พระอาจารย์
9/5 (550927C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
27 กันยายน 2555
โยม – อาจารย์ครับ ตอนนี้กายมันบางๆ ไปน่ะครับ
แล้วจิตมันก็ไม่ตั้งมั่นด้วย เราจะมีวิธีสังเกตยังไง อย่างตอนนี้ตั้งมั่น ...แต่ว่ามันก็คล้ายๆ กัน
พระอาจารย์ – คล้ายๆ กันน่ะแหละ ทำไปเรื่อยๆ มันจะตั้งที่จิต ...
จิตจะตั้งมั่นขึ้น กายกลับจะสลายลงไป
โยม – ช่วงสองสามวันนี้มันติด...จิตมันติดสภาวะบางอย่าง ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาให้อาจารย์แก้ แต่ว่าเมื่อคืนลองแก้เองก่อน ก็ตั้งฐานขึ้นมาก่อน
พระอาจารย์ – อือ ทวน
โยม – ครับ แล้วก็ลองดู แต่ว่าจิตมันก็ยังติดอยู่ ก็เลยทำทุกขเวทนาทางกายขึ้นมาก่อน พอเห็นทุกขเวทนามันแยกออกไป แต่จิตก็ยังติดอยู่ ก็เลยแสดงว่าไอ้ที่ติดมันไม่ใช่รูป
พระอาจารย์ – อือ
โยม – ก็เลยเข้าอรูป ...ไอ้ที่ติดอยู่ก็ดับหายไปหมด ตอนนี้เลยไปติดอรูปแทน ...แล้ววิธีสังเกต
พระอาจารย์ – ถ้าสังเกตไม่ได้ ไม่ต้องไปทำ อย่าดันทุรัง ... เหมือนกับอย่างที่บอก ตั้งรูปใหม่ๆ
ตั้งฐานใหม่
โยม – แต่ช่วงนี้จิตมันไม่เป็นกลาง
มันก็เลย...เหมือนมันเห็นปุ๊บแล้วมันทนไม่ได้
พระอาจารย์ – อดทน ...อย่าไปยุ่ง อย่าไปเปลี่ยน
โยม – ตอนเข้าอรูป
เราก็ย้ายไปมาระหว่าง...
พระอาจารย์ – บอกแล้ว กลับมาหยาบอีก
โยม – กลับมาหยาบอีก ...
ตอนแรกผมกะว่าจะเข้าอากิญเลย แต่ว่ามันเข้าไม่ได้
พระอาจารย์ – อย่าไปอยาก อย่าไปทำ ...อย่าพยายามทำ อย่าไปทำ
โยม – อย่างนั้นตั้งฐานกายใหม่
พระอาจารย์ – อยู่กับกายไว้ แล้วมันจะไปสะสมพลังของการทำความชัดเจนในอรูปเอง ...แต่ว่าลักษณะของเรายังละกายไม่ได้โดยเด็ดขาด เข้าใจมั้ย อย่ากระโดดข้ามขั้น
โยม – ครับ ... ผมเอาไว้ลองทำดูเฉยๆ
พระอาจารย์ – เพราะนั้นน่ะปัญญาญาณนี่ ...ปัญญานี่มันสามารถจะสืบค้นได้หมดนะ
ทั้งหน้าและหลัง หมายความว่ามันจะเห็นที่ไปของทางเดินของจิตด้วยตัวมันเอง ... แต่ว่าจริงๆ นี่มันยังไปไม่ได้ เข้าใจรึยัง
โยม – เอาไว้พักเฉยๆ
พระอาจารย์ – ก็เข้าไปสืบค้น
ทบทวนได้ แต่ว่าอยู่จริงไม่ได้ ... เพราะนั้นต้องมาอยู่ตามสภาพ
เพราะเมื่อกายมี ยังมีกาย...รู้กาย ทำความชัดเจน...จนกว่ากายมันจะดับไปต่อหน้าต่อตา
โยม – ตอนนี้ก็เหมือนว่ามันไม่มีขอบอยู่ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ใช่ ให้มันอยู่อย่างนั้น ชัดเจน
โยม – แล้วแบบเวลาเห็นหน้าอาจารย์ก็จะตั้งมั่นอย่างนี้
...แต่เวลาอยู่ที่บ้าน
พระอาจารย์ – ก็ฝึกๆๆ ...จิตมันจะไม่กล้าไปไหน
จิตมันรวม
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ ฝึกไปอย่างนี้ อยู่กับกายๆ อยู่แค่นี้แหละ...ธรรมดา ไม่ต้องไปมากกว่านี้
อย่าให้เกินนี้ อย่าให้มันล้ำ อย่าให้ล้ำสภาวะตามที่ปรากฏ
โยม – มันก็จะพลิกไปมาระหว่างสมถะกับวิปัสสนาอย่างนี้ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – อยู่อย่างนี้ อยู่ตรงนี้...พอดี ให้มันพอดีกัน แล้วทุกอย่างมันจะก้าวไปตามลำดับ ด้วยความมั่นคงและชัดเจน แล้วมันจะไปพร้อมกับความมั่นคงและชัดเจน
ไม่เกินกัน ...ปัญญาไม่ล้ำ สมาธิไม่ขาด ศีลก็มี ...มันจะพอดีกัน
โยม – ผมก็อยู่ตรงนี้มาหลายปีแล้ว
พระอาจารย์ – ดีแล้วล่ะ อย่าท้อ
อย่าเบื่อ ...สำคัญคือจิตมันชอบล้ำ
โยม – แต่มันก็เลิกค้นคว้าไปเยอะแล้ว
พระอาจารย์ – เออ มันก็คลายลง ...ให้มันกลับ...ให้มันอยู่ที่ที่ควรอยู่...คือปัจจุบัน
โยม – มันก็จะดู...ส่วนใหญ่มันจะดูขันธ์กับอายตนะ
ตรงนี้ก็เหมือนเดิมครับ
พระอาจารย์ – อือ
โยม – แม่...เขาหกล้ม ขาหัก
พระอาจารย์ – กระดูกพรุนเหรอ
โยม – ก็หักเป็นสองท่อนฮะ
เข้าเฝือกไว้ ...ตอนล้มเขาเห็นจิต
พระอาจารย์ – คนที่ฝึกสตินี่ เวลาเหตุปัจจุบันทันด่วน
ล้มแบบนิ่มนวลเลยล่ะ
โยม – เขารู้หมดน่ะครับ แต่ว่าหักไปแล้ว
พระอาจารย์ – แล้วก็เฉยๆ
โยม – ครับ เขาเห็นตั้งแต่ภวังค์ จิตก็พัฒนารวดเร็วมาก
ก็ตั้งมั่นมา...ของแม่น่ะครับ เขาก็ตั้งมั่นมา ก็เห็นสภาวะตลอด ... อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง
พระอาจารย์ – ไม่ยังไง
อยู่อย่างนั้นน่ะ จดจ่ออยู่ในขันธ์นั่นน่ะ
โยม – ตอนนี้ขาหัก ไปไหนไม่ได้
ก็เลยดูได้มากขึ้น ดูทั้งวันทั้งคืน จิตนี่สว่างตลอด
พระอาจารย์ – อือ ยิ่งดี ให้มันอยู่กับขันธ์เดียวนั่นแหละ
ให้มันแจ้งในขันธ์นั่นน่ะ จนมันเห็นขันธ์จนหาขันธ์ไม่เจอ จนเห็นขันธ์ว่าง จนหมด
