่สม่ำเสมอก็เหมือนกับร้อยพวงมาลัยดอกมะลิ
ทีละเล็ก ทีละน้อย ทีละดอกๆๆ จนเป็นพวง สามารถห้อย สามารถเอาไปบูชา
มีคุณค่า มีประโยชน์ มีสาระขึ้นมาได้
เพราะนั้นว่าเบื้องต้น...มีศรัทธา
มีความพากความเพียร อดทนทำไปตามหลักที่เข้าใจ ตามหลักที่ได้ยินที่ได้ฟังจากพระ
จากผู้ที่เราเคารพ ผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้ผลจริง
ดีจริงแล้ว ก็เอาสิ่งที่ท่านพูดท่านบอกไปฝึกฝนตัวเอง กายใจของตัวเอง
ให้มันเกิดผลในองค์มรรค
เพราะนั้น มีศรัทธา มีวิริยะ
แล้วนำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไปปฏิบัติ ด้วยความสม่ำเสมอ พากเพียร มันก็จะเกิดผลขึ้นกับตัวบุคคลนั้นๆ ไปตามลำดับที่พากเพียร สม่ำเสมอ...เป็นเหตุและเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ความเพียรน้อย-ปฏิบัติน้อย...ผลน้อย ความเพียรมาก-ปฏิบัติมาก...ผลก็มากตาม ความเพียรน้อย-ปฏิบัติน้อย
แล้วหวังว่าจะได้ผลมากๆ ชัดเจน...มันก็ไม่ได้
เนี่ย
ทุกอย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้ว่ามาหลอก หรือว่ามีทางลัด
มีทางติดสินบาตรคาดสินบนว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะได้ผลเร็วขึ้น...ไม่มีอ่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามธรรม เป็นไปตามเหตุปัจจัย
เป็นไปตาม...สำหรับผู้ที่ประพฤติธรรมอย่างไร...ก็ได้ธรรมอย่างนั้น ผู้ที่ไม่ประพฤติธรรม...ก็ไม่ได้ผลแห่งธรรมนั้นๆ ...มันเป็นอย่างนั้น
ก็ทำไป ด้วยความพากเพียร อดทน ...ผลของการที่เดินในองค์มรรค ผลของการที่ปฏิบัติอยู่ในองค์มรรค...ไม่มีอะไร
ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรหรอก ไม่ได้มหัศจรรย์ ดีเลิศประเสริฐกว่าคนทั่วไปอะไรหรอก ...เป็นเพียงแต่ว่าผลของมรรคก็คือ อยู่กับทุกข์ที่คนอื่นเขาว่าเป็นทุกข์กัน
แต่ผู้นั้นไม่เป็นทุกข์ ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์กับอะไร
หรือว่าเป็นทุกข์กับอะไรน้อยลง หรือไม่เป็นทุกข์อะไรเลย
นั่นแหละคือผลของการปฏิบัติธรรม ...ไม่ใช่แสงสีเสียงซาวด์เอฟเฟคอะไรต่างๆ นานา มหัศจรรย์ชาตินี้ชาติหน้า
เห็นผีสางเทวดา อะไรมากมายก่ายกอง ...แต่เป็นเรื่องของการที่ว่าออกจากทุกข์ในปัจจุบัน เมื่อออกจากทุกข์ในปัจจุบัน ไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน หมายความว่าทุกข์ในอดีตและทุกข์ในอนาคตก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ...นี่แหละคือผลของการปฏิบัติ
