พระอาจารย์
9/7 (551112B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 พฤศจิกายน 2555
พระอาจารย์ – อะไรล่ะ...เป็นตัวแรกที่จะทำให้เกิดการสังเกตว่าเดี๋ยวนี้รู้อยู่กับกายใจมั้ย...ในปัจจุบัน ตัวนั้นน่ะ ท่านเรียกว่าสติ
สติแปลว่าความระลึกรู้ ระลึก...ระลึกขึ้นมาจากที่มันลืม
ระลึกขึ้นมาจากที่มันหายไป ระลึกขึ้นมาจากที่มันกำลังหลงเพลินกับอะไรอยู่
ระลึกขึ้นมาในปัจจุบัน พอระลึกขึ้นมาแล้วก็รู้...ระลึกรู้
รู้อะไร...รู้กาย ...พอระลึกขึ้นปุ๊บแล้วก็รู้ ... ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น...รู้กาย ระลึกแล้วก็รู้กาย เรียกว่าสติเกิด ...แล้วให้มารู้กาย
หมายความว่าเมื่อสติระลึก...จากที่มันหายไป เพลินไป หลงไปในอดีตอนาคต
ในเรื่องราวข้างหน้าข้างหลัง ในเหตุการณ์ ในความดีความร้าย ความถูกความผิด ความเป็นคุณความเป็นโทษ
ความพอใจความไม่พอใจ ความเสียใจ ความดีใจ ความสุขความทุกข์ ...มันจะหลงวนอยู่ในนั้น
ด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เมื่อระลึกขึ้นมาแล้วก็รู้ ...รู้แล้วก็ให้มันมาตั้ง
ให้ใจรู้ ให้จิตผู้รู้นี่มันตั้ง...ตั้งอยู่ที่กาย ตั้งอยู่กับกาย ระลึก รู้...รู้แล้วตั้ง ตั้งที่ไหน...ตั้งที่กาย ตั้งกับกาย...กายไหน กายเดี๋ยวนี้
กายปัจจุบัน...ทุกคนมี
เพราะนั้นเมื่อมีสติระลึกขึ้นแล้วตั้งจิตรู้
จิตตั้ง... ตั้งอยู่ที่กาย ตรงที่จิตตั้งอยู่ที่กายนั่นน่ะท่านเรียกว่า สมาธิ จิตตั้งมั่น...ตั้งมั่นกับกาย
กายคืออะไร ...ในความหมายที่พระพุทธเจ้าต้องการให้ตั้งมั่นที่กาย...กายคือความหมายของคำว่าศีล...ศีลแปลว่าปกติกาย ทุกคนมีกาย ทุกคนมีความปกติกาย...เหมือนกัน
เท่ากัน...ไม่เว้น ไม่มีชาติตระกูล ไม่มีสถานะ ไม่มีเพศ ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีวรรณะ ...ไม่ว่าคนชาติไหนนับถือศาสนาไหน มีกาย...ปกติกาย เหมือนกัน เท่ากัน อันเดียวกัน ... พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกปกติกายว่า...ศีล
พอระลึก...รู้ จากที่มันหาย หลง เพลิน
ระลึกรู้...รู้แล้วตั้ง จิตมันตั้ง...ตั้งแล้วตั้งกับอะไร...ตั้งกับศีล...ศีลคือกาย เห็นมั้ย ศีลมีแล้ว สมาธิเกิดแล้ว เดี๋ยวปัญญาตามมา
แต่เบื้องต้นนี่
ให้มันกลับมาตั้งกับศีล...กับกาย เสมอ บ่อยๆ ต่อเนื่อง นานๆ ...ไม่ขี้เกียจ
ไม่ให้มันหายไปนาน ไม่ให้มันหายไปกับอะไร หายไปกับอะไรก็ไม่รู้ ...อย่างนี้ไม่เอา
ถ้าฝึกระลึกแล้วก็กลับมาตั้งกับกาย...ว่ากำลังนั่ง ก็รู้ว่านั่ง กำลังเดิน ก็รู้ว่ากำลังเดิน เห็นกายกำลังเดิน