ว่าง ขันธ์...ว่างหมดน่ะขันธ์ นั่นแหละความแจ้งที่สุดคือไม่มีขันธ์
หรือว่าขันธ์อนัตตา
แต่อย่าไปทำให้เป็นอนัตตา
ให้มันเห็นไปตามสภาพ ตามลำดับ แล้วมันจะไล่ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด
ประณีตที่สุดของสุดประณีต ... เหลืออะไรก็อยู่อันนั้น จนแจ้งไปตามเปลือกของขันธ์
ขันธ์ที่เป็นเปลือก
เมื่อแกะเปลือกออกหมดแล้ว
ใจกลางของขันธ์ไม่มี ...เหมือนหัวหอมๆ ขันธ์นี่เป็นสมมุติ ขันธ์เป็นบัญญัตินะ ...แท้จริงของขันธ์นั้นไม่มี ที่มันมีนี่จิตสร้างหมดเลย
เพราะจิตนี่มันสร้างหมดเลย ...ต่อเมี่อจิตมันหยุด
หรือว่าจิตสังขาร หรืออวิชชาปัจจยาไม่ได้แล้ว สภาวจิตเป็นมหาสมาธิ อยู่ด้วยมหาสติ
เท่านั้นแหละ ...หาขันธ์ไม่เจอ จะเห็นขันธ์ไม่มี ... จิตไม่มีเมื่อไหร่
ขันธ์ไม่มีเมื่อนั้น กลายเป็นว่าขันธ์นี้ว่าง โลกนี้ว่าง โลกนี้สูญหมด
เป็นสุญญตาเลย
โยม – ผมมาทีไร อาจารย์เทศน์แบบนี้ทุกทีเลย ...มันเกินไปมาก
พระอาจารย์ – ล่วงหน้าไว้เยอะๆ
โยม – ผมไม่ได้คิดว่าชีวิตนี้จะได้หรอก
พระอาจารย์ – ไม่ต้องคิดเลย อยู่อย่างนี้ ... อยู่กับกายใจปัจจุบันนี้แหละ พอจิตมันเริ่มแลบไปข้างหน้าข้างหลัง ปุ๊บ ทัน...ละ
ทัน...ละจิต จนมันเป็นอัตโนมัติในการเท่าทัน
โยม – ช่วงที่มันอัตโนมัติมากนี่
มันก็จะดูง่ายขึ้น แต่ช่วงที่เราเห็นว่ามันมีอกุศลเยอะนี่ เราก็จะต้องสำรวมลงมา
แล้วก็ทำสมถะอะไรอย่างนี้ไป
พระอาจารย์ – อือ
อุบายมากมายหลายอย่างนี่เพื่ออะไร เพื่อรวมให้เป็นหนึ่งน่ะ
นอกนั้นเป็นอุบาย...ใช้ได้หมดแหละ
โยม –
ผมก็ยังตั้งมั่นได้ไม่ยากครับ
พระอาจารย์ – อือ แต่รักษาให้ต่อเนื่องนี่ยาก
โยม – อันนี้ยังไม่ได้ครับ
มันไม่เหมือน...
พระอาจารย์ –
เพราะว่าความเป็นไปในองค์มรรค หรือว่าการเดินในองค์มรรคนี่ มันต้องอาศัยสัมปชาโน
คือความต่อเนื่องเป็นเส้นตรง มันจะอุด...ตัวที่หาย กายหาย รู้หาย ปัจจุบันหาย นี่
ตัวนี้มันจะอุด ...ต้องอุดให้เต็มหมด
พออุดเต็มนี่...ศีลเต็มแล้ว สมาธิก็เต็ม
ปัญญาก็เต็ม เต็มด้วยมหาสติ มหาสมาธิ มหาปัญญานั่นน่ะ จิตมันหมุน คล่อง สติหรือว่าปัญญามันหมุน ไม่ใช่จิตหมุนนะ
ปัญญามันหมุน มันคล่อง หมายความว่า จิตมันจะแวบตรงไหน ปุ๊บๆ...ทัน
โยม – เคยเห็นมันเห็นต่างกัน
พระอาจารย์ – เหมือนแมวไล่จับหนูได้ทุกรูน่ะ ไม่ว่าจะมายังไง ออกมาตรงไหน องคาพยพไหนของหนูนี่ไม่ต้องสืบค้นเลย ปึงนี่ หนูหนีหมด
ทิ้งหมดเลย
มันจะทิ้งหมดเลย กำลังของมหาสติตรงนั้นน่ะ มันไม่อาลัยอาวรณ์อะไรเลย
เรียกว่าหักกันที่เหตุ ละกันที่เหตุ ตรงนั้นน่ะเรียกว่าขาดตรงที่เหตุ
เมื่อใดที่สติเข้าไปถึงเหตุ มหาเหตุ เมื่อนั้นแหละ...ตาย เริ่มตาย จิตจะเริ่มตาย
ตัวของจิตน่ะจะตาย ตัวจิตปรุงแต่งจะตาย หรือว่า “ตัวเรา”นั่นแหละจะตาย
โยม – เมื่อก่อนเห็นจิตดับที่สว่างทางโล่ง
มันจะมีเวทนามาเกาะอยู่กับจิต เดี๋ยวนี้เห็นแค่จิตดับไปธรรมดา กำลังมันไม่พอ ... ช่วงนี้ก็ดีขึ้นมาบ้าง
พระอาจารย์ – อือ ทำความต่อเนื่องซะ
โยม – ถ้าหากแม่เขาถามอะไร จะบอกว่ายังไง
พระอาจารย์ – ก็บอกว่าอยู่อย่างนั้นแหละ ทำความแจ้งไว้ภายใน
อยู่กับความแจ้งอยู่ภายในนั่นล่ะ แล้วไม่ต้องจงใจหรือเจตนากับอะไร ...ละความจงใจกับละเจตนา เป็นกลางด้วยการแจ้งอยู่ภายใน ...ให้กลางและแจ้งภายใน
เพราะนั้นคำว่ากลาง คือหมายความว่าหมดความจงใจและเจตนา
และไม่ต้องไปที่อื่น ขาดเลย ...ให้ขาดจากข้างนอก ให้แจ้งข้างใน
เดี๋ยวมันจะขาดจากขันธ์
โยม – จริงๆ เขาก็ชำนาญอยู่แล้วพอสมควร
พระอาจารย์ – ก็ดี แต่ว่ากำลังเนี่ย ...กำลังมันยังไม่เต็ม
โยม – งั้นปล่อยให้เขาดูไป เดี๋ยวมันก็เต็ม
พระอาจารย์ – บ่มไปๆ
ก็บอกแล้วเหตุปัจจัยภายนอกมันเกื้อนะ
โยม – ใช่ฮะ ตอนนี้ก็ได้นั่งดูทั้งวัน
พระอาจารย์ – มันไม่มีธุระ มันออกจากธุระหรือว่ากิจกรรมภายนอกโดยปริยาย ... ทั้งหมดนี่เป็นการสงเคราะห์นะ จริงๆ มันดูไม่ดี
แต่มันสงเคราะห์จิต สงเคราะห์ปัญญา ไม่งั้นก็ยัง...คือโดยนิสัยผู้หญิงนี่มันเกาะแกะ เจ๊าะแจ๊ะ ...เป็นเรื่อง เรื่องเล็กก็เป็นเรื่อง เรื่องใหญ่ก็เป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เป็นเรื่อง
ถึงแม้จิตจะวาง รู้แล้ววางๆ ก็ตาม แต่มันยังชอบจะหาเรื่องอยู่เรื่อย ...แล้วตรงนี้มันหมดเรื่องโดยปริยาย
เพราะไม่รู้จะไปหาเรื่องกับอะไรได้โดยสันดานของจิต
โยม – ไอ้ตรงที่ผมติดน่ะครับ ก็ไม่ต้องไปสนใจอะไร
