วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 9/4




พระอาจารย์

9/4 (550927B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

27 กันยายน 2555




พระอาจารย์ –  ปุถุชน คนเดินดิน เดินอยู่ในระนาบพื้นราบนี่ ...ทีนี้เมื่อมาเดินในองค์มรรค ลำบากหน่อย เพราะขึ้นเนิน  ระหว่างเดินขึ้นเนินก็เหนื่อยนะ  ถ้าเป็นปุถุชนก็ว่าจะไปเดินทำไม ผิดวิสัย  ...แต่ผู้มองการณ์ไกลขึ้นเนิน เหนื่อยหน่อย แต่ขึ้นเนิน

พอขึ้นไปถึงเนินปุ๊บ ...อย่างไอ้ตาคนทั่วไปที่มันอยู่พื้นราบ มันก็เห็นอยู่แค่ระนาบนั้น  แต่พอถึงตรงบนเนินนี้ มันเห็น...ทัศนวิสัยในการเห็นมันกว้าง เห็นคนละวิวกันเลยนะ  ภาษาอังกฤษว่าอะไร vision คนละระดับของ vision การเห็นแล้ว

หันไปเห็นมา ...'อ้าว มันยังมีดอยสูงกว่านี้'  ก็เดินขึ้นไปอีก...มรรค ไปถึงอีกเนินนึง สูงกว่าเนินนี้ ...ก็เป็นคนละ vision กันอีกแล้วนะ  แล้วถ้าเทียบกับคนเดินดินนี่ อู้ย มันเห็นคนละเรื่องกันเลยนะเนี่ย มันเห็นกว้างกว่านั้น มันเห็นคลุมกว่านั้น ชัดเจนกว่านั้น

เดินอีก ...จนถึงยอดหิมาลัย...หิมาลัยคือสูงสุดที่สุดในโลกแล้ว  มันเห็นหมดโลกเลย ไม่มีอะไรมาเป็นหลืบเป็นเงามาบดมาบังได้ ...นี่ทัสสนะของพระอรหันต์ ท่านเห็นอย่างนี้ คือแจ้งโลก ...ไม่แจ้งได้ยังไง มันสูงระดับเหนือโลกแล้วน่ะ สุดของโลกแล้ว  

นั่นน่ะทัสสนะคือตัวนี้...ญาณ...ปัญญาญาณ ครอบคลุมหมด ...คราวนี้นอกโลกแล้ว มันไม่เห็นแค่โลก มันเห็นจักรวาลนะ เห็นอนันตาจักรวาล คือสามภพนั่นแหละพร้อมกัน ...จึงเรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งโลก ไม่สงสัยในโลก ไม่มีที่สงสัยในโลก หมดสงสัย

เพราะนั้น ถ้าสับสน วุ่นวาย อลหม่าน ทำอะไรไม่ถูก ... รู้ง่ายๆ นี่ว่านั่ง จบตรงนั่งนี่ให้ได้ ต้องให้จบตรงนั่งให้ได้...ว่ารู้ว่านั่ง...แล้วก็อยู่ตรงนั่งให้ได้ ...ต้องให้ตั้งมั่นให้ได้อยู่กับรู้ว่านั่ง แค่เนี้ย ง่ายที่สุดแล้ว

ไม่ต้องไปดำดินบินบนที่ไหน ไม่ต้องไปละเอียดลึกซึ้งกับอะไร ไม่ต้องไปแก้อะไรอีกแล้ว ไม่ต้องไปเพิ่ม ไม่ต้องไปลด ไม่ต้องไปเติม ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปควาน ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปสร้าง ไม่ต้องไปทำลาย

มาสงบรู้อยู่แค่นั่ง แล้วจะมีอะไรอยู่ในนั่ง...ดู  อะไรมันจะมาแปดเปื้อน ปนเปื้อน ปลอมปนอยู่ในนั่ง...ดู ไม่ว่ากัน ...แล้วอดทนไว้ เดี๋ยวความจริงมันจะเผยตัวของมันเอง  มันทนไม่ได้ต่ออำนาจที่เพียรเพ่งอยู่ในที่เดียว กายเดียว ...มันจะไม่เห็นกายตามความเป็นจริงให้มันรู้ไป อยู่อย่างนี้