รู้ว่ากายกำลังเดิน กำลังหยิบกำลังจับอะไร มือไม้ไขว่คว้าอะไร เหลียวหน้าแลหลังอย่างไรก็รู้...ก็รู้ว่ากำลังเหลียวหน้า กลืนน้ำก็รู้ว่ากำลังกลืน ... กำลังกิน กำลังเคี้ยว กำลังกลืน ก็รู้ว่ากำลังกิน กำลังเคี้ยว กำลังบด ...เหล่านี้คือความปกติของกายที่มันมี...มีอยู่ตลอดเวลา มีมาตั้งแต่เกิดจนวันตาย
เพราะนั้นปกติกายหรือปกติศีลของกายนี่
มันมีตลอดเวลาอยู่แล้ว มันไม่ใช่ว่าต้องไปหาตรงไหน ...ไอ้ที่ต้องหา ไอ้ที่ต้องทำคือ...สติกับจิตที่ตั้งมั่น ...เพราะนั้นไอ้ที่หาที่ทำคือสติกับจิตที่ตั้งมั่นนี่ ไอ้ที่ทำอย่างนี้ท่านเรียกว่าการเจริญมรรค
อยู่ดีๆ มรรคไม่เกิดหรอก ...ไปอ้อนวอนร้องขอหรือไปทำบุญทำทาน ไปสมาทานศีลห้าศีลแปดที่วัดไหนก็ตาม ศีลสมาธิที่แท้จริงก็ไม่เกิด ...มันเกิดจากการที่ต้องเจริญขึ้น ปฏิบัติขึ้นมาเอง
ด้วยสติแล้วก็กลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายปัจจุบัน แค่เนี้ย
ศีลสมาธิเริ่มปรากฏขึ้นแล้วกับผู้ปฏิบัตินั้น
แล้วถ้ายืนยัน นั่งยัน นอนยัน
อยู่ในองค์นี้ คือเจริญศีลกับสมาธิ คือจิตตั้งมั่นอยู่กับกายเสมอๆ
ปัญญาจะเกิดขึ้นตามลำดับ
ปัญญา...ก็ต้องอธิบายคำว่าปัญญา ว่าอะไรเรียกว่าปัญญาในองค์มรรค
หรือปัญญาที่เกิดจากศีลสมาธิ ... ปัญญาหรือที่ภาษาพระท่านเรียกว่าปัญญาญาณ คือว่าเห็นตามความเป็นจริง แค่นั้นน่ะ ปัญญาในความหมายที่พระพุทธเจ้าต้องการ
คือความหมายว่า...เห็นตามความเป็นจริง
แล้วเห็นอะไรตามความเป็นจริง ...ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์
ไม่ได้ดวงดาว ไม่ได้เห็นอดีต ไม่ได้เห็นอนาคต ไม่ได้เห็นชาติที่แล้ว
ไม่ได้เห็นชาติอนาคต ไม่ได้เห็นความถูกความผิด ...เห็นอะไรตามความเป็นจริงที่เรียกว่าปัญญา คือเห็นกายใจตามความเป็นจริง ...กายใจตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่กายใจคนอื่น
และไอ้สติที่เข้ามาระลึกรู้ว่านั่ง
กำลังนั่ง และไอ้ที่นั่งอยู่นี่จริงไหม หรือไม่จริง ถ้าไอ้ตัวที่นั่ง กำลังนั่ง
แล้วมันเห็น รู้ว่ากำลังนั่งนี่ ...ไอ้สิ่งที่มันนั่งอยู่ หรืออาการที่มันนั่งอยู่นี่
ตัวมันนั่งนี่ เห็นมั้ยว่ามันกำลังนั่ง รู้มั้ยว่ามันกำลังนั่ง
นั่นแหละ
เรียกว่าเห็นกายตามความเป็นจริงในระดับนึงแล้ว
รู้กายตามความเป็นจริงในระดับนึงแล้ว...ว่ากายตามความจริงนี่กำลังปรากฏอยู่ ...ไอ้กายในอดีต ไอ้กายในอนาคตนี่ ไอ้กายที่เกิดขึ้นจากความคิด ไอ้เรื่องราวของคนนั้น
ไอ้เรื่องราวของคนนี้ ...มันเป็นกายที่ไม่มีจริง มันเป็นเหมือนภาพมายา ลอยๆ อยู่
มันก็จะเห็นเลยว่า...ไอ้ที่นั่งอยู่นี่จริงกว่าไอ้สิ่งที่อยู่ในอดีต ไอ้ที่อยู่ในอนาคต นั่นมันไม่มีจริง
มันยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปแล้วเป็นอดีตไปแล้ว ...ไม่มี