ไม่มีใครเก่งกว่าใครหรอก อย่าไปเทียบว่าใครเก่งใครไม่เก่ง ใครภาวนาดีไม่ดี ...ให้เทียบกับตัวเองว่าวันนี้กับวันก่อน เดือนที่แล้วกับเดือนนี้ ปีที่แล้วกับปีนี้...เราเผชิญปัญหา เราอยู่กับทุกข์นาน จิตเราสร้างทุกข์ จิตเราหาทุกข์ จิตเราเป็นทุกข์...น้อยลงมั้ย ...ให้เทียบกับตัวเอง
คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไร เขาจะดี
เขาจะคุยว่าเขาดี ...ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์
ไม่ต้องเอามาเป็นธุระ ไม่ต้องเอามาเป็นอารมณ์ ...เอาเรื่องของตัวเราน่ะเป็นตัวเทียบตัวเปรียบอยู่เสมอ
แล้วก็ระวังเมื่อเห็นว่ายังเป็นทุกข์อยู่มาก ก็ไม่ต้องตำหนิติโทษอะไร ก็ตั้งหน้าตั้งตาเจริญสติสมาธิปัญญาในองค์มรรคต่อ เพื่อให้เกิดปัญญา
ที่จะได้อยู่เหนือหรือออกจากทุกข์นั้นๆ ได้ ด้วยความแจ่มแจ้ง ชัดเจน เข้าใจ
จิตที่มันเป็นทุกข์ เพราะอะไร ...เพราะมันไม่รู้
เพราะมันไม่เข้าใจ แล้วมันจึงไปเป็นทุกข์กับสิ่งที่ไม่ควรไปเป็นทุกข์ นี่เขาเรียกว่าจิตมันโง่ จิตไม่รู้ ...แต่เมื่อใดที่ฝึกสอนอบรมด้วยสติสมาธิปัญญา
จิตจะเกิดความรอบรู้ เกิดความเข้าใจสภาพนั้นๆ ตามความเป็นจริง
จิตจะเข้าใจสภาพนั้นๆ
ตามความเป็นจริง ...ไม่ใช่จิตเข้าใจสภาพนั้นๆ ตามตำรา ตามความเห็น ตามความเชื่อ
ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันจะเห็นสภาพนั้นตามความเป็นจริง เมื่อมันเข้าใจสภาพนั้นตามความเป็นจริง นั่นแหละ มันจึงจะไม่เป็นทุกข์กับสิ่งนั้นๆ
เพราะว่าความจริงแล้ว
ทุกความจริงที่ปรากฏไม่เคยเป็นทุกข์กับอะไรเลย ... เพราะว่าความจริงทุกอย่างที่มันมีอยู่
ตั้งอยู่ หรือดับไปแล้วก็ตาม ไม่ได้เจตนาแต่ประการใดที่จะให้สัตว์หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นทุกข์แต่ประการใด
แต่ว่าจิตมันไม่เข้าใจ ...จิตมันเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่ปรากฏ อะไรที่เกิดมีขึ้น อะไรที่ตั้งอยู่น่ะ... เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มาทำให้เราเป็นทุกข์ มาทำให้เราไม่สบายกาย ทำให้เราไม่สบายใจ
อย่างนี้เป็นต้น ...จึงเกิดอาการทุรนทุราย ดิ้น กระสับกระส่าย คร่ำครวญ ปริเทวะ โสกะ
ทนไม่ได้ ...แล้วก็หนี
หาทางแก้ หาทางหนีๆ อยู่ตลอดเวลา ...แก้ด้วยความคิดบ้าง
แก้ด้วยการกระทำบ้าง แก้ด้วยการหนีบ้าง ...แต่แก้แล้วมันก็แก้ไม่ได้จริง
แก้แล้วมันก็ออกจากทุกข์ไม่ได้ ... ถึงออกได้ก็ออกแค่แป๊บๆ ชั่วคราว เดี๋ยวก็มาใหม่
เดี๋ยวก็วนเวียนมาใหม่ ซ้ำเดิม เหมือนเดิม คนเดิม อาจจะอารมณ์เหมือนเดิมด้วยซ้ำ ...มันเหมือนกับแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ
แต่ว่าหลักของพระพุทธเจ้าท่านแก้แบบ...แก้ที่ต้นเหตุ ผู้ที่เจริญในมรรคตามแนวที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอน
มันจะสามารถเข้าไปแก้ที่ต้นเหตุ ต้นขั้วของทุกข์ ...แก้แล้วแก้เลย
เข้าใจแล้วเข้าใจเลย จะไม่ทุกข์อีก หรือว่าถึงทุกข์ใหม่ก็ทุกข์จางลงไป จางลงไป
น้อยลงไปตามลำดับ ...มันเห็นได้ด้วยตัวของมันเอง
แล้วมันจึงจะเกิดความเคารพนบนอบต่อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า...ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวท่านสอนมานี่ สองพันห้าร้อยกว่าปี
ยังใช้ได้อยู่จริง ปฏิบัติแล้วเห็นผลได้จริง ...ไอ้ที่เคยคิด เคยเข้าใจ
ว่าเรื่องของการปฏิบัติเป็นเรื่องของบางคน เป็นเรื่องของผู้มีวาสนาบารมี
เป็นเรื่องของคนที่เขาทำมาทางนี้โดยตรง...ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้
ขอให้เข้าใจ แล้วมีการน้อมรับเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำแล้วเอาไปทำ ด้วยความตรง ...ให้เข้าใจให้ชัดเจนแล้วก็ตรง การปฏิบัติก็จะตรง ...เมื่อเข้าใจตรง ปฏิบัติตรงแล้ว
ผลนั้นน่ะไม่คลาดเคลื่อนเป็นแน่...ยืนยันได้ เหล่าพระ
เหล่าพระสงฆ์ท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้ เกิดผลขึ้นมาก็เพราะท่านเข้าใจ
ทำตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำสั่งสอนโดยไม่บิดพลิ้ว
คำว่าบิดพลิ้วนี่มันบิดพลิ้วยังไง ...บิดพลิ้วเพราะตัวเราเองนั่นแหละบิดพลิ้ว บิดพลิ้วเพราะจิตเราเองนั่นแหละบิดพลิ้ว ...จิตมันคอยคิด จิตมันคอยสร้างความเห็น จิตมันคอยสร้างเงื่อนไข
จิตมันคอยสร้างอะไรต่างๆ นานา มาบอก มาหลอก มาล่อ มากระซิบ มาแนะนำ
ว่าอย่างโง้น ว่าอย่างงี้ ว่าอย่างงั้นอยู่ตลอดเวลา
การปฏิบัติจึงเกิดอาการที่เรียกว่าบิดพลิ้วไปตามจิตที่ไม่รู้มันบอกนั่นแหละ ...จิตใครล่ะ ...จิตตัวเราเองน่ะแหละ จิตผู้ไม่รู้น่ะแหละ .... ต้องเข้าใจว่าจิตของเราที่เราอยู่กันทุกวันนี้ คือความไม่รู้ล้วนๆ
เลย...ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นความไม่รู้โดยสิ้นเชิงเลย
ไอ้ที่เราว่าเข้าใจ เรารู้อะไร
มีความรู้ปริญญาตรีโทเอกขนาดไหนก็ตาม มันเป็นความรู้ภายนอกทั้งหมด
ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นวิชชา ไม่ใช่ความรู้ที่จะสามารถเข้าไปถึงความออกจากทุกข์แล้วก็ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ...ไม่ใช่
ความรู้ที่ได้จากจิตคิด จิตหา จิตค้น จิตอยาก จิตไม่อยาก พวกนี้
เป็นความไม่รู้ทั้งสิ้น ...แต่เราใช้มัน เราอยู่กับมันมานาน...นานจนไม่สามารถย้อนหลังไปได้ว่ากี่ชาติ มันนานซะจนเรียกว่าเป็นอเนกชาติ