แต่ว่ามันก็ลำบากสำหรับคนทั่วไป เพราะว่ามันลักปิดลักเปิด  เพราะว่ามันต้องข้องแวะ มันต้องมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก และสติเราไม่สามารถจะครอบคลุมเหมือนพระอริยะ มันก็ต้อง...เดี๋ยวก็เข้า เดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็เข้า ออกๆๆ ออกมากกว่าเข้า ...คือไปจงใจเจตนากับภายนอกมากกว่าตรงนี้

เพราะนั้นความชัดเจนในกายเดียวมันก็ไม่ปรากฏ ให้เป็นเนื้อเป็นน้ำ เป็นชิ้นเป็นอัน ... เมื่อใดที่กายเดียวไม่ปรากฏเป็นเนื้อเป็นน้ำเป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งที่ได้เป็นผลลัพท์ตามมาคือความลังเลและสงสัย

เอ๊ะ กูปฏิบัติแล้วจะได้มั้ยเนี่ย ...ใช่มั้ยเนี่ย  แล้วมันจะมีวิธีไหนที่มันชัดกว่านี้ ได้เร็วกว่านี้มั้ย นี่ มันจะเริ่มแล้ว...สักกาย มันจะลากๆๆ ให้เกิดผล ...ผลต่อเนื่องของสักกายคือวิจิกิจฉา จะตามมาตรงนั้นแหละ เพราะกายไม่ชัด  แต่ไอ้ตัวที่ชัดคือกายเรา ...แล้วไม่เห็นว่ากายเรามันกำลังทำงาน มันก็ทำงานแรกคือว่าสงสัย

พอสงสัยปุ๊บ มันก็จะเกิดภาวะที่ขุดค้น ตามหาขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า มันแปลงตัวเป็นอินเดียน่าโจนส์ เพื่อให้เจอนิพพานของมัน...จิต มันจะหาแล้ว สักกายทั้งนั้นนะเป็นตัวสร้างวิจิกิจฉา แล้วก็สีลัพพตปรามาส คือลูบคลำในวัตรและการปฏิบัติ นี่คือปัญหาเบื้องต้นเลยของผู้ปฏิบัติที่ยังข้องแวะกับโลก

ก็ต้องทบทวนศีลสมาธิปัญญาให้มั่น อย่าเชื่อมัน อย่าตามมัน  ทำที่เก่า รู้แบบเก่า กายอันเก่า รู้แบบเดิม ... นั่งแบบเดิมก็รู้แบบเดิม ยืนแบบเดิมก็รู้แบบเดิม ไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว อย่าไปเชื่อมัน

ซ้ำลงไป ซ้ำซากๆ ในกาย-ใจอันเดิม ยืนแบบเดิม นั่งแบบเดิม  นั่งตรงไหนก็รู้ตรงนั้น ยืนตรงไหนก็รู้ตรงนั้น เคลื่อนตรงไหน มันหยิบมันจับ มันขยับเขยื้อน ก็รู้ตรงนั้น ซ้ำลงไป ...อย่าหาที่ใหม่ทำ อย่าไปทำที่อื่น อย่าไปหาวิธีการปฏิบัติ รูปแบบการปฏิบัติใหม่ๆ เร็วๆ ลวกๆ ...ไม่เอา

อย่าท้อ อย่าเบื่อ อย่าหน่าย ว่ามันน่าจะมีอะไรดีกว่านี้ เร็วกว่านี้ ที่จะมาค้ำจุนสนับสนุน ...ไม่มีอะไรมาค้ำจุนสนับสนุน...นอกจากศีลสมาธิปัญญา จะเป็นตัวสนับสนุน เหมือนก้อนเส้า สามเส้า

เวลาเราจะตั้งต้มหม้อน้ำกินในป่าน่ะ มันต้องเอาหินมากอง ...สองก้อนไม่ได้ หนึ่งก้อนไม่ได้ ต้องสามก้อน เรียกว่าสามเส้า...คือศีลสมาธิปัญญา...ต้องมีอยู่ตรงนี้  ต้องอาศัยศีลสมาธิปัญญา นั่นแหละจะเป็นตัวประคับประคององค์มรรค