มันไม่มีอยู่จริงในตรงนี้ ...เนี่ย ปัญญามันเกิดเพราะมีศีลมีสติและมีสมาธิ
มันก็เห็นกายตามความเป็นจริงว่า ไอ้ที่นั่งนี่คือกายตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
เพราะนั้นกายจะมีอยู่จริงได้...จำเพาะแค่ในปัจจุบันเท่านั้น ...นี่ปัญญาเบื้องต้นนะ เกิดแล้ว เห็นแล้ว เห็นความเป็นจริงของกายว่า...ไอ้ที่เรียกว่า
กายๆๆๆ นี่ มันมีจริงในแค่ปัจจุบันเท่านั้น ...ไอ้กายที่อยู่กรุงเทพ มาจากกรุงเทพนี่
มันดับไปแล้ว...มันไม่มี มันเคยมี...แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้ว
และไอ้ที่นึก ...'เดี๋ยวเราจะไปกรุงเทพ กลับบ้านเราแล้ว' ...อันนี้มันก็ยังไม่เกิด...ก็แปลว่ามันไม่มี กายที่อยู่ที่บ้าน กำลังจะกลับบ้าน...ก็ไม่มี ยังไม่ปรากฏขึ้น
แล้วกายมันอยู่ตรงไหนล่ะ ...ก็อยู่ตรงที่นั่ง เนี่ย...กาย ...พระพุทธเจ้าต้องการให้เห็นกายตัวนี้
มากๆ แล้วให้เข้าใจกายตัวนี้มากๆ ... อย่าไปอยู่กับกายที่มันหลง
อย่าไปหลงอยู่กับกายที่จิตสร้าง อย่าไปเกลือกกลั้วมัวเมากับมัน จนลืมเนื้อลืมตัว
สาเหตุแห่งทุกข์
หรือเหตุที่ให้เกิดทุกข์เบื้องต้น...เพราะออกจากกายนี้ ... ตอนนี้พวกโยมยังไม่รู้หรอก เชื่อไว้ก่อน เชื่อพระพุทธเจ้าไว้ก่อนว่า...ถ้าไม่ออกจากกายนี้ กายปัจจุบันนี้ ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่ในกายปัจจุบันนี้ ทุกข์ในอดีตทุกข์ในอนาคตจะน้อยลง
จะเริ่มน้อยลง ...ตัวเราในอดีต ตัวเราในอนาคต จะน้อยลง
แต่ปัญหาของผู้ปฏิบัติคือ
มันอยู่ตรงนี้ได้ไม่นาน มันอึดอัด ...อึดอัดเพราะความอยาก อึดอัดเพราะความไม่รู้จักพอ
อึดอัดเพราะความอยากหาอะไรที่ดีกว่านี้ อึดอัดเพราะติดข้องในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
เห็นมั้ย ที่ว่าต้องอดทน มันต้องทนอึดอัด...ต่อจิตที่มันคุ้นเคยในการไปและการมาอยู่ตลอดเวลาแบบไม่มีหางเสือ แบบควบคุมไม่ได้ และไม่มีใครเข้าไปคอยควบคุมมันมาก่อน
พวกเราเกิดมานี่เป็นล้านเป็นโกฏิชาติ
ไม่เคยควบคุม...แทบจะไม่เคยฝึกควบคุมจิตมาก่อนเลย เพราะนั้นเวลาจับมาควบคุมให้มันมาหยุด แล้วมาตั้งอยู่กับกายนี้ ปัจจุบันกายนี้ ...มันไม่คุ้นเคย จิตผู้ไม่รู้นี่มันไม่คุ้นเคยกับการที่มันถูกจำกัด
เหมือนกับจำกัดสิทธิและเสรีภาพของมัน
ไอ้สิทธิและเสรีภาพของมันน่ะคืออะไรรู้ไหม ...สิทธิและเสรีภาพของจิตก็คือการแสวงหาทุกข์ แต่ตัวมันไม่เข้าใจหรอก
ไอ้ตัวจิตมันคือตัวโง่ ตัวไม่รู้...มันไม่รู้ว่าตัวมันที่ไปมา...นั่นมันเป็นตัวแสวงหาทุกข์
แสวงหาภพและชาติไม่จบไม่สิ้น
มีแต่พระพุทธเจ้าน่ะท่านรู้ ...จิตไม่รู้
ไม่รู้แล้วมันชอบเถียงด้วย มันไม่ยอม มันดื้อ ดื้อ มันจะไปหาสุขหาทุกข์ๆ ของมัน