ไม่ใช่แค่มาเกิดตอนนี้นะ...ที่มันเชื่อความคิดหรือว่าตามความคิดหรือว่ามีความรู้เหล่านี้ติดเนื้อติดตัวมาตอนเกิด ...มันมีสะสมมาตั้งแต่อดีตนับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว มันจึงเกิดความคุ้นเคย
เกิดความเป็นนิสัย เกิดความเป็นสันดาน เกิดความทะนงตัว เกิดความยึดมั่นถือมั่นในความรู้ความเห็นของตัวเจ้าของ
โดยมันไม่รู้ตัวมันเองว่า...ตัวมันเองนั่นแหละคือต้นเหตุ
ตัวมันเองนั่นแหละคือความไม่รู้ที่แท้จริง ...สิ่งที่มันออกมาจากความไม่รู้
ไม่เรียกว่าเป็นความรู้หรอก ถึงเป็นความรู้ก็เป็นความรู้ที่ไม่จริง
แปรปรวนอยู่เสมอ
เพราะนั้นความรู้ในทางโลกนี่
ห้าปีสิบปีก็เปลี่ยน ตำราเล่มนึงเดี๋ยวก็เปลี่ยนแล้ว อีกสิบปีร้อยปี อีกทฤษฎีนึง
ก็เปลี่ยนแล้ว วิชาการต่างๆ นานา เดี๋ยวก็มีการค้นคิดวิชาการหลักการใหม่ๆ ขึ้นมา
ให้เรียนให้รู้ต่อไป ก็เป็นตามแฟชั่นตามเทรนด์ในยุคนั้นๆ ...อีกร้อยปีพันปีข้างหน้า
ไอ้ตำราที่เราเรียนทั้งหมดอาจจะถูกเผาทิ้งหมดแล้วก็ได้
อาจจะไม่มีอะไรใช้ประโยชน์ในสมัยนั้นเลยก็ได้
เพราะฉะนั้นความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ที่ไม่แน่นอน
เป็นความรู้ที่แปรปรวนไปมา แล้วก็เป็นความรู้ที่ไม่ได้ออกจากทุกข์โดยตรง ...กลับสร้างทุกข์โดยปริยายด้วยซ้ำ เกิดความทะนงตัว เกิดความถือตัว เกิดความเปรียบเทียบสูงต่ำ
เป็นวรรณะ เป็นชนชั้นขึ้นมา กลับกลายเป็นทุกข์โดยที่ตัวมันไม่รู้ตัว
แต่พระพุทธเจ้าสอนมรรค
เพื่อให้เกิดความรู้ที่แท้จริง เพราะนั้นความรู้ที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าแนะนำให้บังเกิดความรู้ว่า...ถ้ารู้อย่างนี้แล้วนี่ จะออกจากทุกข์ได้ ... ความรู้นั้นคืออะไร ...ก็คือรู้จำเพาะกาย-จิต รู้จำเพาะกาย จำเพาะจิตเท่านั้น
แค่ให้กลับมารู้...กลับมารู้จำเพาะกาย จำเพาะจิตของตัวบุคคลนั้นๆ ... พระพุทธเจ้าบอกว่ารู้แค่นี้ เพียงพอกับการออกจากทุกข์แล้ว
เพราะว่าโดยธรรมชาติโดยวิสัยของจิตนี่
โดยสันดานของจิตผู้ไม่รู้นี่ มันไม่เคยหยุดอยู่กับกายใจปัจจุบันเลย
ไม่เคยอยู่ด้วยตัวของมันเองเลย มันมีแต่จะอยู่ออกนอกจากนี้ไป...คือออกนอกกายปัจจุบัน
จิตปัจจุบัน ...มีแต่ข้างหน้า ข้างหลัง เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ นานา ไม่เคยหยุด
ไม่เคยยั้ง ...ถึงไม่มีการไปไม่มีการมา มันก็อยู่ในภาวะที่เรียกว่าเลื่อนลอย หลง
เพลิน หาย จากกายปัจจุบัน
เพราะนั้นถ้าปล่อยให้อยู่กับภาวะที่จิตมันคุ้นเคยอยู่อย่างนี้
โดยที่ไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่แนะนำ มันก็ไม่สามารถที่จะออกจากทุกข์ได้
ไม่ว่าเกิดมาอีกกี่ชาติก็ตาม
เพราะธรรมชาติของจิตจะไม่กลับมาหยุดอยู่ดูตัวมันเองเลย