จะติดก็ปล่อยมันติดไป
พระอาจารย์ – ใช่ ให้มันวางของมันเอง จนมันทะลุ
จนมันแจ้งแล้วก็เห็นความไร้สภาพของมัน
โยม – สิ่งที่มันติด มันติดอยู่ แต่ว่าสมาธิมันก็พอที่จะแยบคายลงไปเอง
ให้มันพิจารณาของมันเอง
พระอาจารย์ – ใช่ มันจะเข้าไปทะลวงเอง หมายความว่า
ที่มันแข็งแกร่งอยู่นั่นน่ะ คือความหมายมั่นเป็นภพ จิตมันเข้าไปหมายมั่น ...มันคือไปผูกไว้ ผูกให้มันเป็นก้อน เป็นลิ่มแข็งขึ้น
โยม – ครับอาจารย์ มันไปอยู่กับอรูปนี่
ผมก็รู้ว่ามันติดอยู่น่ะครับ แต่ก็ทำอะไรกับมันไม่ได้
พระอาจารย์ – อย่าไปยุ่ง
อยู่กับกายเป็นหลัก...มากๆ ก็แอบเห็นสภาวะจิต สภาวะภพ จะเป็นรูปภพก็ตาม อรูปภพก็ตาม
ที่มันติด มันสรรสร้าง สังเคราะห์อยู่ แล้วมันยังคา
แล้วมันมีความสุขความทุกข์ในนั้น ...ช่างมัน
โยม – ในอรูปมันมีความรู้สึกทุกข์มั้ย
พระอาจารย์ – มี แต่ไม่เห็นหรอก...ในปัญญาขั้นต้น
โยม – อ้อ อันนี้ยังไม่เห็น ...ถึงว่าไม่เคยเห็นเลย
พระอาจารย์ – ไม่เห็นหรอก ...ถ้าเห็นมันก็ละเด่ะ
โยม – อ๋อ ไม่เคยเห็นเลย
พระอาจารย์ – ไม่เห็น มันก็ติดน่ะสิ
โยม – ก็แบบ เอ๊ะ ไอ้อย่างนี้มันผิดแน่ๆ เลย
พระอาจารย์ – แน่นอน ถ้าไม่เห็นทุกข์น่ะ ...ถ้าไม่เห็นทุกข์ในอะไรนี่...ติดหมด ... จนกว่ามันจะเห็นเป็นทุกข์น่ะ จิตถึงจะยอมวาง ถ้าไม่เห็นเป็นทุกขสัจเมื่อไหร่ ไม่มีทางวางเลยจิต
เพราะนั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าทุกข์ในอริยสัจ
หรือว่าทุกขสัจ...ต้องกำหนดรู้ รู้มากเท่าไหร่จิตยิ่งวางมากเท่านั้น ถ้าไม่ยอมรับหรือว่าไม่เห็นความเป็นทุกขสัจในสิ่งนั้นๆ
มันไม่วาง ...ยังเห็นเป็นสุขอยู่ กูจะวางทำไม ใช่มั้ย
เพราะนั้นทุกขสัจคือสภาวะที่ไม่ใช่ว่าบีบคั้นนะ ... คือสภาวะที่ทนได้ยาก
มีการทำลายได้ด้วยตัวของมันเอง...นั่นแหละคือสภาวะทุกขสัจ ...ไม่ใช่ภาวะบีบคั้นหรือว่าทุกขเวทนา คนละตัวกัน
เพราะนั้นในทุกขสัจอาจจะไม่มีทุกขเวทนาก็ได้ ...เป็นเหตุที่ปรากฏลอยๆ อย่างนั้น แต่ความเป็นทุกขสัจคือ...ชั่วคราว
นี่คือปัญหาของมันเอง ...คือมันเผาไหม้ในตัวของมันเอง ไม่มีใครไปเผาหรอก
มันเผาของมันเอง นั่นน่ะคือทุกขสัจ
แต่ว่าเรา...จิตที่ยังไม่มีปัญญาไปรู้ มันรู้ตรงไหนก็ยังมีๆ แล้วก็มี ...ดูเหมือนไม่หายไปไหน อย่างนี้ ... ตรงนี้เรายังไม่เห็นกลไกของจิตที่เป็นอุปาทานอยู่กับมัน
หรือว่าปัจจยาการของจิตที่มันยังไปสืบเนื่องในขันธ์นี้อยู่
มันยังไม่เห็นการแยกออกโดยชัดเจน แล้วก็ขาด ...ทั้งๆ
ที่ว่าขณะที่รู้อยู่มันก็ดูเหมือนไม่มีส่วนข้องใดนะ ...แต่มันละเอียดเกินกว่าที่ปัญญาจะหยั่งถึง
โยม – ก็เอาแค่ขันธ์ไปก่อน
พระอาจารย์ – ใช่ ภูมิปัญญามันจะไปตามลำดับ
โยม – ครับ ผมก็ไม่ได้รีบอะไร ค่อยๆ
ทำ
พระอาจารย์ – (ถามโยมอีกคน)
แล้วเป็นไงมั่ง
โยม – ของหนูหรือคะ
ฟังแล้วพอจะเข้าใจค่ะ ... มาอยู่กับหลวงพ่อรู้สึกว่ามันเหมือนตั้งมั่น แต่ถ้ากลับไปเจอชีวิตประจำวันหรือว่าตอนทำงานอย่างนี้
มันไม่ตั้งมั่นตรงนั้นปุ๊บ มันก็ทำให้เราดูอะไรไม่ต่อเนื่อง ใช่มั้ยคะ แล้วมันก็ไม่พอเพียงอย่างเดิม
มันก็จะมีบางอย่างรู้ได้
ตอนนี้หนูเข้าใจน่ะนะคะ
ถ้าเราไม่เลือกปุ๊บ ก็คือเราไม่ไปกับมัน แล้วพยายามทำตรงนั้นให้มันได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มันก็เท่ากับว่าเราหยุดอยู่กับที่ก็พอแล้ว
แต่ถ้าออกไปคิด ก็คือไปแล้ว ไปไกลเกินความเป็นจริง
พระอาจารย์ – ที่มันมีทุกข์อยู่
โยม – ค่ะ
พระอาจารย์ – ตอนนี้เป็นคนอยู่ใช่มั้ย
โดยสภาพ
โยม – ค่ะ
พระอาจารย์ – โดยสภาพขันธ์
โดยสมมุติขันธ์ นี่คือลักษณะของคน แล้วก็อยู่ในสภาวะเป็นคน
นี่คือภพปัจจุบันที่แท้จริง ... กรรมวิบากสงเคราะห์ลงเป็นคน
เป็นภพปัจจุบัน ...ให้หยุดอยู่ในภพปัจจุบัน ให้รู้อยู่ตั้งอยู่ในภพปัจจุบัน คือความเป็นคน
เพราะนั้นตัวที่จะดำรงความเป็นคนน่ะคือศีล
คือปกติกาย คือมันจะมีความรู้สึกในกาย
ในขณะที่มันปรากฏในปัจจุบัน
แต่ความว่าการปรากฏของความรู้สึกของกายนั่นคือความเป็นคน...คือศีล เพราะนั้นให้ดำรงอยู่ในศีลนี่ คือความเป็นคนนี่ ให้ได้มากที่สุด เพราะนี่คือความจริง
เพราะเราเป็นคน
เมื่อใดที่ไม่อยู่กับความเป็นจริงของภพปัจจุบัน
ขณะนั้นไม่ได้เป็นคน ออกจากความเป็นคน เรียกว่าเป็นภพที่ไม่มีจริง
เป็นอนาคตภพ เป็นอดีตภพ เป็นภพที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นภพที่ยังมาไม่ถึง ...ดีบ้าง