มากิน มาเสพ เพราะมันคุ้นเคย ...นิสัยอย่างนี้ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า “อนุสัย” หรือเรียกว่า สันดาน...ที่มันหมักหมมมาเนิ่นนาน
เรียกว่าไม่ต้องไป running number เลยในการเกิดตายมาในอดีต
มันจึงคุ้นเคยอย่างยิ่งกับกิเลสหรือการหลงเพลิน แล้วก็ตามอำนาจของจิต...โดยที่เข้าใจว่านั่นน่ะคือความอิสรเสรีภาพของจิต จะไปไหนมาไหนก็ได้
พอมันถูกจำกัดสิทธิปุ๊บ มันเหมือนกับเด็กที่มันหนีเที่ยวน่ะ ...มีลูกมั้ย ถ้ามีลูกจะรู้ ตอนวัยรุ่น
ตอนที่บอกมันสั่งมันให้อยู่บ้าน บอกให้เฝ้าบ้าน
บอกว่าให้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ แล้วมันไม่ทำตามน่ะ มันดื้อ...มันดื้ออ่ะ
เพราะมันเพลิดเพลิน มันมีความเพลิดเพลินในการที่ไม่ถูกจำกัดสิทธิ
เพราะนั้นการฝึก การอบรมจิต ...เบื้องต้นน่ะ ทุกข์แน่ๆ หมายความว่าทุกข์อย่างไร ทุกข์เพราะต้องถูกจำกัดสิทธิของจิต ให้กลับมารู้จำเพาะกายปัจจุบัน ...ไอ้ที่มันไปนิพพานไม่ถึงกันน่ะ เพราะไอ้ตรงเนี้ย ...มันทนไม่ได้ ความเพียรไม่พอ
ไม่พอที่จะยับยั้งจิต
ศีลสติสมาธิปัญญามันอ่อน มันมีกำลังอ่อนกว่ากระแสของจิต...ที่มันผลักดันออก ... พอตั้งอกตั้งใจทำก็ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าวหนึ่ง ...'ไม่ไหวแล้ว
ไม่ค่อยสบายเลย ดูเหมือนทำไมปฏิบัติแล้วมันอึดอัด มันคับ
มันเป็นทุกข์กว่าตอนที่เราไม่ได้ปฏิบัติล่ะ'
แล้วๆ ต่อไปมันก็จะลงอีหรอบเดิม...หลง
เผลอ เพลิน...หลง เผลอ เพลิน นึก คิด อยาก
อดีต อนาคต ปนเปสับสนอลหม่านไปหมด ...ไม่รู้อันไหนกายจริง อันไหนกายหลอก ไม่รู้ว่าอันไหนกายตามความเป็นจริง
อันไหนเป็นกายที่จิตผู้ไม่รู้สร้างขึ้นมา ...แยกอะไรไม่ถูก มีแต่ทุกข์ทับถมพอกพูนเป็นทวีคูณอยู่ตลอดเวลา
แล้วก็มานั่งบ่น นั่งปรับทุกข์ปรับโศกกันว่า
“ทำไม่ถึงทุกข์จังๆ” ... มันไม่สมควรจะทุกข์เหรอ ...ก็มันสร้างเหตุแห่งทุกข์อยู่ตลอดเวลา
ทำไปตามเหตุที่ให้เกิดทุกข์ตลอดเวลา จนไม่ได้เงยหน้าลืมตาอ้าปากมาดูดินดูฟ้าอะไรเลย
สร้างทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วยังหวังไปสร้างทุกข์ในอดีตอนาคตต่อไปอีก ... “ชาติหน้าขอให้เกิดมาร่ำมารวย
ชาติหน้าขอให้เกิดมาสวย ชาติหน้าขอให้เกิดมาดี
ชาติหน้าขอให้เกิดมาในที่ที่มันอุดมสมบูรณ์” ...เห็นมั้ยว่าจิตมันยังไปสร้าง ไปคาด
ไปหมาย ไปหวัง ในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมีจริงรึเปล่า จะได้อย่างนั้นจริงรึเปล่า นี่น่ะสำหรับผู้ที่ไม่ได้อบรมจิตให้มันอยู่ในกรอบปัจจุบัน
แต่ถ้าอดทน ฝืด ฝืน ฝึก ...เคยเห็นลูกธนูสมัยโบราณที่เขาทำจากไม้ไผ่เอามาเหลาไหม...มันคด มันงอ ถ้าปล่อยให้ตามธรรมชาติของลูกธนูคดๆ งอๆ