ไม่เคยหยุดอยู่กลับมาดูที่ตั้ง ที่ก่อเกิด ที่กำเนิดหรือแหล่งพลังงานที่มันสร้างขึ้นมา...คือตัวกายใจของบุคคลนั้นๆ เอง ...นั่นแหละ มันก็เหมือนกับเศษสวะลอยไปตามกระแสน้ำ
มันไม่มีทางหรอกที่มันจะออกจากความหมุนวนในโลก...ในขันธ์นี้ได้
เพราะนั้นวิชชาความรู้ที่พระพุทธเจ้าต้องการให้รู้นี่...ไม่ยาก แหล่งความรู้นี่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาตำราที่อื่น
ไม่ต้องไปสร้างตำราขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องไปถามว่าตำราอยู่ที่ไหน ... แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าสรรพความรู้ทั้งหมดที่จะออกจากทุกข์นั้นอยู่ที่นี้ ... ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่นี้ และทุกคนก็มีที่นี้ทุกคน ไม่เว้น
ที่นี้คือที่ไหน...คือที่กายที่ใจ ทุกคนมีกาย ทุกคนมีใจ คนที่ไม่มีใจก็คือคนที่ตายแล้ว ... เมื่อมีกาย
ก็มีใจอยู่คู่กันอยู่ตรงนี้ ...แต่ที่มันไม่มี
คือไม่มีเครื่องมือที่จะทำอย่างไรให้กลับมาอยู่กับกายใจในปัจจุบัน
นี่คือวิธีการหรือที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า มรรค มีองค์ ๘ โดยย่อคือไตรสิกขา ศีล
สมาธิ ปัญญา ... นั่นแหละเป็นเครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ที่จะทำให้จิตนี้
ที่มันโลดแล่นไปมาเหมือนลิง ไม่เคยหยุดไม่เคยหย่อน ไม่เคยพักไม่เคยผ่อนเลยนี่ ...เป็นอุปกรณ์จับลิง เป็นอุปกรณ์ที่บังคับลิง เป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมลิง...คือจิต
ให้กลับมาหยุดมาอยู่ที่แหล่งความรู้ เหมือนกับหยุดอยู่กับตำรานั่นแหละ
และก็ทิ้งตำราภายนอกเลย หนังสือหนังหาข้อความวิพากษ์วิจารณ์เหล่าการปฏิบัติต่างๆ
นานา ...ตำราภายนอกทิ้งไปก่อน เอาศีลสมาธินี่เป็นเครื่องมือเป็นอุปกรณ์
มาจับจิตให้มันอยู่ในกรอบที่เป็นแหล่งรวมความรู้ทั้งหลายทั้งปวง
ซึ่งแหล่งความรู้ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือแหล่งความรู้ที่จะออกจากทุกข์นะ
ไม่ใช่แหล่งความรู้ที่จะไปหากินเอาดี แข่งดี เอาสูงเอาต่ำกับคนอื่นนะ ...มันเป็นแหล่งความรู้ที่จะให้สัตว์บุคคลผู้มีศีลสมาธิปัญญาเป็นเครื่องมือนั่นแหละ
ออกจากทุกข์หรือทำให้ทุกข์น้อยลงไป
เพราะนั้นใครทำทุกข์ให้น้อยลงไปนี่ ไม่เห็นมันต้องไปแข่งกับใครเลย ไม่เห็นมันจะต้องไปอวดใครเลย
มันก็ทำในงานของใครของมันไป แล้วก็คอยสังเกตว่าเดี๋ยวนี้ขณะนี้อยู่กับกายใจมั้ย ...ถ้าผู้ใดคอยสังเกตอยู่เสมอว่าเดี๋ยวนี้ๆ มันอยู่กับกายใจมั้ย
นั่นแหละเรียกว่าการเจริญมรรค
(ต่อแทร็ก 9/7)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น