ทบทวนให้ดี ทบทวนยังไง ... ศีลคืออะไร...ปกติกาย ปกติกายอยู่ได้ยังไง อยู่ได้ด้วยสติ...สติการระลึกรู้อยู่ในกาย ระลึกรู้อยู่ในกาย...กายคือกายไหน...ปกติกายคือกายเดียว...กายเดียวคือกายที่ปรากฏในปัจจุบัน ...จดจ่ออยู่ในกายปัจจุบันนั่นก็เรียกว่าสมาธิ คือจิตตั้งมั่น

เมื่อมีจิตตั้งมั่นแล้วก็จะเกิดอาการเห็นสภาพธรรม โดยที่ไม่คิดไม่ปรุง ไม่คิดไม่จำ ไม่มีความเห็น นั่นแหละเรียกว่าปัญญา แล้วให้ทวนอยู่ให้แม่นยำในศีลสมาธิปัญญา ...ไม่คลาดเคลื่อน

มันก็จะเกิดการ...เบื้องต้นก็คือ ละนิวรณ์ ...ไอ้ตัวที่เป็นคลื่นแทรกน่ะ...นิวรณ์  นิวรณ์เกิดจากจิตปรุงแต่ง ความอยาก ...อยากแล้วไม่ได้ ก็หงุดหงิด นั่น พยาบาทวิตกเกิด ...หานู่น ค้นนี่ ว่าอย่างนั้นถูกมั้ย อย่างนี้ถูกมั้ย นั่นเขาเรียกว่าฟุ้งซ่าน...อุทธัจจะกุกุธจะ

อยากได้ เมื่อไหร่จะได้...นี่ ฝันหวาน...ราคะ ...ไม่เอาแล้ว ไม่ทำแล้ว ปล่อยให้มันลอยไปลอยมาดีกว่า สบายใจ นี่ถีนมิทธะ ... มันพร้อมเลยนี่คลื่นแทรก...นิวรณ์  เพราะจิตไม่ตั้งมั่น เพราะจิตไม่รวมเป็นหนึ่ง

ไม่ต้องรวมถึงขั้นอัปปนาหรอก แค่รวมอยู่ในกายนี่แหละ ให้เป็นหนึ่งอยู่กับกายก็ถือว่ารวมแล้ว  แต่ว่ารวมระดับปุถุชนไปก่อน อย่าไปเอารวมของพระอรหันต์ คนละเรื่อง ...จิตรวมพระอรหันต์นั่นท่านไม่เห็นอะไรในสามโลกธาตุแล้ว ไม่ใช่อัปปนานะ รวมด้วยอำนาจของ...เขาเรียกว่าเป็นโลกุตตรฌาน ไม่ใช่โลกียฌาน

ฌานของพระอริยะจะรวมด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญา มันไม่แตกด้วยความไม่รู้ มันรวมอยู่ด้วยความรู้และเข้าใจในตัวของมันเป็นปัจจัตตัง จึงเป็นโลกุตตรฌาน ไม่ใช่โลกียฌาน ...เป็นธรรมชาติท่านจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้งสร้างขึ้นด้วยความอยากและไม่อยาก

อย่าไปเชื่อเมื่อจิตมันบอกว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้  อย่าไปเชื่อ อย่าไปตาม อย่าไปสืบค้น ไขว่คว้า และค้นหาอะไรที่นอกเหนือจากนั่งและรู้ว่านั่ง และอาการที่อยู่ในนั่งมีอะไร ยิบๆ ยับๆ ย่อยๆ วูบๆ วาบๆ ตรงไหน ...รู้ สอดส่อง สังเกต ถี่ถ้วน จดจ่อจดจ้องอยู่ภายใน ...ไม่ออกไม่หาอะไรที่นอกเหนือจากภายใน

เพราะนั้นไอ้ลักษณะที่จะทำอย่างนี้ได้นี่หมายความว่า...ถ้าในระดับของพวกเราคนทำงานนี่ มันจะต้องปลีกตัวเองนิดนึง หรือต้องนั่งเงียบๆ สงบ หรือว่าที่ไหนที่มันเงียบ ...ลักษณะนี้มันถึงจะสืบค้นโดยความถี่ถ้วนได้

แต่ในลักษณะที่ยังข้องแวะนี่ มันก็สามารถจะได้กะปริบกะปรอย วูบวาบๆ พอรู้ว่ากำลังนั่ง กำลังเดิน กำลังยืน ...แต่มันจะลงในรายละเอียดไม่ได้ เพราะกำลังของจิตที่ตั้งมั่นไม่เพียงพอ ... มันต้องอาศัยจิตที่ตั้งมั่นเพียงพอ มันถึงจะสืบได้อยู่ ถี่ถ้วน รอบคอบ แยบคาย โยนิโสมนสิการ...จึงบังเกิดขึ้นด้วยความละเอียด