ยิงไปมันจะเข้าเป้ามั้ย เข้า...เข้าเป้าตัวมันเองน่ะ มาแทงตัวมันเอง นี่ เขายังให้ต้องดัดให้มันตรงเลย มันจึงจะใช้งานได้
จิตที่มันไม่ได้ถูกดัดถูกอบรมน่ะ มันไม่ตรง มันคด มันงอ ...แทนที่จะมุ่งตรงเข้าเป้า
คือนิพพาน มันก็เข้าเป้าคนอื่นน่ะ ไปเบียดเบียนกัน มันเบียดเบียนไปเบียดเบียนมา
มันก็กลับมาเบียดเบียนตัวมันเองอีก
นั่นแหละมีลูกธนูแต่ยิงไม่ถูกที่ ...จิตน่ะมันเป็นอย่างนั้น มันไม่ได้ดัด มันไม่ได้ขัดเกลา ...มันใช้งานไม่ได้
มันเป็นจิตที่ไม่มีคุณภาพ เป็นจิตที่ไร้สมรรถภาพ เสื่อมสมรรถภาพ มันไม่มีประโยชน์
มันมีแต่หาเรื่อง สร้างเรื่อง เป็นเรื่อง มีเรื่อง ก่อเรื่อง ... เรื่องอะไร...ก็เรื่องทุกข์
อยู่กับมันเหมือนไม่รู้สึกเลย...ว่ามันเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวสร้างทุกข์ เหมือนกับคุ้นเคยกันมานาน
เป็นเสี่ยวเป็นสหายกัน ... พอเริ่มฝึกเริ่มอบรม ด้วยศรัทธา...นี่ฟังแล้วเกิดศรัทธา
จะทำแล้ว..กำลังทำอยู่แล้ว...ไม่เกินชั่วโมง ไม่เอาแล้ว ...มันเป็นอย่างเนี้ย
มันถึงล้นโลกไง...คนน่ะ สมัยนี้เท่าไหร่แล้วล่ะ หกพันล้านคนแล้วมั้ง
ยังมีต่อคิวอีกนะ อีกนับไม่ถ้วนเหมือนกัน ... เพราะอะไร เพราะมันขี้เกียจ
ขี้เกียจที่จะกลับมาทบทวนอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้
ตลอดเวลาและด้วยความต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ทำไมผู้ไปนิพพานถึงน้อยเหลือเกิน
ทำไมพระอริยเจ้านี่แทบจะนับองค์ได้น่ะ แต่มนุษย์หรือสัตว์ที่จะมารอเกิดนี่...รันนิ่งนัมเบอร์ไม่ได้น่ะ
ทั้งๆ ที่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ ทุกคนมีศักยภาพพอ ...เพราะทุกคนมีขันธ์ห้า เพราะทุกคนมีกาย
เพราะทุกคนมีความเป็นปกติกาย เพราะทุกคนมีใจรู้ใจเห็นอยู่...มีแล้ว
เครื่องมือมีแล้ว อุปกรณ์มีแล้ว ...ไม่ต้องไปซื้อ ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร ได้มาเพราะผลแห่งการสร้างบารมีมาแต่เก่าก่อนเหมือนกัน
แต่มีแล้วนี่...ปล่อยให้มันเน่าเปื่อยผุพังไป บ่ดายก่ะ ไม่รู้จักตักตวง หาประโยชน์มรรคผลจากมัน ...เกิดมาก็ตายเปล่า...หนักโลก เกิดมาทีก็หนักโลกที เกิดมาทีก็หนักโลกไปอย่างนั้นน่ะ ...แล้วก็ตายไป แล้วมาเกิดใหม่ก็อยู่ไปแบบหนักโลกไปวันๆ
แทนที่จะเอาการเกิดมา...ที่มันหนักโลกอยู่แล้วนี่ มาทำให้มันเป็นประโยชน์สูงสุดเพื่อจะได้ไม่กลับมาหนักโลกอีกต่อไป ... ก็คือผลที่สุดของมรรค ซึ่งผู้ที่มีความพากเพียรจนถึงขีดสุด นั่นแหละก็จะได้รับผลถึงขีดสุดคือ...ไม่กลับมาหนักโลกอีกโดยสิ้นเชิง