ร้ายบ้าง ละเอียดบ้าง ประณีตบ้าง อะไรบ้าง แต่ว่าไม่จริง …ภพปัจจุบันเป็นคน
ตั้งแต่เช้าจรดเย็นน่ะ
ลองคิดดูกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นคนน่ะกี่เปอร์เซ็นต์ ...เป็นภพของคน เป็นปัจจุบันคน
มีความรู้สึกที่ตรงกับความเป็นคนนี่ กี่เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าเป็นคนได้เท่านั้น
เป็นคนจริงได้แค่นั้น แปลว่ายังเป็นคนไม่จริงอีกตั้งกี่เปอร์เซ็นต์
เพราะนั้นคนที่เป็นคนร้อยเปอร์เซ็นต์นี่
ก็คือพระอนาคามี พระอนาคามีจึงมีภพเดียว ...ไม่ใช่ว่าตายแล้วมีภพเดียว เดี๋ยวนี้ก็มีภพเดียว คือเป็นคน ท่านเป็นคนตลอด 24
ชั่วโมง ไม่ออกจากภพเดียวเลย คืออยู่ปัจจุบันล้วนๆ เลย เพราะนั้นตัวที่จะเป็นอดีตอนาคต หรือภพอดีตภพอนาคตมันจะมีมั้ย...ไม่มี
เพราะมีแต่ภพเดียว
เพราะนั้นตัวที่เป็นภพเดียวและจะเป็นอดีตอนาคตได้คือตัวจิตใช่มั้ยไปสร้าง
ก็แปลว่าไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต...ก็หมายความว่าไม่มีจิต...มันทันหมด มันทันหมดก็เหลือแต่ความเป็นคนไง
ยืนเดินนั่งนอนๆ อยู่อย่างนี้
นี่คือวิสุทธิศีล ไม่ขาดตกบกพร่อง
ไม่ด่างพร้อย ... กายเป็นวิสุทธิ
ด้วยศีลวิสุทธิ จิตที่อยู่ในกายนี้จึงเป็นจิตวิสุทธิ
เป็นผู้มีกายเดียวใจเดียว
เป็นผู้มีภพเดียว...ยังเหลือแค่ภพเดียว และหน้าที่ของท่านคือ ออกจากการเป็นคน
นี่เรียกว่าลบปัจจุบัน...คือลบภพปัจจุบัน คือชาติสุดท้าย
คือลบชาติสุดท้ายคือลบภพปัจจุบันนี่
ถึงบอกว่า กายเดียว...จบ ถ้าจบที่กาย
ทุกอย่างจบหมด ... เพราะกายนี่คือภพเดียวที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ... บอกแล้ว อยู่กับกายจนหากายไม่เจอน่ะ ถึงเจอก็เจอในแง่มุมที่ไม่ใช่กายเรา ถึงเห็นก็ไม่ใช่ในแง่ที่ว่าสวยงาม ชาย-หญิง
ดูไปเรื่อยๆ มันจะเห็นกายนี่เปลี่ยน ทั้งๆ
ที่ว่าจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนหรอก
จิตน่ะมันเปลี่ยนไปตามความเห็นของปัญญา เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแง่มุมต่างๆ
นานา ...ต่างตามสภาพของมัน ของภูมิปัญญา แต่อย่าออกนอกกายนี้ จนถึงที่สุด
เวลามันหลง มันเพลิน มันหายไปไหนกับอะไรก็ตามนี่...ให้กลับมา บอกตัวเอง แล้วให้ถามตัวเองว่า
กายจริงอยู่ไหน แล้วก็บอกว่าให้อยู่กับกายจริง
อย่าไปอยู่กับกายไม่จริงนะ แล้วถามหากายจริงให้เจอก่อน
ให้จิตมันเจอกายจริงก่อน
แล้วก็คราวนี้พอเจอกายจริงแล้วนี่
ต้องยึดแล้ว ต้องยึด ต้องมั่น ต้องเกาะ ต้องจับหลักกายนี้คือกายศีล
กายนี้คือกายจริงแล้ว ... แต่ระหว่างที่มันหา
หายไปนี่ พอกลับมาแล้วนี่ไม่รู้จะไปตั้งกับอะไรใช่มั้ย
ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นที่ยึดที่เหนี่ยว
ก็ต้องหาว่ากายจริงอยู่ไหนตอนนี้ ...ก็มาดู ไล่ดูตามความรู้สึกที่มันนั่ง มันมีความรู้สึกปรากฏที่ตรงไหน ตรงนั่ง
เป็นก้อน เป็นหนัก ตรงนี้กายจริง ...ก็ยึด ต้องยึดเป็นเกราะกำบัง เป็นที่ตั้ง
เป็นขอบเขต เป็นอาณาเขตของจิตแล้ว เป็นกรอบของจิตแล้ว แล้วให้อยู่ในกรอบของกายปัจจุบัน
อย่างนี้
แล้วมันจะหลง พอเดี๋ยว...เดี๋ยวกรอบไม่แน่น
คือสมาธิไม่ตั้งมั่นพอ เดี๋ยวอะไรวอบแวบๆ มันก็คลายออก เคลื่อนๆๆๆ จนลืมหายไป ...กายจริง
กายเนื้อ กายมหาภูตรูปจะหายไปเลย
ทั้งๆ ที่ว่าจริงๆ ไม่ได้หายไปไหน แต่ในความรู้สึกของจิตน่ะมันหายไป คือโมหะมันบัง
ปิด กายสังขาร กายเราข้างหน้าข้างหลัง
กายคนอื่น มันปิด มันบัง มันห่อหุ้มกายจริง คือกายมหาภูตรูป
แต่ด้วยความที่สันดานเราเคยฝึกมา ...เพราะนั้นมันห่างจากสติได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็เกิดการระลึกขึ้นว่า 'เอ๊ะ หายไปไหนวะ' ... พอหายไปไหนปุ๊บ อย่ารู้แค่หายไปไหนวะ แล้วแค่รู้แค่นั้นแล้วก็พอ ...ต้องโอปนยิโก
น้อมกลับลงที่กายเนื้อ กายมหาภูตรูป กายศีล
คือศีลนั่นแหละ คือกลับมารักษาศีลนั่นแหละ แต่ว่าถ้าพูดถึงศีลเดี๋ยวงงอีก ...แต่จริงๆ คือความรู้สึกในกายที่ปรากฏตรงนั้นแหละคือกายศีล ...แล้วก็ต้องจับยึดมั่นกับมัน ...ต้องยึดแล้ว
ต้องรักษา ต้องไม่ทิ้ง ไม่ละเมิด ไม่ล่วงเกิน ไม่ก้าวข้าม ไม่เห็นว่าไม่มีคุณค่า ...ต้องรักษาแล้ว
ต้องรักษาศีลแล้ว คือรักษากายไม่ให้หาย
แต่รักษาได้ไม่นาน เดี๋ยวมันหายอีก อย่าท้อ ...นี่คือปัญหา คือมันขี้เกียจ แล้วก็ท้อ เพราะมันจะหายมากกว่ารู้
และมันจะอยู่ได้ไม่นานเท่ากับที่มันหายไป ... อันนี้เป็นธรรมดา