ไม่ใช่พอปลีกตัวได้ก็มา...คร่อกๆ พักหน่อยโว้ย ... สงบแล้วให้สำรวจตรวจตราอาการต่างๆ เพราะว่าเดี๋ยวก็ต้องเจอคนโน้น เดี๋ยวก็ต้องเจอคนนี้มาติดต่อเจรจาพาทีโอภาปราศรัย ...ยังไงมันก็ต้องหลุด ไม่มีหรอกที่จะรู้ตัวได้ตลอด

พระอรหันต์ยังหลุด ยังไม่รู้ตัวตลอดเลย  นี่เพราะท่านไม่รู้ไม่สนใจอยู่แล้ว คือมันเช็คบิลตั้งแต่ทำแล้ว ก็ไม่สน ... แต่ว่าของพวกเรานี่ต้องสน เพราะมันไม่ยอมเช็คบิล ...จิตมันไม่ยอมเช็คบิล เข้าใจป่าว มันไม่เหมือนภาษีหัก ณ ที่จ่ายน่ะ 

คือมันไปเก็บเป็นดอกเบี้ย ล่วงหน้า ลับหลัง ...โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยนะ  ไอ้ที่ว่าคุยไปแล้วไม่มีอะไรๆ เฮ้ย ยกโทษนะ ไม่มีอะไร ไม่ว่ากัน ...ปากน่ะไม่ว่า แต่จิตกูน่ะว่า กูไม่ยอม มึงอย่าเผลอ กูเอาคืน อย่างเนี้ย มันคิดดอกเบี้ยทบต้นด้วย ...สันดานของจิตเป็นอย่างนี้นะ 

แต่เราคุ้นเคยแล้วก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาจนเกินไป ประมาท นี่เรียกว่าประมาท ละเลย ไม่เห็นโทษภัยในการเกิดการตายของจิต ไม่เห็นโทษภัยในการที่จิตมันสร้าง หลง วนเวียน มันก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เห็นกิเลสเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตที่จะต้องไปรู้เท่าทันหรือละวางมัน

เพราะนั้นในการงานนี่ เราพบปะผู้คนนี่ แล้วเราก็ต้องมุ่งต่องาน ต่อเงินเดือน ต่อการเลี้ยงตัวเองนี่  สมาธิมันจะต้องไปจดจ่ออยู่กับงานนอก ด้วยความหลง ความเผลอ ด้วยความที่ว่าไปให้ความสำคัญกับภายนอกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว มันไม่สามารถจะมารู้แล้วก็มาแยบคายอยู่กับกายเนื้อตัวได้ต่อเนื่องหรอก

แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามเจริญสตินี่ ...รู้ได้ก็รู้  นิดๆ หน่อยๆ ก็รู้  อย่าให้มันหายนาน อย่าให้มันหายออกไปไกล ยืดยาว  พยายามรู้เนื้อรู้ตัวให้ได้มากที่สุด ว่ากำลังนั่งพูด ยืนพูด หรือยืนเดินนอน อะไรก็ว่าไปเถอะ

ให้มันเห็นกายสักแวบ สักนิด พอให้มันเป็นยันต์กันผี ไม่ให้ผีมันเพ่นพ่าน...คือวิญญาณน่ะ  จิตวิญญาณ มโนวิญญาณ โสตวิญญาณ จักขุวิญญาณ...นี่มันผี  มันเล็ดลอดล่องลอยออกไปเหมือนผี …แต่พอรู้ตัวแล้ว ปุ๊บ มันปิดประตู ปิดช่องทางออกของผี คือตาหูจมูกลิ้น...มันถูกปิดขณะนั้น เรียกว่าเป็นยันต์กันผี ...สร้างไว้บ่อยๆ

พึงระลึก รู้ตัวไว้ แล้วก็ค่อยๆ ฝึกฝน สร้างความแข็งแกร่งของสติ ของการระลึกให้ได้ในสิ่งที่ว่าไม่เคยทำได้เลย...ก็ทำได้  นี่มันต้องอบรม ขัดเกลา ... แล้วเวลาออกจากภาระหรือพันธะภายนอก มีช่วงเวลาที่อยู่คนเดียว อย่ามาบอกว่า เฮ้ย สบายแล้ว พักหน่อย