ถ้าฟังดูก็เหมือนกับยาก เหมือนกับปีนขึ้นเขาเอฟเวอร์เรสน่ะ ...แต่ถ้าได้ลองปฏิบัติแล้วนี่ มันไม่ยากเหมือนที่คิด ไอ้ที่มันยากเพราะมันคิด...ว่ายาก
ก็ไม่ต้องคิด อย่าไปเชื่อความคิด ... ท่านให้ทำก็ทำ
ให้เชื่อความรู้ว่าทำ ...รู้อยู่ๆ กับปัจจุบันกาย รู้เข้าไป ทำไป
เดี๋ยวมันก็ไม่ค่อยคิดอะไรขึ้นมา ...เมื่อไม่ค่อยคิดอะไรว่ายากหรือง่าย
มันก็ไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรง่าย ก็มีแค่รู้ว่า...นั่ง เดิน ยืน นอน แค่เนี้ย
เมื่อไม่มีความคิดว่ายากหรือง่าย
มันก็ไม่มีทุกข์เพราะยากหรือง่ายอีกแล้ว ...แล้วมันก็จะเห็นเองว่า ไอ้ทุกข์มันเพราะเหตุอะไรมันจึงเป็นทุกข์...เพราะคิดใช่ไหม พอไม่คิด
มันก็รู้สึกเองว่า 'เอ๊อะ ก็ไม่เห็นทุกข์อะไรนี่ พอไม่คิด ...เอ๊ะ
ไม่เห็นมันต้องมีเวล่ำเวลาตรงไหนเลย อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ชั่วโมงก็ไม่มี
นาทีก็ไม่มี ชาตินี้ก็ไม่มี ชาติหน้าก็ไม่มี นานก็ไม่มี สั้นก็ไม่มี
มีแต่เดี๋ยวนี้'
เห็นมั้ยว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ออกจากทุกข์ได้ในปัจจุบันเลย
เห็นผลในปัจจุบัน เพราะท่านให้ละอยู่ที่ปัจจุบัน รู้ที่ปัจจุบัน ...มันก็จะค่อยๆ
เห็นตามความเป็นจริง และเข้าใจด้วยตัวของมันเองเป็นปัจจัตตังว่า 'โอ้โห
ไอ้ที่มันทุกข์นี่ เพราะจิตมันพาไป...ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง'
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว...มันไม่มีข้างหน้า มันไม่มีข้างหลัง...แต่ประการใดเลย ... มันเป็นเหมือนมิราจ
เหมือนพยับแดด ที่จิตมันไปสังเคราะห์ขึ้นมาว่ามี คิดว่ามี ควรจะมี น่าจะมี หรือต้องมี ...เท่านั้นเองจริงๆ
ขอให้อยู่ตรงนี้...ต่อเนื่องไป
มันเข้าใจเองน่ะ ...อย่าเพิ่งไปโทษว่า 'ลองทำดูแล้วไม่เห็นมันได้ผล ไม่เห็นมันเข้าใจอย่างที่อาจารย์ท่านว่าเลย' นี่ มันทำยังไม่จริง ให้รู้ไว้เลย...ยังทำไม่จริง ... ถ้าทำจริง ปฏิบัติจริงน่ะ
แล้วก็รู้ตรงลงไปในปัจจุบันกายปัจจุบันรู้นี่ มันเถียงไม่ได้ ...มันจะมาลบล้างสัจจะนี้ไม่ได้
ไอ้ที่เราพูดนี่มันคือภาษา
แต่ไอ้ที่ความเป็นจริงที่เราพูดออกมานี่ มันเป็นสัจจะ...เป็นสัจจะที่ไม่มีอะไรเข้าไปลบล้างได้เลย ...แม้จะเป็นสมมุติ แม้จะเป็นภาษา
แม้จะเป็นบัญญัติ ก็ไม่สามารถเข้าไปลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงสัจจะนี้ได้
พระพุทธเจ้าถึงกล้ายืนยันการันตีว่าท่านรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวท่านเอง และท่านไม่กลัวด้วยที่ใครจะมาพิสูจน์ธรรมท่าน ท่านท้าด้วยซ้ำว่าลองดูสิ ...ท่านบอกวิถีแห่งมรรค วิถีแห่งการปฏิบัติไว้