เริ่มต้นจะเป็นอย่างนี้ทุกคนแหละ ขนาดเริ่มไปแล้วนี่ กลางๆ ยังเป็นเลย
เนี่ย...อย่างพระโสดาบัน...เดินมาคู่กันกับปุถุชน
แล้วเดินหันหลังกลับปุ๊บนี่ เราเอาหินขว้างสองก้อนโดนหัวสองคน ปึง ...ทั้งคู่...มันหันมาด่าเราพร้อมกันเลย เข้าใจมั้ย
แต่ว่าไอ้คนนึงด่านี่คือ...ปุถุชนด่าเสร็จแล้วมันคิดต่อ 'เดี๋ยวกูจะทำไงดี' ...แต่โสดาบันด่าเสร็จปุ๊บ หยุด...อยู่ ดู ...นี่ ผลลัพธ์มันต่างกันตรงจิตตรงนี้
การฝึกฝนมาไม่เหมือนกัน ...คือสันดานเปลี่ยนไปแล้ว ไอ้ปุถุชนด่า ด่าเสร็จแล้วมันคิดต่อล่วงหน้าเลยนะ
เดี๋ยวยังงั้นยังงี้ ...กายจริงก็ไม่มี
แต่โดยสันดานของโสดาบันปุ๊บนี่ ...คือสติมันยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจมั้ย กิเลสก็ยังละไม่ได้ซักตัว
ความเป็นเราก็ยังไม่ขาดโดยสิ้นเชิง ...แต่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอรู้อยู่ ... นี่ สันดานใหม่ตัวนี้จะเกิด เห็นมั้ย พอด่าเสร็จปั๊บ
หยุดดู...เห็นทุกข์เกิด กำลังจะละทุกข์ แล้วละทุกข์อย่างไร ...ซึ่งไม่ได้ละด้วยการคิดต่อ แต่ยอมรับแล้ว ค่อยๆ ยอมรับ
เนี่ย
มันดูกันไม่ออกหรอก ภายนอกนะ...ปุถุชนกับโสดาบัน ต่างคนต่างธรรมนี่ดูไม่ออก ...มันดูออกตอนไหน
ตอนหันมาด่าพร้อมกัน แล้วพอถึงตรงจุดนี้...หลังจากด่าไปแล้วนี่...ข้างใน ไม่เหมือนกัน มันต่างกันแล้ว...จิต หรือสันดานของจิตมันเปลี่ยนไป
อนุสัยมันถูกลบล้างหรือว่าเจือจางลง
พระโสดาบัน เป็นผู้ที่เข้าถึงศีล
คือกายนี้...มหาภูตรูป ท่านรู้ว่านี่ของจริง
ไม่ใช่สักกาย และท่านอยู่กับตรงนี้มากกว่าอยู่กับสักกาย ... เพราะนั้นถ้าให้เรียกเปอร์เซ็นต์น่ะ หนึ่งวันนี่
ได้สักสามสิบถึงสี่สิบเปอร์เซนต์เป็นเกณฑ์...ที่จะอยู่ตรงนี้โดยสันดาน
พวกเรานี่...หนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็เก่งแล้วมั้ง ใช่มั้ย ที่จะอยู่กับกายเนื้อ กายมหาภูตรูป
หรือความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งที่มันมีโดยธรรมชาติน่ะ ... เพราะนั้นยี่สิบถึงสามสิบถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ถือว่าเก่งมากแล้ว
และเมื่อใดที่จิตมันอยู่กับกายเนื้อ
กายจริง กายมหาภูตรูปได้ระดับนี้ มันจะเห็นชัดเจนในความเป็นสักกาย กายสังขาร
หรือกายที่ไม่จริง แยกได้ชัดเจน...แต่ยังละไม่ได้นะ มันก็ยังมีอยู่นะนั่น แล้วก็ยังใช้มันด้วย ...แต่เข้าใจอยู่ ...ถึงบอกว่าเอาหินขว้างโดนนี่ ด่าพร้อมกันเลย
คือถ้ามันไม่มีเรา มันจะหันมาด่ามั้ย ถ้ามันละสักกายได้มันจะมาด่า
มันจะมีความโกรธมั้ย มันจะหงุดหงิดโดยสันดานมั้ยล่ะ...มี ยังละอะไรไม่ได้
แต่แยกออก เห็น ชัดเจน และแก้ถูกที่นะ...แก้ที่ว่าละสักกายซะ แล้วก็อยู่ตรงนี้ซะ
แล้วก็สังเกตเห็นว่าสักกายน้อยลงไปเรื่อยๆ หรือว่ากายสังขารน้อยลงไปเรื่อยๆ
กายอดีตกายอนาคตน้อยลงไปเรื่อยๆ
สี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็จะมากขึ้นเป็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์
เพราะอยู่ตรงนี้แล้วรู้สึกเลยว่าทุกข์น้อยลง
กายยิ่งสั้นลงเท่าไหร่
กายสังขารน้อยลงเท่าไหร่ สักกายน้อยลงเท่าไหร่ กายเราของเราข้างหน้าข้างหลังน้อยลง
รู้สึกน้อยลง ก็...เอ๊ อยู่ตรงนี้ดีกว่า
ก็เติมศีลให้เต็ม ...ที่ว่าเข้าถึงศีลนี่เข้าอยู่แล้ว แต่ว่าศีลยังบกพร่องอยู่ ยังด่างพร้อยอยู่
ยังไม่บริบูรณ์ ศีลยังไม่เป็นวิสุทธิ
กายก็ยังไม่เป็นวิสุทธิ ... เพราะนั้นกายยังไม่เป็นวิสุทธิเมื่อไหร่
ถ้ากายยังไม่เข้าถึงกายวิสุทธิด้วยอำนาจของศีลวิสุทธิ จะไม่เห็นกายอนัตตา
แล้วก็ระหว่างทางที่เดินไปสู่ความเป็นกายวิสุทธิด้วยศีลวิสุทธินี่ ท่านก็จะเห็นกายนี้เปลี่ยนแปลงไปมา ไม่เคยเห็นเหมือนเดิมเลย ...ไปเรื่อยๆ ตามลำดับ พร้อมกันนั้นก็ความเป็นคน คือความอยู่กับกายเนื้อ กายปัจจุบัน กายปกติ
กายมหาภูตรูปนี่ ...เปอร์เซ็นต์ก็มากขึ้น ห้าสิบ หกสิบ เจ็ดสิบ ... ห้าสิบหกสิบเปอร์เซ็นต์นี่ก็สกิทาคาโดยสมมุติแล้ว
คือตลอดวันนี่โดยสันดาน...เป็นอัตโนมัติ มหาสติเกิดปุ๊บนี่
เข้าสู่...ใกล้จะเป็นอนาคามี ความเป็นผู้มีภพเดียว
ไม่ร่อนเร่พเนจรไปมากับอาการของจิต ... จิตจะไปสร้างตรงไหน สร้างไม่ทันได้เลย
บ้านพังแล้ว ยังไม่ทันเป็นบ้านก็พังแล้ว ยังไม่ทันเป็นรูปไม่ทันเป็นนามก็ดับ
มันก็จะเริ่มเห็น
ก่อนมันจะเข้าใกล้มหาสตินี่