ไม่พักนะ สติพักไม่ได้ ... ตรงนั้นน่ะเป็นเวลาที่ควร ที่เหมาะแล้ว ที่ควรจะรู้อยู่กับตัวให้มากที่สุด ต่อเนื่องที่สุด  เพราะช่วงเวลานี้เขาเรียกว่านาทีทอง  ถ้าคนยังทำงานอยู่...ถือเป็นนาทีทองนะ

ไอ้อย่างเรานี่นาทีทองตลอด มันมีเวลา ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ก็เป็นพระ เป็นนักบวช แล้วอยู่คนเดียวในป่า ก็เรียกว่าโอกาสมันให้ ...เหมือนกับได้ลายแทงขุมทรัพย์แล้วก็รออยู่ว่าจะขุดตรงไหนดี แล้วก็อยู่ตรงที่ตามลายแทงแล้ว มันไม่ต้องไปหาแล้ว มันอยู่ที่เดียวได้ ...แต่ของพวกเรานี่ กว่าจะได้นาทีทอง หรือโอกาสที่ได้อยู่คนเดียว หรือปลีกออกจากภารกิจการงานได้ ... ก็ต้องเอาให้เต็มที่

ไม่ต้องมานั่งท่าสมาธิขัดสองชั้นสามชั้น หรือเดินกุมเป้าจงกรมหรอก ... เอาสตินั่นแหละจดจ่อลงไปในรูปกาย จะท่าทางไหนก็ได้ จะหกคะเมนตีลังกา ไขว่ห้าง เอาตีนวางตรงไหน เอามือวางตรงไหน ช่างหัวมัน  ขอให้เห็น...รู้สึกในความเป็นกายตรงนั้น

แล้วก็ให้เป็นพีเรียดยาวๆ ...สำคัญ...คือให้ต่อเนื่องนะ ...ไอ้รู้แบบกระปริดกระปรอย ลักปิดลักเปิดน่ะ มันเอาไว้ใช้ตอนทำงาน ... แต่เมื่อมีเวลานี่ต้องทำเป็นพีเรียดแล้ว ไม่งั้นมันจะไม่มีการพัฒนาขึ้นในองค์สติและองค์สมาธิ มันก็จะเป็นโรคลักปิดลักเปิด

คือการก้าวไปในองค์มรรค ก็ก้าวที...ถอยสองที ก้าวหนึ่งก้าวแล้วถอยสามก้าว ...แล้วมันจะเดินในองค์มรรคได้ยังไง มันจะเห็นความชัดเจนในกายขึ้นได้ยังไง จนถึงที่สุดของกายได้อย่างไร ปัญญามันไม่เดิน ...ปัญญามันจะเดินในมรรคได้คือก้าวต่อก้าวๆๆ จนมั่นคง

มั่นคงคือหนักแน่น แนบแน่นอยู่ภายในคือสมาธิ ...ไอ้ถ้ารู้สึกว่าหนักแน่นมั่นคงอยู่ภายใน ให้รู้ไว้เลยนั่นสมาธิ มีความหนักแน่นอยู่ภายใน อะไรกระทบหู อะไรกระทบตา มันรู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยรู้สึกวูบๆ วาบๆ ไปตามที่กระทบ  อย่างนั้นเรียกว่าหนักแน่น นั่นเรียกว่าสมาธิ

ใครที่มีสมาธิที่หนักแน่นตั้งมั่นได้ในอิริยาบถปกติ นั่นโคตรเก่งเลยแหละ ...ไม่ใช่ทำง่ายๆ นะ  ส่วนมากมันเก่งแบบ...หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม  พอนั่งสมาธิปุ๊บนี่โคตรดีเลยไม่ไปไหน แต่พอออกปุ๊บ เละเทะ ...ไอ้นี่เก่งไม่จริง