แล้วบอกว่า ลองดูสิ ...ท่านท้านะนั่น
และท่านกล้าประกาศตัวเองว่าท่านสำเร็จ...ด้วยตัวท่านเอง
ธรรมนี้ท่านเห็นด้วยตัวท่านเอง และธรรมนี้มีจริง ...ท่านท้าให้ลอง
อย่าประมาทธรรม อย่าเพิ่งประมาทธรรม
อย่าเพิ่งลบหลู่ธรรม
อย่าเพิ่งเอาความเห็นแบบความคิดหรือความเชื่อแบบไรเล็นที่จะไปลบหรือยกพลิกภูเขาหิมาลัยให้คว่ำหงายได้...ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้เลย
แต่ถ้าเอาตัวลงพิสูจน์ทราบกาย วาจา ใจ ของแต่ละสัตว์บุคคล
เข้าไปพิสูจน์ทราบด้วยศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว นั่นแหละ ผู้นั้นแหละจะเข้าสู่ไตรสรณคมน์ ...หมายความว่าจะเข้าถึง พุทธะ ธรรมะ และสังฆะ ด้วยหัวใจ ...จะเกิดความเคารพนบนอบต่อธรรม ตั้งแต่พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ด้วยใจจริงๆ
โดยไม่มีข้อแม้แต่ประการใด สิ้นสงสัยในพุทธะ ธรรมะ และสังฆะ โดยสิ้นเชิง
สิ่งที่พระพุทธเจ้ามี
สิ่งที่พระพุทธเจ้าเป็น สิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดง...จริง พระสงฆ์ที่ทำตาม...มี...จริง ธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศแสดงวิถีทั้งหมด...มี...จริงหมดเลย ไม่สงสัย
ธรรมะนี่มันไม่ได้มีแค่ในตำรา ธรรมะไม่ได้อยู่ในตำรา ...ธรรมะอยู่ที่นี่
ธาตุขันธ์นี่ ธาตุสี่นี่ ขันธ์ห้านี่ อายตนะหกนี่ ผัสสะหกนี่ อยู่ที่นี่...ธรรมะอยู่ที่นี่ ...ไม่ได้อยู่ในอดีต ไม่ได้อยู่ในอนาคต ไม่ได้อยู่ในตำรา
ไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่ได้อยู่กับพระพุทธเจ้าที่ท่านตายไปแล้ว
ธรรมะอยู่ที่นี่ ที่กาย-ใจนี้ ...ถ้าไม่อ่านถ้าไม่ดูที่ตรงนี้ แล้วมันจะเห็นธรรมตรงไหน มันจะเข้าถึงธรรมได้อย่างไร ... นอกนั้นเลื่อนลอยทั้งหมด
ปลอมปนทั้งสิ้น โกหกทั้งหมด
แต่ถ้าอยู่ตรงนี้แล้ว...ไม่กลัวอะไรเลย ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย ...ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวแก่ ไม่กลัวตาย
ไม่กลัวทุกข์ ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลงของขันธ์ ของโลก ไม่กลัวกิเลสภายใน
กิเลสภายนอก ไม่กลัวผัสสะ หยาบ หนัก มาก น้อย ละเอียด ประณีต...ไม่กลัว
ไม่กลัวอะไรเลย
เป็นผู้ที่กล้าเผชิญต่อทุกสิ่ง ต่อสรรพสิ่ง...เผชิญได้ ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเป็นปกติและธรรมดา ... ผู้นี้แหละเรียกว่าน่าสรรเสริญ เป็นผู้ที่ควรแก่...อัญชุลี ตั้งแต่ สุปฏิปนฺโน
อุชุปฏิปนฺโน ญายปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน จนเป็น...อัญชลีกรณีโย
(ต่อแทร็ก 9/8)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น