เห็นตั้งแต่สร้าง พอเห็นปั๊บดับ เห็นปุ๊บมันเป็นรูป-นาม...ดับ รูป-นาม...ดับ จนไม่มีรูปไม่มีนาม สักกายไม่เกิด ดับ
รูป-นามดับพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่ารูปราคะดับพร้อมกับกาย ตรงนี้ภพเดียวโดยสมบูรณ์
สมบูรณ์แค่อรูปภพ กายไม่มีแล้ว
เหลือภพสุดท้ายแล้ว จึงจะเป็นอนาคาเต็มขั้น ระหว่างนั้นก็ยังเหลือภพมนุษย์
ถ้าหมดจากภพมันก็ว่ามนุษย์สุดท้ายแล้ว มันยังมีสุดท้ายอีก นั่น อนาคาเต็มขั้น
ตอนนั้นน่ะเฉียดอรหัตมรรคแล้ว
อันนี้ที่พูดนี่คือภาษาบัญญัตินะ
ในความเป็นจริงมันไม่มีเครื่องหมายใดๆ เลย
เพราะสมมุติบัญญัติมันดับไปตั้งแต่เหลือแต่จิตรู้จิตเดียว มันไม่มีหรอกว่า 'เอ๊ะ กูเป็นอะไรวะ' แค่เอ๊อะ..ยังไม่ทันกูนะ เอ๊อะ...ก็ดับแล้ว สมมุติเกิดไม่ได้แล้ว ภาษาเกิดไม่ได้แล้ว
วจีสังขารมา 'แอ๊ะ อึ๊ อ๊ะ' ...ไม่ได้ จิตมันไม่ได้มาเทียบเคียงกับตำราตรงไหนน่ะ
โยม – ก็ต้องมาถามอาจารย์
ผมไม่รู้จะพูดอะไร เต็มไปหมดเลย เห็นพุ้บๆ
พระอาจารย์ – ไม่ต้องหาความหมาย
มันไม่มีความหมายแล้ว โลกเริ่มหมดคุณค่า เริ่มหมดความหมายในขันธ์ เริ่มหมดคุณค่า
ขันธ์เริ่มหมดความหมายในตัวของมันเอง เพราะตัวมันเองก็หมดคุณค่า มองยังไงก็ไม่มีคุณค่า
และตัวมันเองก็ไม่มีความหมายเป็นอัตตา มันเห็นความจริงแล้ว
แต่จิตไม่ยอมรับความจริงอันนี้
และไม่เห็นความจริงอันนี้ และไม่เชื่อว่าความจริงอันนี้มีด้วย นี่คือปัญหาของอวิชชา ที่ปิดบังความจริงเหล่านี้
เพราะนั้นแค่อ่านแค่จำ จิตมันไม่ยอม
คิดเอา...ไม่ยอม ไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ ... มันจะยอมรับต่อเมื่อศีลสมาธิปัญญาเต็มพร้อมบริบูรณ์เท่านั้น
จนเกิดเป็นปัญญาวิสุทธิ วิสุทธิปัญญา ความเป็นสมุจเฉทก็เริ่มบังเกิดมากขึ้น รับรู้ได้ถึงความเป็นสมุจเฉทมากขึ้น...ขาด แบบไม่หวนคืน ขาดๆๆ
ยิ่งขาด กายใจยิ่งเบา ...ที่มันเบาเพราะว่ากายสังขารมันขาด
กายหน้ากายหลังไม่มี กายคนอื่นไม่มี ภาระก็ไม่มี เวทนาสุขทุกข์ในกายสังขารก็ไม่มี
เวทนาสุขทุกข์ของกายคนอื่นก็ไม่มี มันจะไม่เบายังไง ...กายเดียวใจเดียว มันก็เบา
มันก็ลอยไปในอากาศ ไปไหนไม่ไปไหน มีอะไร อะไรเกิด อะไรไม่เกิด ไม่สน
ไม่รู้สึกว่ามีอะไร... มันเริ่มขาดจากโลกแล้ว
อยู่แค่กายเดียวใจเดียว แล้วก็บ่มอินทรีย์อยู่ตรงนั้น
บ่มสติสมาธิปัญญาอยู่ในตรงนั้น จนมันตุ๋นจนสุกน่ะ เปื่อยเลย มันก็ค่อยๆ ปลีกตัว สลายตัว ตามสภาพที่แท้จริง
... เหนือความจริงก็มีความจริง เหนือความเป็นจริงก็มีความเป็นจริงขึ้นมาอีก
เหนือความจริงยังมีความจริงจนถึงที่สุดของความเป็นจริง
พอถึงตรงจุดนั้นน่ะ เอ้า
มันไม่มีอะไรเกินนี้แล้ว ได้แค่นี้จริงๆ ...จริงสุดแล้ว ที่สุดมีเท่านี้จริงๆ จิตยอม...ไปไหนต่อไม่ได้แล้ว
มันเป็นที่สุดของความจริง
เหนือความจริงทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเห็นเคยเชื่อ ไม่มีกว่านี้แล้ว ... จิตมันจะ ซอ ตอ พอ ด้วยตัวของมันเอง ว่าหมดแล้ว
สิ้นแล้ว ไม่มีสิ่งที่ต้องรู้อีกต่อไป
กอบอะไรไม่ได้เลย ...เป็นปัจจัตตัง
จำเพาะจิตดวงนั้นๆ เท่านั้นเอง เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว มันจะพิพากษาตัวมันเองได้เลย
ด้วยความไม่เก้อเขินหรือเขินอาย ...นี่คือปัญญาญาณขั้นสูงสุด
เป็นอาสวักขยญาณ
ว่าไม่มีอะไรจริงเกินนี้แล้ว ...จิตหยุดทำงานโดยปริยาย ไม่สามารถทำงานต่อได้ ไม่รู้มันจะค้นหาภพไหนได้อีก
หาภพไม่เจอแล้ว ไม่มีอะไรในภพ ไม่มีภพอะไรที่ไปตั้งได้ ...จิตมันก็เลยรู้สึกว่า
หย่อนลงไปหายๆๆๆ ไม่สามารถไปตั้งได้ หายหมด เป็นอนัตตาหมด เป็นอนันตมหาสุญญตา
ไม่จบก็ต้องจบแล้ว ...มันจะไปมีที่ไหนล่ะจิต
มันก็หมดสภาวะ อำนาจของความปรุงแต่งก็หมด ความเป็นสังขารก็เป็นวิสังขาร
คือใจมันกลับมาคืนสู่สภาพใจที่เป็นวิสังขาร ... แต่วิสังขารสุดท้ายก็คือไม่มีการรวมตัวเป็นรู้
เพราะนั้นการรวมตัวเป็นรู้นี่ก็ยังไม่สิ้นสุดของวิสังขาร
เพราะมันยังรวมกันด้วยอำนาจของ... ต้องรู้ นี่คือตัวตนตัวสุดท้าย...ท้ายสุด ละเอียดสุดละเอียด...ละได้ในคราวเดียว แล้ว...ละแล้วละเลย
มันเป็นอย่างนั้น
เพราะนั้นอย่าทิ้งกาย อย่าลืมกาย
อย่าให้กายหาย ... ดูเหมือนไม่ได้อะไร
ไม่มีอะไร นี่แหละสำคัญที่สุดเลย และง่ายที่สุดด้วย ... ไม่ต้องไปสร้าง ไม่ต้องไปหาใหม่
... หยั่งลงมา น้อมลงมาที่กายเนื้อนี่แหละ กายดินน้ำไฟลมนี่แหละ