ถ้าเก่งจริงแล้ว ไม่ว่าที่ไหน เวลาไหน วันไหน เหตุการณ์ไหน สถานการณ์ไหน คนประเภทไหน ...จิตนี่เหมือนสต๊าฟเลย ตั้งมั่น ...ทำได้ พูดได้ คิดได้ จิตก็ตั้งมั่นด้วย ... นี่เรียกว่าใช้ได้ ในระดับที่ควรแก่งาน ตรงนี้จึงจะเกิดทัสสนะที่ชัดเจนขึ้น ก็เห็นมีแต่สิ่งผ่านไปผ่านมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถ้ามันผ่านไปผ่านมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วนั่นน่ะดี  เรียกว่าฝึกจิตมาถึงระดับที่ว่าใช้งานได้แล้วนะ ...แต่ว่าจะใช้งานได้นานมั้ยล่ะ นี่ก็อีกเรื่องนึงนะ  ...แต่ได้บางเคส ถ้าเปลี่ยนเคสนี่กูเสร็จ อย่างนี้เรียกว่าใช้งานยังไม่ดี ...ก็เอาจนมันได้น่ะ

กับบุคคลนี้ได้ คนนั้นกูไม่เอา...อย่างนี้ไม่ได้ เห็นมั้ย มันยังเลือกอยู่ นี่ ไม่ยอม จิตยังไม่ยอม ยังไม่ศิโรราบ ยังไม่ราบคาบ ...จนมันไม่เลือก ไม่แบ่ง กลางคือกลาง กลางได้หมด ตั้งมั่นได้หมด ไม่หวั่นไหวได้หมด นั่นแหละ เรียกว่าแน่จริง

ต้องฝึก มันไม่ลอยมาเองหรอก ... ฝึกอย่างที่เราบอก รู้ไปทีละนิดทีละหน่อยในการทำงาน  เวลาอยู่คนเดียว เวลามีเวลาก็ให้ต่อเนื่อง ให้ต่อเนื่องในกิจกรรมนั้นๆ เช่น นั่ง...กำลังนั่ง ก่อนนั่ง...รู้ กำลังนั่ง...รู้ นั่งเสร็จแล้ว...รู้ เนี่ย เขาเรียกว่าจบกระบวน จบกระบวนอิริยาบถใหญ่

แล้วต่อไปนี่ในอิริยาบถนั่ง ไม่มีแค่นั่ง มันมีอิริยาบถย่อยในอิริยาบถใหญ่...ยังเห็นอีก นี่เขาเรียกว่าละเอียดแล้ว สติขั้นละเอียดขึ้น  แล้วพอจบอิริยาบถใหญ่ มันจะเชื่อมอิริยาบถใหม่ ก็ยังรู้ต่อได้อีก นี่เก่งขึ้น ... ต้องฝึกนะ

เพราะเวลานั่ง แล้วผลุนผลัน ปุ๊บปั๊บๆ จะลุก มีเรื่องอะไรมา...ลืมแล้ว  กว่าจะไปตั้งสติได้นี่ไปถึงเชียงดาวโน่น ลุกจากที่นั่งไปจนถึงเชียงดาว อ้าว มันหายไปไหนวะเนี่ย เข้าใจมั้ย ...เวลาเปลี่ยนเชื่อมอิริยาบถนี่สติจะขาดง่ายที่สุด

หรือมีเรื่องอะไรมาขัดขวางทันด่วนปึ้บนี่ โทรศัพท์ปึง คนเคาะเรียกปึง หรือมีคนมาหา มีงานเข้ามา หรือมีคนมาติดต่อ ปึง หายเลย เนี่ย ตอนเชื่อมอิริยาบถ ...เนี่ย มันเป็นภวังค์ เกิดภวังค์จิต มันจะเปลี่ยนผัสสะ นี่เป็นภวังค์ ภวังค์ปุ๊บ โมหะมันปาดเลย...กูเตรียมสอดเตรียมแทรกอยู่ตลอด เพราะกูครอบครองใจทั้งดวงเป็นของกู บอกให้เลย...โมหะมาก่อน

พอมาก่อนปุ๊บนี่ กายสังขารมาเป็นพรวนเลย นี่ชื่อนั้นชื่อนี้ มันเคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ ดี-ไม่ดีไว้ ...นี่เป็นแถวมาเลย แล้วก็มี “เรา” คอยรับสถานการณ์นั้นเสร็จสรรพเรียบร้อย  คราวนี้แหละเสือติดปีก โบยบินไปในสามโลกธาตุแล้ว

เนี่ย ถึงต้องฝึกๆๆ ...ฝึกกับฝึก


(ต่อแทร็ก 9/5)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น