เพราะนั้นมหาภูตรูป ๔ คือดินน้ำไฟลม ...ลักษณะของดินน้ำไฟลม มันมีลักษณะยังไง นั่นแหละคือกาย ...แข็งเจอแข็งก็รู้สึกแข็ง เวทนาเกิด
โดนลมพัดมันก็มีความเย็น อุณหภูมิแปรปรวนเปลี่ยนแปลงก็รู้สึกร้อนหนาวขึ้น
นี่คือสภาวะของมหาภูตรูป ๔ คือธาตุ มันจะเป็นลักษณะนี้
เพราะนั้นถ้ามีลักษณะนี้หมายความว่ายังไง
มันมีอยู่แล้ว ... และมันมีตลอดเวลาด้วย ขนาดหลับยังมีเลย ไม่หายไปไหน
แต่จะรู้ไม่รู้อีกเรื่องนึง ใช่มั้ย
จนตายน่ะ ...นี่คือความเป็นจริงของกาย
เพราะนั้นไม่ต้องไปค้นไปหากายเลย มันเป็นที่หยั่งที่รู้ได้ตลอด ... แต่ว่าปัญญาที่จะเข้าไปหยั่งและรู้
หรือญาณที่เข้าไปหยั่งและรู้นี่ มันมีลำดับของญาณที่จะเข้าไปหยั่ง
มันรู้เห็นไม่เหมือนกัน ...ถ้าจะเดินในมรรคไปเรื่อยๆ นะ
ความรู้เห็นในกายนี่จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม เห็นความเป็นจริงของกายไม่เหมือนกัน
ก็เรียกว่า เห็นกายในกายๆๆ...เห็นกายในกายเข้าไปเรื่อยๆ เลย สอดส่องลงไป ก็เรียกว่าเห็นกายในกายในภายใน ...จนถึงที่สุดแล้วมันหมดเปลือก หมดเสี้ยนหมดหนาม หมดหน้าตาของกาย ตัวตนของกาย ...มันไม่มี นั่นแหละที่สุดเห็นกายในกาย...คือว่าไม่มีกาย
กายที่มีอยู่ ที่ยังปรากฏอยู่
เป็นกายสัญลักษณ์ เป็นเหมือนสัญลักษณ์เท่านั้น แท้จริงไม่มี ...จิตมันเชื่ออย่างนั้น
มันเห็นไม่มีในมี แต่ดูเหมือนมี
เพราะมันมีสองตา ตาเนื้อกับตาใน
ไอ้ตาเนื้อน่ะเห็นมี ยังมีอยู่ เห็นเป็นทรวดเป็นทรง เป็นสีสันอยู่ แต่ตาในมันไม่เห็น ...เพราะมันทะลุแล้ว ข้างนอกก็ไม่เห็น ตัวมันเองก็ไม่เห็น แต่ตานอกนี่ยังเห็นอยู่นะ เห็นมั้ย มีกับไม่มีมันอยู่คู่กันได้ยังไง ...นึกไม่ออกใช่มั้ย ...ไปทำเอาเอง นี่
มันจะเป็นอย่างนั้น
โยม – ก็คราวที่แล้วที่มาน่ะค่ะ
พระอาจารย์บอกว่า หลงเหมือนควายที่มันแช่อยู่ในปลัก ตอนนั้นก็คิดว่ามันจะรู้สึกยังไง แต่ว่ามีวันนึงนั่งรถผ่าน เห็นควายมันแช่น้ำอยู่ในปลัก ก็เลยรู้สึกขึ้นมาว่า เออ
มันรู้สึกอย่างนี้แหละ มันถึงได้ยอมทำอย่างนี้แหละ
หลังจากนั้นมาก็รู้สึกเกิดกำลังฮึดขึ้นมาแล้วว่าเราต้องขยันมากขึ้น
ต้องพยายามรู้สึกตัว รู้สึกกาย ให้ท่องไว้ ยืนเดินนั่งนอนรู้สึก แล้วก็ทำๆ ไป
ก็จนผ่านตรงที่เป็นปลักควาย มันยืนอยู่ข้างปลัก มันไม่ลงไปแช่ ก็รู้สึกดีใจ ว่าเออ
เราก็ทำได้...
แล้วก็ระหว่างวัน ก็รู้ค่ะว่าหนูยังไม่ค่อยขยัน ขี้เกียจอยู่ มันก็จะหายไปฟุ้งซ่านเยอะ แต่ก็พอมันมารู้สึกตัวก็ เออ เรายืนอยู่ เรานั่งอยู่ตรงนี้
ก็จะหายฟุ้ง แล้วจะพยายามตั้งใจ จะทำ กลับมารู้ตัว
พระอาจารย์ – อย่าเสียดาย
อย่าเสียดายความฟุ้งซ่าน อย่าเสียดายอารมณ์ อย่าเสียดายอดีต อย่าเสียดายอนาคต
อย่าเสียดาย ...ต้องหักอกหักใจ
แล้วก็พอรู้ตัว กายเนื้ออยู่ตรงไหน
ความรู้สึกในกายปัจจุบันอยู่ไหน ต้องอยู่กับมันให้ได้ ไม่ได้ก็ต้องได้ ...เพราะนี่จริง นอกนั้นไม่จริง แล้วก็ถ้าจะให้จริงตรงนี้ บอกเลยว่า
ถ้าออกนอกความรู้สึกในกายปัจจุบันรู้นี้...เขาควายงอก
และเขามันจะงอกยาวไปถึงลิมิทที่มันพร้อมที่จะไปเจออะไรกูก็จะแช่
เข้าใจมั้ย ถ้าเริ่มออกจากตรงนี้ เขาเริ่มงอกแล้ว ...แต่ถ้ารีบกลับ...เขาหด เข้าใจมั้ย เพราะนี่จริงนะ ตัวนี้จริง
ไม่มีอะไรจริงกว่านี้แล้ว ถือว่าเป็นความจริงสูงสุดในปัจจุบันแล้ว
เพราะนั้นถ้าออกนอกไปก็ถูกหลอกแล้ว
เป็นควายแล้ว ก็เริ่มโง่แล้ว ...จิตโง่เริ่มสำแดงอาการ
เริ่มเปลี่ยนสัญชาติจากคนเป็นควาย ก็บอกแล้วถ้าอยู่นี่...เป็นคนนะ
ไม่ใช่ควาย ...หรือไม่ใช่เป็นคนล่ะตอนนี้
โดยสภาพจริง ภพปัจจุบัน
ถือว่าเหตุปัจจัยแห่งกรรมและวิบากมันสงเคราะห์ลงมาให้เป็นทรวดทรงของคน
นี่คือภพของความเป็นจริงนะ ออกนอกนี้...ควาย
ไม่ควายก็หมา แต่ส่วนมากเป็นควาย คือไม่รู้ ไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัวก็หมายความว่าออกจากความเป็นคน
ตัวคือคน ตัวคือมหาภูตรูป ๔
แล้วหล่อหลอมสังเคราะห์รวมเป็นลักษณะของสมมุติในโลกนี้ที่เรียกว่า...คน
นี่คือภพตามความเป็นจริง เพราะนั้นถ้าเราอยู่กับความเป็นจริงตรงนี้
นั่นแหละเรียกว่าเดินในมรรค วิถีชีวิตก็เป็นวิถีมรรค ถ้าดำรงอยู่ในกาย ดำรงอยู่ในวิถีนี่
การดำเนินชีวิตก็เป็นวิถีของมรรค แล้วก็วิถีของคน ...ไม่เป็นควาย
อย่าเป็นควาย มาเป็นคน
ออกจากปลักได้แล้ว ก็แปลงร่างเป็นคน...แปลงร่างบ่อยๆ จนมันออกจากธรรมชาติเดิมของควาย
จิตสังขาร จิตไม่รู้ ...ไม่รู้มันก็จะหาอะไรของมันไปเรื่อย แล้วก็สร้างภาพคน
สร้างรูปคน สร้างรูปเหมือนตัวเราอยู่อย่างนี้ ข้างหน้าข้างหลัง
แล้วก็ว่าอันนั้นน่ะจริงๆ
จะไปให้ได้ จะเอาให้ได้...นั่นน่ะควายเลย ไปไล่ล่า ตามล่าหาความไม่จริง แล้วจะให้จริงให้ได้ ...ไม่ได้ก็โกรธ
ถ้าได้แล้วพอเหมือนจริงบ้างก็ดีใจนิดนึง ถ้าเหมือนจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็สุขโคตรสุขเลย
สำเร็จ นั่นน่ะ
แต่ว่าเขานี่งอก ขวิดคนนั้นคนนี้ ...แต่ละคนนี่มีเขา เมื่อมีเขาก็เป็นควาย เดินไปเดินมาก็ขวิดกันไปขวิดกันมา
มันถึงเกิดความเบียดเบียนกันตลอดเวลา แต่ถ้ามันอยู่จำเพาะกายจำเพาะใจนี่
มีกายเดียวใจเดียวนี้ มันไม่ไปเกะกะระรานใคร
นี่คือผู้ที่...ออกจากความเบียดเบียนโดยปริยาย
เป็นผู้ไม่เบียดเบียน พระอริยะแปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนด้วย เป็นผู้ที่เหนือโลก
เป็นผู้ที่ไม่ข้องแวะกับโลกโดยความหมายหรือว่าคำแปลของพระอริยะ
แต่เบื้องต้นคือออกจากความเป็นควายก่อน ... เพราะนั้นถ้าเคลื่อนออกไป ให้รู้ไว้เลยว่า
เกินแล้ว ...ถ้ามันไม่ยอมก็บอกว่าควายนะ เขางอกแล้ว มันจะได้กลัว ... ต้องหาอุบายหลายๆ อุบาย ไม่งั้นไม่ยอม จิตนี่มันดื้อมันด้าน มันไม่ฟังใครหรอก มันไปตามอำนาจตามอำเภอใจของมัน
โดยไม่มีเหตุและผล
คือกูไม่สนน่ะ ไม่มีเหตุและผลน่ะ ...กูจะยึด กูจะเอาน่ะ กูจะเอา
กูจะคิด มีสิทธิอะไรมาห้ามกู ...มันไม่ยอม บอกยังไง โอ้โลมปฏิโลมยังไง กูก็จะคิด ทำไม
ไม่วาง ไม่ปล่อย ... เห็นมั้ย จะมีเหตุผลอะไรมาบอกมันได้ มันไม่ฟังเลยนะ
นี่คือความดื้อด้านของมัน ด้วยความไม่รู้...ไม่ควายก็เรียกว่าคนล่ะมั้ง
เป็นลักษณะอย่างนี้
เพราะนั้นการละการวางจึงต้องกลับมาจดจ่อตรงนี้ที่เดียว...กาย
ด้วยความเพียร ในการที่จะรักษาศีล คือกายปกติ กายปัจจุบัน ไม่ห่างกาย
ไม่ออกนอกกาย วนเวียนอยู่ในกายนี่แหละ
กายจริง
พออยู่ในกายจริงแล้วจะหาหญิงจริงชายจริงไม่เจอแล้ว
แต่ถ้าอยู่ในกายสังขารนี่หญิงจริง ชายแท้นี่เต็มเลย แต่พอดูไปดูมาในกายนี่ หาชายหาหญิงไม่เจอแล้ว ...มันจะเริ่มเห็นกายจริงอย่างนี้ ถ้าทั้งวันน่ะเห็นเป็นก้อนแข็งทื่ออยู่อย่างนี้
นั่นแหละมันจะสงสัยเลยว่า 'เฮ้ย กูคือใครวะนี่' (หัวเราะ)...หากูไม่เจออีกแล้ว
โยม – ดูไปมากๆ
มันจะไปติดไอ้ตรงที่ไม่มีกายรึเปล่า
พระอาจารย์ – ไม่ติดหรอก
ยังไงมันรู้อยู่เห็นอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่...ตัวนี้เป็นตัวปรับสมดุล
โยม – อย่างตอนรู้ที่เห็นนี่ เห็นสภาวธรรมตลอดเวลา
คราวนี้มันเหมือนกับไปแทรกรึเปล่า...
พระอาจารย์ – มันแทรกแซง
โยม – แต่ถ้าเห็นมันมักจะทำตลอด
พระอาจารย์ – มันผูกไว้
อันนั้นเป็นทำโดยเจตนา ...มันไม่เห็นตัวเจตนา
โยม – อย่างวันนั้นนั่งอยู่
ก็เห็นแล้วอย่างนี้ แต่อาจารย์บอกว่ามันกำลังจะเข้าไป ยังไม่เต็มที่ ก็เหลียวมาดู
มันก็ถอย
พระอาจารย์ – นั่นแหละ ตัวญาณจะเกิด
ตัวเห็นน่ะ...ตัวที่เห็นนั่นแหละคือจะเป็นตัวที่ปรับสมดุล แล้วก็ถอยออกมา เมื่อเห็น
อาการเห็นน่ะมันจะถอนจากการเข้าไปสร้างสภาวะ อยู่กับสภาวะตรงนั้น
ญาณน่ะมันจะเป็นตัวปรับ ตัวทัสสนะ
โยม – แต่ผมก็เลิกทำ ก็ยังมีผัสสะทางนั้น
พระอาจารย์ – ให้มันชำนาญ
ให้มันทบทวนให้เกิดชำนาญ ปัญญามันรู้รอบเห็นรอบ ถี่ถ้วน รอบด้าน รอบๆๆ จนมันเกิดความแตกฉาน
โยม – มันก็ไปติดอีกพอชำนาญ
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไรๆ
เพราะความสุดโต่งมันมีทุกด้านน่ะ ทุกขั้นตอน ประเภทฮาร์ดคอร์
โยม – ผมเหมือนพวกนั้นเลย
ไม่อยากจะเป็นเลย จิตมันเหมือนออกมาได้ถูกทางนั้น
พระอาจารย์ – นั่นแหละ มันเป็นฮาร์ดคอร์
คือฝึกมาอย่างนั้นน่ะ
โยม – แต่ละชาติๆ นี่แบบสมถะ
ทำมาอย่างเดียว
พระอาจารย์ – เพราะนั้น
เวลาชดใช้วิบากนี่ มันก็จะมาชดใช้ในลักษณะอย่างนี้ เพราะโง่ทำอย่างนี้มาก่อน
โยม – อ๋อ
พระอาจารย์ – ผลมันก็ต้องสืบเนื่อง
แล้วก็ต้องมาเรียนรู้ที่จะละมัน
โยม – ครับ
พระอาจาย์ – ก็...ด้วยความเป็นกลาง
ต้องละด้วยความเป็นกลางอย่างเดียว ไม่ได้ละด้วยวิธีแก้ วิธีใหม่นะ ...ไม่งั้นก็ติดอันใหม่
ติดวิธีใหม่อีก ก็เป็นมโนกรรม กายกรรมอันใหม่ สร้างขึ้นมาใหม่ ...มีตัวตนใหม่ขึ้นมารองรับอีก
แก้ด้วยความเป็นกลางแล้วปล่อยวาง นั่นแหละ
มันก็ค่อยๆ ลุล่วง คลี่คลายไปในตัวของมันเอง
...............................

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น